“โรงภาพยนตร์ที่เป็นมากกว่าพื้นที่ฉายหนัง”

นี่คือสิ่งที่ ธิดา ผลิตผลการพิมพ์ และสุภาพ หริมเทพาธิป ตั้งใจไว้ตั้งแต่วันแรกที่ริเริ่มกิจการโรงหนังอิสระ Doc Club & Pub. และทำให้สถานที่แห่งนี้เป็นทั้งพื้นที่เสวนา คาเฟ่ นิทรรศการ และดนตรีสด เกิดเป็นไวบ์เฉพาะตัวที่ห่อหุ้มบรรยากาศพื้นที่แห่งนี้ไว้ให้ไม่เพียงแต่เป็นวิมานของเหล่าซีเนไฟล์ใจกลางกรุง แต่ยังเป็นแหล่งรวมตัวของกลุ่มคนต่าง ๆ ให้มาพบเจอทำกิจกรรมต่าง ๆ

“การดูหนังในพื้นที่สาธารณะร่วมกันมันก็เป็นเสน่ห์ของการดูหนังในตัวเอง แต่จริงๆ แล้วมันเป็นได้มากกว่านั้น”

และในวาระครบรอบ 10 ปี ของ Documentary Club กับรูปแบบการฉายหนังที่เปลี่ยนไป elements จึงมาพูดคุยกับธิดาถึงแวดวงภาพยนตร์นอกกระแสและหนังสารคดี ที่ทาง Doc Club ได้กรุยทางมากว่าทศวรรษ

ไม่ว่าจะเป็นก้าวต่อไปของ Doc Club & Pub. การสนับสนุนนักทำหนังสารคดีไทย สุนทรียศาสตร์ในการเสพภาพยนตร์ รวมไปถึงตัวตนและความฝันของผู้หญิงที่ชื่อว่า ‘ธิดา ผลิตผลการพิมพ์’ ที่ต้องการให้เกิดขึ้นในแวดวงหนังอิสระในประเทศไทย โดยเฉพาะการการสร้างระบบนิเวศให้เอื้อต่อกลุ่มฉายหนังนอกกระแส ที่พยายามจะสร้างพื้นที่ฉายหนังเป็นของตนเองโดยที่ไม่ได้ยึดโยงกับโรงภาพยนตร์เครือใหญ่ ดั่งเช่นในต่างประเทศ

“วัฒนธรรมโรงหนังห้องแถวในยุโรปเยอะมาก มันสะท้อนวิธีคิดอย่างหนึ่งก็คือ การดูหนังเป็นเรื่องปกติในชุมชน เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคน การทำสเปซแบบนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ ในการสร้างวัฒนธรรมรับชมภาพยนตร์ ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่อยากให้เกิดในเมืองไทย”

01
“หนัง” คือ “เนื้อตัว”

หลากชีวิต หลายประสบการณ์ที่หลั่งไหลจากจอภาพยนตร์ ได้ประกอบสร้างตัวตนให้ ‘ธิดา ผลิตผลการพิมพ์’ เลือกออกเดินทางบนถนนสายภาพยนตร์ นับตั้งแต่เป็น First Jobber มาถึงทุกวันนี้

‘ธิดา ผลิตผลการพิมพ์’ คือชื่อที่เหล่าซีเนไฟล์ หรือ กลุ่มคนรักหนัง รู้จักกันดีในฐานะที่เป็นผู้คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงภาพยนตร์นอกกระแสมาช้านาน โดยมี ‘สุภาพ หริมเทพาธิป’ เป็นผู้ร่วมเดินทางเคียงข้างในชีวิต และช่วยกันปลุกปั้นให้หนังนอกกระแสทั้งไทยและเทศถูกพูดถึงมากขึ้น และเปิดเลนส์การดูหนังอาร์ตในไทย ผ่านการสร้างสวนอักษรบนหน้านิตยสารภาพยนตร์ ‘Bioscope’ เรื่อยมาจนถึงการเป็นผู้จัดจำหน่ายหนังสารคดี และหนังนอกกระแสในนาม Documentary Club สู่การเปิดโรงภาพยนตร์อิสระเป็นของตัวเองในนาม Doc Club & Pub. 

