แรกเริ่มเดิมที เราอาจเคยชินกับเสื้อผ้า Fast Fashion ที่เปลี่ยนคอลเลคชั่นไปทุกเดือน จะ Spring Summer Winter Autumn ก็เปลี่ยนสีเปลี่ยยนแนวไปหมด แต่ช้าก่อน ในยุคสมัยที่เราแคร์ความเก๋ไปพร้อม ๆ กับโลก เทรนด์เสื้อผ้าก็เปลี่ยนไป นโยบายต่าง ๆ ก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย
หมดยุคของ Fast Fashion หรืออุตสาหกรรมเสื้อผ้าแฟชั่นแล้ว เมื่อสหภาพยุโรปหรืออียู ได้ร่างกฎระเบียบใหม่ โดยการเสนอให้ประเทศสมาชิกจะต้องแยกขยะสิ่งทอออกจากขยะประเภทอื่นๆ ภายในเดือนมกราคม 2568
แถมยังเสนอกฎให้บริษัทผู้ผลิตเสื้อผ้าจ่ายเงินช่วยรับภาระค่าใช้จ่ายสำหรับงานเกี่ยวกับการคัดแยกเสื้อผ้าใช้เเล้ว เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่และการเอาวัตถุดิบไปรีไซเคิล ซึ่งบริษัทเสื้อผ้าจะต้องค่าธรรมเนียมให้กับอียูเป็นเงิน 0.12 ยูโรต่อเสื้อผ้าหนึ่งชิ้นที่ขายได้ หากว่าสินค้าเป็นวัตถุดิบที่ยากต่อการรีไซเคิลค่าธรรมเนียมก็จะสูงขึ้น
ปฏิเสธไม่ได้ว่า หนึ่งในอุตสาหกรรมที่เป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม คือ Fast Fashion ที่มาไวไปไว และทิ้งร่องรอยผลกระทบไว้ให้กับโลกอย่างมหาศาล
ด้วยต้นทุนการผลิตที่ต่ำ สามารถผลิตได้เยอะและรวดเร็ว ตอบสนองความต้องการซื้อของผู้บริโภคจำนวนมาก เปลี่ยนวงจรเสื้อผ้าให้สั้นลง เพราะเป็นเสื้อผ้าแฟชั่นที่เลือกสวมใส่เพียงไม่กี่ครั้งก็ทิ้ง แม้จะเป็นที่นิยมมาก ๆ ในช่วงหนึ่งก็ตาม
ปัจจัยที่ทำให้เสื้อผ้าใน “ฟาสต์แฟชั่น” ได้รับความนิยมอย่างมาก สาเหตุแรกมาจากฝั่งแบรนด์หรือผู้ผลิต ที่มองในเรื่องของยอดขายและกำไรเป็นหลัก การหาห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่ง่าย จึงออกคอลเลคชั่นใหม่ ๆ อยู่เป็นประจำ นอกจากนี้ แบรนด์ต่าง ๆ ยังทำโฆษณา การตลาด กระตุ้นให้ผู้บริโภคเกิดความต้องการซื้อมากยิ่งขึ้น จนการซื้อเสื้อผ้ากลายเป็นเรื่องของ “ค่านิยมหรือความพึงพอใจ” ตามกระแส มากกว่าจะมองที่ “อรรถประโยชน์” อย่างแท้จริง
มากไปกว่านั้น อุตสาหกรรมเสื้อผ้า มีสัดส่วนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ราว 8-10% ของอัตราการปล่อยคาร์บอนทั่วโลก และปล่อยน้ำเสียเกือบ 20% ของปริมาณน้ำเสียทั่วโลก พร้อมสารเคมีมากมาย ที่นอกจากจะส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว แต่ยังเกี่ยวโยงไปกับปัญหาการขูดรีดแรงงาน ได้รับค่าตอบแทนต่ำแต่ต้องต้องก้มหน้าขายแรงค่อนข้างหนัก โดยจะสังเกตได้ว่า โรงงานเสื้อผ้าส่วนใหญ่ อยู่ในประเทศที่มีค่าแรงต่ำ ยกตัวอย่าง จีน บังคลาเทศ เวียดนาม และอินเดีย
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมแฟชั่นทั่วโลกเติบโตขึ้นในอัตราเฉลี่ย 5.5% ต่อปี ซึ่งปัจจุบัน มีมูลค่าเกือบ 2.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อย่างในช่วงก่อนโควิดระบาด ปี 2019 ปีเดียว มีการผลิตเสื้อผ้าและรองเท้าถึงหลักพันล้านชิ้น เนื่องจากในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา กลุ่มชนชั้นกลางเติบโตขึ้นมาก และได้เพิ่มการบริโภคเสื้อผ้าเป็นสองเท่า
หนึ่งในทางออกของปัญหานี้ คือ “แฟชั่นหมุนเวียน” (Circular Fashion) ตามแนวคิดของ “เศรษฐกิจหมุนเวียน” หรือ Circular Economy เช่น การใช้ซ้ำวัตถุดิบเดิม การนำเอาวัสดุรีไซเคิลมาทำเป็นเสื้อผ้าใหม่ การให้เช่าและขายต่อเสื้อผ้า เป็นต้น นับว่าเป็นอีกทางเลือกของการบริโภคในยุคทุนนิยมสมัยใหม่ ที่เราสามารถเอาสินค้าเดิมมาหมุนเวียนใช้ซ้ำและแลกเปลี่ยนกันได้ การใช้เสื้อผ้ามือสองช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างชัดเจน เมื่อเปรียบเทียบกับการซื้อเสื้อผ้าใหม่ โดยปล่อยก๊าซคาร์บอนน้อยว่าถึงเกือบ 7 เท่า และใช้น้ำน้อยกว่าถึง 65 เท่า
