23 มกราคม 2568 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์กฎหมาย และคอมมูนิตี้ผู้มีความหลากหลายทางเพศ เนื่องจากเป็นวันแรกที่ “กฎหมายสมรสเท่าเทียม” จะมีผลบังคับใช้ ถือเป็นก้าวสำคัญของ “ความเท่าเทียม” ในสังคมไทย

นอกเหนือจากประเด็นเกี่ยวกับกฎหมายแล้ว ความหลากหลายทางเพศถูกกล่าวถึงในวงวิชาการอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นด้านการวิจารณ์วรรณกรรม สิทธิมนุษยชน เศรษฐกิจ ไปจนถึง “พื้นที่” ด้วย

หลายคนอาจจะรู้จักภาวะ Gentrification ซึ่งเกิดจากกลุ่มทุนค่อย ๆ รุกที่ชุมชนเดิม ส่งผลให้ที่ดินดังกล่าวมีมูลค่าสูงขึ้น แต่ขณะเดียวกัน ก็เป็นการเบียดขับความเป็นชุมชนแบบดั้งเดิมออกไปจากท้องถิ่น แต่ปรากฏการณ์เช่นนี้ ก็เกิดขึ้นกับกลุ่ม LGBTQIA+ เช่นกัน

ในนาม “Gaytrification”

พื้นที่ของสีรุ้ง

ในมหานครต่าง ๆ นอกจากพื้นที่ห้างสรรพสินค้า พื้นที่สาธารณะ หรือพื้นที่ของส่วนราชการแล้ว ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่เป็นย่านของผู้มีความหลากหลายทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ชุมชน หน่วยบริการสาธารณสุข หรือสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นร้านค้า ร้านกาแฟ แกลเลอรี่ และอีกมากเพื่อ LGBTQIA+ ซึ่งโดยมากมักเรียกว่า “Gay Village”

พื้นที่สีรุ้งเหล่านี้ ก่อกำเนิดขึ้นจาก “การจำกัดสิทธิ” ของผู้มีความหลากหลายทางเพศ ความเกลียดชัง ดูถูกเหยียดหยามมีความรุนแรงมาก การต่อสู้เพื่อสิทธิก็เข้มข้น หนักแน่น ไม่แพ้กัน

โดยย่านเกย์แห่งแรกของโลกเกิดขึ้นในเยอรมนี สมัยสาธารณรัฐไวมาร์ ที่เมือง Schöneberg ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศในเยอรมัน และยังเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์การเมืองอัตลักษณ์ เนื่องจากเป็นหนึ่งในเป้าหมายการข่มเหงรังแกและฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในยุคนาซีด้วย ทำให้เมื่อสงครามเย็นสิ้นสุดลง Schöneberg ได้กลับคืนสู่สถานะชุมชนผู้มีความหลากหลายทางเพศอีกครั้ง และกลายเป็นพื้นที่สำคัญที่เหล่า LGBTQIA+ รำลึกถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้นในคอมมูนิตี้เมื่อหลายทศวรรษก่อนหน้า

หรือแม้กระทั่งเหตุการณ์ที่เป็นชนวนสำคัญของการเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศอย่าง เหตุการณ์จลาจลที่สโตนวอลล์ เมื่อปี 1969 ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าจู่โจมย่านของผู้มีความหลากหลายทางเพศในสหรัฐอเมริกาอย่าง Stonewall Inn จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ Pride Month และการเรียกร้องสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศในทั่วโลก

source: Azure Magazine

เช่นกันกับเหตุการณ์ “เสาร์ซาวเอ็ด” การใช้ความรุนแรงจู่โจมขบวนไพรด์พาเหรดที่จังหวัดเชียงใหม่เมื่อ 21 กุมภาพันธ์ 2009 จนนำมาสู่การตั้งให้วันดังกล่าวของทุกปี เป็นวันยุติความรุนแรงต่อผู้มีความหลากหลายทางเพศในประเทศไทยด้วย

เหตุเหล่านี้เอง พื้นที่ Gay Village จึงไม่เพียงแต่เป็นพื้นที่แห่งการเป็นตัวเองอย่างปลอดภัย ไม่ต้อง come out (of The Closet: สำนวนที่หมายถึงการเปิดตัวว่าเป็น “ผู้มีความหลากหลายทางเพศ”) แต่ยังกลายเป็นแหล่ง “ปะทะสังสรรค์” ทางความคิดของปัญญาชนและผู้มีความหลากหลายทางเพศด้วย

ดังที่ แอรอน เบตสกี้ (Aaron Betsky) นักวิจารณ์สถาปัตยกรรมและศิลปะ อดีตผู้อำนวยการวิทยาลัยสถาปัตยกรรมและการออกแบบ สถาบันวิจัยโพลีเทคนิคและมหาวิทยาลัยแห่งรัฐเวอร์จิเนีย (Virginia Tech) สหรัฐอเมริกา ได้เสนอว่า 

“พื้นที่เควียร์ (Queer Space) มีวัตถุประสงค์เพื่อคนทุกเพศ”

