สารภาพตามตรงว่า กองบรรณาธิการ elementsth รักคาเฟอีนมาก ไม่ว่าจะชาไทย กาแฟ ชาเขียว หรือมัทฉะ ก็จัดมาเถอะ เลือดของพวกเราไหลเวียนด้วยคาเฟอีน พร้อมปั่นงานและใช้ชีวิตกันสุด ๆ
ทว่า พอจะหาผงมัทฉะมาตุนไว้ หรือเลือกซื้อเป็นของขวัญให้กันในช่วงสิ้นปี สิ่งที่พบในแพลตฟอร์มออนไลน์คือคำว่า “สินค้าหมด” พร้อมประกาศขออภัยในความล่าช้าจากร้านค้า ระบุว่า ขาดแคลนตั้งแต่ต้นทางที่ประเทศญี่ปุ่น แถมมัทฉะเกรดสูง ๆ ตอนนี้ก็ราคา “ติดดอย” ไปแล้วอีกต่างหาก
มันเกิดอะไรขึ้นกันนะ elementsth เล่าให้ฟังในบทความนี้
เทรนด์สุขภาพ ดัน “มัทฉะ” ติดดอย
อย่างที่เคยเล่าไว้ใน วันชาสากล มัทฉะถือเป็นเครื่องดื่มสุขภาพชั้นดี ที่ส่งให้การดื่มชาอันรุ่มรวยนี้เป็นที่นิยมในระดับโลก เซเลบริตี้และอินฟลูเอนเซอร์จำนวนมากต่างก็เลือกดื่มชาเขียวประเภทนี้ รวมถึงเลือกรับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของผงมัทฉะด้วย
อิทธิพลเหล่านี้เอง กลายเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผู้คนอยากจะลิ้มลองมัทฉะ โดยเฉพาะเหล่ามนุษย์ Millennials (Gen Y) และวัยรุ่น Gen Z ที่มีแนวโน้มใส่ใจสุขภาพ พร้อม ๆ กับความติด “แกลม” ด้วยการบริโภคอาหารจากธรรมชาติ และ plant-based ที่เพิ่มมากขึ้น
ซึ่งเมื่อเกิดปรากฏการณ์ “มัทฉะขาดตลาด” ทั่วโลก ภาพการต่อคิวเข้าซื้อชายาวเหยียดในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น พร้อมกับประกาศจำกัดการซื้อ หรือสินค้าหมดจึงปรากฏอยู่บนโซเชียลมีเดียของญี่ปุ่นอยู่เนือง ๆ ไม่ว่าจะเป็นร้านชาใหญ่ ๆ อย่าง Marukyu Koyamaen ที่ประกาศว่าสต็อกสินค้าเหลือน้อยมาก Ippodo Tea ที่งดจำหน่ายมัทฉะบางชนิด
เช่นเดียวกับในออสเตรเลีย เมงุมิ คานาอิเกะ (Megumi Kanaike) เจ้าของร้าน Sydney Tea Shop Simply Native เปิดเผว่า จำเป็นต้องจำกัดการซื้อมัทฉะลง จากความนิยมที่เกิดขึ้น “อย่างน่าประหลาดใจ”
รายงานของสำนักข่าว Sydney Morning Herald ยังระบุว่า ปรากฏการณ์มัทฉะ “บูม” อย่างคาดเดาไม่ได้นี้ส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อคาเฟ่และร้านอาหารในออสเตรเลีย รวมถึงในไทยเองที่มีประกาศจากร้านชาต่าง ๆ ว่าสินค้าอาจขาดตลาด และจัดส่งล่าช้า
ทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นด้วยสาเหตุเดียวกัน คือ “กระบวนการผลิตตามปกติ ไม่เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้น”
วิถีแห่ง “มัทฉะ”
เมื่อนึกถึงชาประเภทนี้แล้ว หลายคนคงนึกถึง “พิธีชงชา” ที่สะท้อนถึงคุณค่าความเป็นญี่ปุ่นที่ประณีต พิถีพิถัน ให้ความสำคัญกับแขกคนสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
แต่ไม่เพียงแค่พิธีการ หรือการได้มาซึ่งเครื่องดื่มเท่านั้น แต่กว่าจะเป็นผงชาไม่กี่กรัมที่ใช้ชง ก็มีวิธีการผลิตที่วิจิตรบรรจงไม่น้อยทีเดียว
