ช่วงนี้ นอกจากข่าวคราวว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งสำคัญใน “สหรัฐอเมริกา” และท่าทีของชาติต่าง ๆ ต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวแล้ว อีกสิ่งที่น่าจับตาไม่น้อย คือ บทสรุปของการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ “COP29” ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศ อาเซอร์ไบจาน ตั้งแต่วันที่ 11 จนถึงวันที่ 22 พฤศจิกายนนี้
ในการประชุมดังกล่าว มีวาระการประชุมมากมายที่โฟกัสไปที่การรับมือต่อความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลก อันเนื่องมาจากสภาวะโลกรวน (Climate Change) รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของแผนการรับมือของแต่ละประเทศในปีนี้
โดยมีสาเหตุมาจาก อุณหภูมิเฉลี่ยของโลก ที่เพิ่มสูงขึ้นกว่า 1.5 องศาเซลเซียสไปแล้ว …
แผนการรับมือโลกรวน (National Climate Plans) หรือชื่อจริงที่ปรากฏในที่ประชุมดังกล่าว คือ “การมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด” (Nationally Determined Contributions; NDCs) เกิดขึ้นตามความตกลงปารีสเมื่อปี 2015 ที่กำหนดให้แต่ละประเทศที่เข้าร่วมรักษาการมีส่วนร่วมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และปรับตัวต่อสภาวะ “โลกรวน” หรือ Climate Change
กลไกดังกล่าวนี้ ยังมอบหมายให้ประเทศต่าง ๆ จัดทำ รายงาน แก่เลขาธิการบริหาร กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ทุก ๆ 5 ปี เพื่อให้เห็นความก้าวหน้าของการดำเนินงานเพื่อรักษาสภาพภูมิอากาศเอาไว้ และความเป็นไปได้สูงสุดที่แต่ละประเทศสามารถทำได้ตามขีดความสามารถของตน โดยรายงานดังกล่าวนี้ จะกำหนดทิศทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงแนวทางลดผลกระทบต่อทุกภาคส่วนของสังคม ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม วิศวกรรม หรือแม้กระทั่งภาคประชาชน
เวลาผ่านไป 9 ปี ความตกลงปารีสถึงเวลาต้องทบทวนใหม่ เพราะเส้นตายสภาพภูมิอากาศโลกถูกฉีกออกไปแล้ว เนื่องจากอุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกในปี 2024 พุ่งสูงขึ้นจนเป็นที่คาดการณ์ว่า นี่คือปีแรกที่โลกร้อนขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส มากไปกว่านั้น รายงานของสหประชาชาติระบุว่า แผนการมีส่วนร่วมที่ผ่านมาไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ เมื่อเทียบกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริง
ดังที่สหประชาชาติระบุว่า แผนการทางสิ่งแวดล้อมไม่สามารถใช้หลักการ One Size Fits All ได้ หากแต่ต้องอาศัยการวิเคราะห์สภาพความเป็นจริง ทั้งของโลก ของแต่ละประเทศ และความพร้อมทางเศรษฐกิจ สังคม และทรัพยากร เพื่อมิให้วาทกรรมด้านการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมเป็นของกลุ่มประเทศที่พร้อมด้านการเงินมากกว่า
และนี่คือ “จุดเปลี่ยน” ที่จะทำให้โลกเอาจริงเอาจังกับ “แผนการทางสิ่งแวดล้อม” มากขึ้น เพราะปี 2024 นี้ ถือเป็นปีครบกำหนดการส่งรายงานต่อเลขาธิการบริหาร UNFCCC อีกวาระหนึ่ง
รายงานสหประชาชาติยังระบุอีกว่า ในแผนการรับมือต่อสภาพภูมิอากาศจำเป็นจะต้องขับเคลื่อนความสามารถในทุกมิติเพื่อรักษาสภาพของโลกนี้ไว้ โดยมีเป้าหมายที่จะคงอุณหภูมิไว้เท่านี้ ที่ประมาณ 1.5 องศาเซลเซียสที่เพิ่มขึ้นมา และต้องสอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจที่จะต้องทำได้ “จริง”
ทั้งนี้ทั้งนั้น การผลักดันวาระทางสิ่งแวดล้อมใช่ว่าจะออกมาตรการเพียงอย่างเดียว หากต้องอาศัยกลไกจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นในทางกฎหมาย ที่ให้ความสำคัญต่อชีวิตพลเมือง เศรษฐกิจ ที่อาจต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดต่อทรัพยากรว่า มันอาจจะมีวันหมดไป แม้จะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ไม่รู้จบ หรือแม้กระทั่งด้านเงินทุน ที่การประชุม COP29 นี้ได้พูดคุยต่อถึง “กองทุนชดเชยความสูญเสียและความเสียหาย” อันเกิดมาจากภาวะโลกรวน ซึ่งเป็นวาระสืบเนื่องมาจากการประชุมครั้งที่แล้ว ซึ่งจะเอาใจใส่ไปที่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเป็นพิเศษ
แน่นอนว่า มีไทยอยู่ในนั้น แล้วเราจัดการเรื่องนี้กันยังไง?