สู่การเปลี่ยนแปลง เป็น Gaytrification

เดิมที Gay Village หรือพื้นที่ชุมชนผู้มีความหลากหลายทางเพศในเมืองมักอยู่ในย่านเสื่อมโทรม เมื่อเกิดกิจการต่าง ๆ ขึ้น ก็มาพร้อมกับไลฟ์สไตล์และกิจกรรมเฉพาะตัวของชุมชน LGBTQIA+ 

กิจกรรมและไลฟ์สไตล์ดังกล่าว ไม่เพียงแต่จะเป็นส่วนสำคัญของมูฟเมนต์เพื่อสิทธิอันเท่าเทียมเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงความเป็นแหล่งท่องเที่ยวและเงินสะพัดที่เพิ่มสูงขึ้น จนพื้นที่เหล่านี้ไปเตะตานายทุนในที่สุด รวมไปถึงค่าครองชีพและค่าเช่าที่ที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ 

นี้เอง ที่เป็นจุดเริ่มต้นของ Gaytrification

ในทศวรรษ 2010 ที่ผ่านมา หลายเมืองในซีกโลกตะวันตกเผชิญกับการปิดกิจการของผู้มีความหลากหลายทางเพศ เช่น ลอนดอน ที่สถานบันเทิง LGBTQIA+ Friendly กว่า 10 แห่งประกาศปิดตัวลง ปรากฏการณ์เช่นเดียวกันนี้เกิดขึ้น และสร้างข้อถกเถียงมากมาย ระหว่างคนในพื้นที่ Gay Village และชาวเมืองว่า การปกป้องพื้นที่ชุมชนผู้มีความหลากหลายทางเพศ คือการปกป้อง “สิทธิ” ความเท่าเทียมทางเพศด้วยหรือไม่

แง่หนึ่ง Gaytrification เกิดขึ้นจากการผลักดันสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศ จนถือได้ว่าเป็นสิทธิมนุษยชนว่า ทุก ๆ คนสามารถใช้ทรัพยากรร่วมกันได้อย่างไม่แบ่งแยก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ยังมีผู้คนมากมายที่ต้องการ “พื้นที่ปลอดภัย” ที่ “เป็นมิตร” กับพวกเขาเช่นกัน

พื้นที่ “ปลอดภัย”

กรณีที่เราอาจเห็นได้ชัด คือข้อถกเถียงเรื่อง “บาร์แซฟฟิก” บนแพลตฟอร์ม X เมื่อปี 2024 ที่ผ่านมา ซึ่งมาจาก Pain Point สำคัญคือการล่วงละเมิดทางเพศที่เกิดขึ้นในบาร์ทั่วไป ทำให้การเที่ยวกลางคืนของผู้มีเพศสภาพหญิงเป็นเรื่องน่ากลัว 

สำหรับใครท่ีไม่คุ้นเคย แซฟฟิก (Sapphic) ถือเป็นคำเรียกรวมของผู้นิยามตนเองเป็นหญิง (หรือนอกกรอบเพศทวิลักษณ์ เช่น เควียร์ หรือเอเซ็กชวล (asexual)) ที่รู้สึกดึงดูดต่อเพศหญิงด้วยกัน บาร์แซฟฟิกจึงเป็นแหล่งมีตติ้ง แฮงก์เอาต์ ตลอดจนสานสัมพันธ์ของชาวแซฟฟิก นอกเหนือจากพื้นที่ดิจิทัลอย่างแอปพลิเคชันหาคู่

ข้อโต้แย้งว่าด้วยความเป็นพื้นที่เฉพาะ “หญิง” ของบาร์แซฟฟิกจึงเป็นการปะทะกันระหว่างการโอบรับทุกคน กับการสงวนพื้นที่เฉพาะคอมมูนิตี้เอาไว้ แม้จะไม่มีข้อสรุปแน่ชัดว่าเป็นอย่างไร แต่นี่ถือเป็นตัวอย่างสำคัญที่ต้องการบอกว่า พื้นที่ปลอดภัย คือ สิ่งจำเป็น

อย่างไรก็ดี เราเชื่อว่าผลพวงของกฎหมาย “สมรสเท่าเทียม” ที่เริ่มมีผลบังคับใช้ในวันนี้ (23 มกราคม 2568) จะทำให้สังคมไทยมองสิทธิของผู้คนอย่างเท่าเทียม และมองนอก “กรอบเพศ” ที่เคยตีเส้นไว้ในโลกทัศน์เดิม ๆ ให้ประเทศไทย ไม่เป็นเพียงหมุดหมายของ LGBTQIA+ ทั่วโลก 

แต่ยังเป็นพื้นที่ที่เจ้าบ้านได้สัมผัสความหลากหลายทางเพศอันแบ่งบานในทุก ๆ มิติ

อ้างอิงจาก

theguardian.com

metropolismag.com

azuremagazine.com

readthecloud.co

theurbanis.com

capitalread.co

themomentum.co

ผู้เขียน

  • เกวลิน ถนอมทอง

    นักเขียนฟูลไทม์ประจำองค์กรภาคประชาสังคมแห่งหนึ่ง มีสกิลการทำพอดแคสต์เล็กน้อย สนใจเรื่องเมือง อาหาร การเดิน และการใช้เวลาขบคิดอยู่ลำพัง

    View all posts