ปกติแล้ว ใบชาเขียวที่จะนำมาบดและคั่วเป็นมัทฉะ จะสามารถเก็บเกี่ยวได้ในช่วงเดือนพฤษภาคม หรือมิถุนายนของทุกปี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เทนฉะ” (tencha) ที่จำเป็นต้องควบคุมแสงและอุณหภูมิในการปลูก ซึ่งถึงแม้ว่าใบเทนฉะแช่แข็งจะสามารถอยู่ได้นานหลายปี แต่ความต้องการจากผู้บริโภคที่สูงขึ้นอย่างน่าประหลาดใจในครึ่งหลังของ 2024 นี้ ก็ทำให้สต็อกเทนฉะร่อยหรอลงไปจนไม่เพียงพอต่อความต้องการ
มากไปกว่านั้น หากมองในระยะยาว มัทฉะยังจะได้รับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศแปรปรวน (Climate Change) ที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยส่งผลต่ออุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเติบโตของชา อันเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดคุณภาพใบชาไปด้วย รวมถึงการเก็บและผลิตผงชาที่ยังใช้วิธีการดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นการเก็บใบชาจากยอดทีละยอดด้วยมือ บดด้วยหินแกรนิต และคั่วด้วยวิธีการเฉพาะ ทำให้ส่งผลต่อกำลังการผลิตที่จำกัด
แน่นอนว่า ยิ่งเข้าสู่วงการมัทฉะลึกเท่าไร ก็จะยิ่งพบว่า ใบชาที่มีคุณภาพก็ยิ่งหายาก ราคาสูงติดดอยขึ้นเรื่อย ๆ โดยใบชาเกรดพิธี (Ceremonial Grade) จะให้ผลลัพธ์ทั้งสีที่สด รสชาติที่ชัด ความเข้มของชาที่สูง บอดี้แน่นจนใคร ๆ ก็ติดใจ
แล้วพอจะมี “ตัวเลือก” อื่น ๆ หรือเปล่า
จากสถานการณ์ในปัจจุบัน ชาเขียวคุณภาพสูงจากญี่ปุ่นตกอยู่ในสภาวะ “ขาดแคลน” ผู้คนจึงเริ่มมองหามัทฉะทางเลือก เพื่อตอบสนองความต้องการที่ยังคงพุ่งสูงอยู่
เมงุมิระบุว่า ผู้บริโภคจะยังคงประสบปัญหาขาดแคลนผงชาเกรดพิธีมากยิ่งขึ้น โดยเธอแนะนำให้ลองมองหาผงชาเกรดรองลงมา ไม่ว่าจะเป็นผงชาเกรดพรีเมี่ยม หรือผงชาเกรดสำหรับเบเกอรี่ ซึ่งก็ยังคงให้รสชาติและเนื้อสัมผัสที่ดี โดยเฉพาะเมื่อชงกับนมเป็น “มัทฉะลาเต้” แต่เธอยังสำทับอีกว่า นี่อาจไม่ใช่ทางออกในระยะยาว
ผู้บริโภคอีกส่วนหนึ่งจึงหันไปมองหาชาเขียวจากประเทศใกล้เคียง อย่างจีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน หรือแม้กระทั่งจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีอีกหนึ่งความท้าทายสำคัญ คือ “คุณภาพ” ที่ต้องทำถึงไม่แพ้กัน
อีกนัยหนึ่ง เทคโนโลยี ก็เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการผลิตชาในประเทศผู้ผลิตชาอื่น ๆ นอกจากญี่ปุ่น เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน “ความพิถีพิถัน” ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ประเทศเหล่านี้จะต้องแข่งขันเพื่อเข้าสู่สนาม Niche อย่าง “ชาเขียว” ที่มีรายละเอียดลึกซึ้งเหลือเกิน ทั้งยังต้องคำนึงถึง “ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม” อีกด้วย
อ้างอิงจาก