สำหรับประเทศไทย ได้มีการบูรณาการนโยบายและแผนการดำเนินงานเข้ากับความตกลงปารีส ในอันที่จะรักษาสภาพสิ่งแวดล้อมเอาไว้ ตั้งแต่ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีในสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปจนถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13
และหากย้อนกลับไปในการเลือกตั้งใหญ่เมื่อปี 2566 จะพบว่า นโยบายทางสิ่งแวดล้อมก็ถือเป็นอีกหนึ่งจุดขายที่พรรคการเมืองสามารถแสดงวิสัยทัศน์ต่อสภาพภูมิอากาศของโลก ในฐานะหนึ่งในต้นสายธารของคุณภาพชีวิตที่ดีด้วย ไม่ว่าจะเป็นการจัดการขยะ พลังงานสะอาด อากาศบริสุทธิ์ ไปจนถึงคาร์บอนเครดิต พลังงานไฟฟ้า และการกระจายอำนาจไปยังท้องถิ่นให้ดูแลจัดการสิ่งแวดล้อมได้มากขึ้นกว่าเดิม
โดยในคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ได้ระบุไว้ว่า ประเทศไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายหลายประการ ที่ส่งผลกระทบถึงความอยู่ดีกินดีของประชาชน ซึ่งสามารถสรุปได้เป็น 10 ข้อด้วยกัน หนึ่งในนั้น คือ “ความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ” ที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจไทยทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคการท่องเที่ยว โดยมีสถิติผู้ป่วยจากมลภาวะทางอากาศ และความแปรปรวนของธรรมชาติเป็นเครื่องยืนยัน รัฐบาลชุดนี้จึงให้ความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 การจัดการทรัพยากรน้ำ รวมถึงนโยบาย Carbon Neutrality หรือ “ความเป็นกลางทางคาร์บอน” เพื่อสร้างความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม พร้อม ๆ กับสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในเวทีโลก ให้คนไทย “มีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี” และมีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป
ทว่าสิ่งที่เราได้เห็นในปัจจุบัน ยังมิได้เห็นว่า นโยบายในทางสิ่งแวดล้อมของรัฐบาลจะมีความก้าวหน้าอย่างไร และที่สำคัญ จะสอดคล้องกับโอกาสทางเศรษฐกิจที่ไทยจะคว้าไว้ ท่ามกลางวิกฤตที่ประเทศยังไม่อาจฟื้นตัวจากโรคระบาดที่ซัดเอาเศรษฐกิจไม่เติบโตอยู่ในขณะนี้
การประชุม COP29 นี้ จึงอาจเป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้ไทย “ขยับ ปรับเปลี่ยน และเอาจริงเอาจัง” กับปัญหาสิ่งแวดล้อมพร้อมกับเศรษฐกิจ ด้วยการสร้างแผนการมีส่วนร่วมที่เอาจริงเอาจัง และได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนในสังคม
เพราะถึงแม้จะมีผู้เชื่อว่า “โลกรวน” เป็นเรื่อง “ไม่จริง” แต่ผลกระทบ น้ำท่วม ฝุ่นควัน อากาศร้อนจัดที่สัมผัสผ่านผิวเนื้อ ก็เป็นเรื่อง “จริง” ไม่แพ้กัน
และขอตั้งคำถามต่อไปว่า โลกที่เราจะส่งต่อไปให้คน generation ต่อไป มันจะเป็นแบบใดกัน?
อ้างอิงจาก