ขณะที่ประเทศกลุ่มอียูจะมีสมาคมบริหารจัดการขยะเสื้อผ้าในเเต่ละประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเเล้วในฝรั่งเศสและสเปน ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งแฟชั่น หลังสหภาพยุโรปหรืออียู ได้ร่างกฎระเบียบใหม่ โดยการเสนอให้ประเทศสมาชิกจะต้องแยกขยะสิ่งทอออกจากขยะประเภทอื่นๆ ภายในเดือนมกราคม 2568 แถมยังเสนอกฎให้บริษัทผู้ผลิตเสื้อผ้าจ่ายเงินช่วยรับภาระค่าใช้จ่ายสำหรับงานเกี่ยวกับการคัดแยกเสื้อผ้าใช้เเล้ว
ทำให้ประเทศสเปน ได้เกิดองค์กรไม่เเสวงหาผลกำไรสำหรับภารกิจดังกล่าวที่ชื่อว่า โมดา รี (Moda Re) องค์กรนี้ได้รับความสนับสนุนทางการเงินบางส่วนจาก บริษัท อินดิเท็กซ์ (Inditex) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของเชนร้านเสื้อผ้าแฟชั่น Zara นั่นเอง โมดา รี ตั้งเป้าว่าภายในหนึ่งปีนับจากนี้ จะคัดแยกเสื้อผ้าใช้เเล้วเพื่อการนำกลับมาใช้ใหม่และการเอาวัตถุดิบไปรีไซเคิล ให้ได้ 40,000 ตันต่อปี หรือคิดเป็น 2 เท่าของปริมาณที่ทำอยู่ในปัจจุบัน
โดยผู้อำนวยการของโมดา รี ตั้งเป้าหมายว่าในอนาคตโรงงานแห่งนี้จะเป็นสถานที่เปลี่ยนเสื้อผ้าใช้แล้วให้กลายเป็นวัตถุดิบใหม่สำหรับป้อนให้กับบริษัทแฟชั่นหลายรายในยุโรป และมีแผนจะขยายสาขาเพิ่มเติมในเมืองบาร์เซโลนา บิลเบา และวาเลนเซีย ของสเปน เพื่อทำการเก็บรวบรวมเสื้อผ้าใช้แล้วมาคัดแยก และเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล เพื่อให้สอดรับกับกฎระเบียบใหม่ของอียูที่ต้องการควบคุมอุตสาหกรรมเสื้อผ้าแฟชั่นให้เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นในการลดจำนวนและบริหารจัดการขยะเสื้อผ้าใช้แล้ว
นอกจากนี้ อินดิเท็กซ์ ยังร่วมมือกับบริษัท เอชแอนด์เอ็ม (H&M) พร้อมด้วย แมงโก (Mango) และบริษัทเเฟชั่นอื่น ๆ ตั้งองค์กรไม่เเสวงหาผลกำไรมาทำหน้าที่บริหารจัดการขยะจากอุตสาหกรรมนี้ ข้อมูลจากรายงานของรัฐบาลอียูที่เปิดเผยเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ระบุว่า แม้กระแสความพยายามที่จะลดปริมาณขยะจากเสื้อผ้าได้เริ่มเกิดขึ้นแล้ว แต่ทั่วทั้งยุโรปก็ยังคงมีขยะประเภทนี้อยู่ถึง 5.2 ล้านตัน และไม่ถึง 25% ถูกนำไปรีไซเคิล
โดยรายงานจากรายงานของรัฐบาลอียูได้เปิดเผยว่า เสื้อผ้าใช้เเล้วกว่าหลายล้านตัน ได้ถูกส่งไปยังที่ทิ้งขยะที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศ เช่นที่ทวีปแอฟริกา เป็นจุดหมายปลายทาง ซึ่งอาจก่อปัญหามลพิษต่อสิ่งเเวดล้อมได้ ขณะที่รายงานอีกฉบับขององค์การสหประชาชาติยังชี้ว่า อียูนำเสื้อผ้าใช้แล้วออกจากเขตดินแดนของตนเองปริมาณ 1.4 ล้านตันในปีที่เเล้ว (2565) ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าจากเมื่อ 22 ปีก่อน ส่วนผู้เชี่ยวชาญได้ระบุถึงสาเหตุของปัญหาขยะเสื้อผ้าที่เพิ่มขึ้นมาก เกิดจากการบริโภคที่ “มากเกินไป”
บริษัทที่ปรึกษาแมคคินซีย์ (McKinsey) เปิดเผยในรายงานเมื่อปี 2565 ว่า ควรมีการลงทุนมูลค่า 6,000 ถึง 7,000 ล้านยูโรก่อนปีค.ศ. 2030 เพื่อการเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการและรีไซเคิลขยะจากเสื้อผ้าใช้แล้วให้ได้ตามเป้าหมายของสหภาพยุโรป
นอกจากหน่วยงานหรือองค์ต่างๆ ที่มีส่วนสำคัญในการแก้ปัญหาแล้ว พวกเราเองก็สามารถช่วยลด Fast Fashion ได้ด้วยการลดการซื้อและเน้นเสื้อผ้าที่มีคุณภาพ อาจจะเลือกแบบหรือโทนสีพื้น ๆ สไตล์มินิมอลที่สามารถนำมาใส่ซ้ำได้ในหลายโอกาสอย่างไม่เบื่อ
อากาศเริ่มเย็นสบายแล้ว ลองเปิดหาเสื้อผ้าเก่า ๆ ในตู้ มา Mix&Match ให้เก๋ไก๋ แล้วออกไปเฉิดฉาย ใช้ชีวิตอย่างสนุกสนานกันเถอะ