หากชีวิตเป็นเหมือนภาพยนตร์ การเดินทางของธิดาก็ไม่ต่างจากหนัง Road Movies ที่ออกเดินทางเสาะแสวงหาสิ่งใหม่ ๆ ในโลกเซลลูลอยด์ เฝ้ามองสิ่งละอันพันละน้อยระหว่างทาง และเก็บเกี่ยวมาฝากคนรักหนังอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อมองกลับไปยังจุดเริ่มต้นของการออกสตาร์ท คงต้องเท้าความไปถึงในช่วงวัยเด็ก ที่แม้ภาพจำอาจลางเลือน แต่ทรงจำยังคงติดตรึงอยู่เสมอ 

“เราโตมากับหนังตั้งแต่เด็ก การไปโรงหนังเป็นมหรสพความบันเทิงอย่างหนึ่งของครอบครัว อย่างคืนวันศุกร์เมื่อพ่อเสร็จงาน เราก็จะอาบน้ำปะแป้งรอที่จะออกไปดูหนังเลย มันเป็นวันคืนอันหอมหวานเหมือนกันนะ (พูดไปพลาง ยิ้มไปพลาง) การดูหนังตอนนั้น มันก็เริ่มจากการดูเพื่อความบันเทิง แต่มีช่วงหนึ่งที่เรารู้สึกว่าหนังมันพาเราไปไกลกว่าความบันเทิง และเราตื่นตะลึงมาก ๆ ทั้งที่ตอนนั้นก็ยังเด็กนะ คือตอนที่พี่ชายซึ่งเป็นซีเนไฟล์ตัวฉกาจกระเตงพาเราไปดูหนังแถวสยาม เรื่อง The Last Emperor ของเบอร์นาโด แบร์โตลุคชี่ (Bernardo Bertolucci) และ Full Mental Jacket ของสแตนลีย์ คูบริก (Stanley Kubrick) มันเป็นหนังที่มาพร้อมกับประเด็นใหญ่โต เข้มข้น ถึงจะหลับบ้าง แต่ก็เป็นภาพจำที่เรานึกถึงเสมอ เมื่อพูดถึงประสบการณ์ดูหนังในช่วงแรก”

“หรืออย่างภาพยนตร์เรื่อง Los Olvidados (The Young and the Damned) ของหลุยส์ บุนเยล (Luis Buñuel) ที่เราได้ดูโดยบังเอิญ ก็เป็นหนังที่มีอิทธิพลกับความคิดที่ผลักให้เรามาทำงานนี้เหมือนกัน ซึ่งเป็นหนังที่หลุยส์ บุนเยลทำไว้ก่อนที่เขาจะมีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ ถ่ายเป็นหนังขาวดำ เล่าเรื่องของกลุ่มเด็กวัยรุ่นข้างถนนในเม็กซิโก ตีแผ่ความดาร์กที่ซ่อนอยู่ในจิตใจมนุษย์ โชว์ความแร้นแค้นของสังคมด้วยความดิบเถื่อน ขณะเดียวกันการที่เขาเป็นผู้กำกับหนังสายเซอร์เรียลลิสม์ (Surrealism) สิ่งที่เราเห็นอยู่เบื้องหน้า มันมีกลิ่นอายของความเหนือจริงที่กำลังบอกเล่าความจริงในสังคม ตอนดูครั้งแรกเราช็อคมาก มันไปกระตุ้นให้เราเกิดคำถามอย่างหนัก นอกจากเปลี่ยนมุมมองที่เรามีต่อสิ่งรอบตัวแล้ว ยังเปลี่ยนมุมมองที่เรามีต่อภาพยนตร์ด้วยว่า ภาพยนตร์มันสามารถเป็นได้ถึงขนาดนี้เลยหรอ ซึ่งมันหล่อหลอมเราให้กลายเป็นตัวเรามาถึงทุกวันนี้”

“ถึงเราจะชอบหนังมาก ตอนเอนทรานซ์ก็ตัดสินใจเลือกเช้าคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ สาขาการออกแบบอุตสาหกรรม แต่พอเรียนจบเป็นช่วงที่งานในวงการโฆษณาหายาก และพอร์ตโฟลิโอเราก็ไม่ได้โดดเด่นอะไร ช่วงว่างก็มานั่งคิดละว่าจะเอาอย่างไรกับชีวิตดี ถ้าไม่สามารถแทรกตัวเองเข้าไปในสายงานที่เรียนมา แล้วจะมีงานอะไรอีกไหมนะที่เราจะใช้ความสามารถส่วนตัวทำได้ คิดไปคิดมาก็ตกผลึกได้ว่า งานเขียน และภาพยนตร์นี่แหละ เพราะเราอยู่กับมันมาตลอดทุกช่วงชีวิต สมัยเรียนก็เขียนบทวิจารณ์หนังส่งไปยังนิยตสารต่าง ๆ หลังจากว่างงานมาได้ 6 เดือนก็ได้เข้าสู่วงการภาพยนตร์ด้วยการเป็นคอลัมนิสต์หนังเลย จนออกมาทำนิตยสาร Bioscope เป็นของตัวเองในปี 2543 คือทั้งหมดนี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับที่เรียนมาเลยนะ (หัวเราะ)”

doc club & pub. by thida plitpholkarnpim

หลังจากทำ Bioscope มากว่าทศวรรษ จึงตัดสินใจขยับขยายพรมแดนภาพยนตร์ให้กว้างขึ้น ด้วยการก่อตั้ง Documentary Club ขึ้นมาในฐานะผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์สารคดี เริ่มต้นจากการเปิดระดมทุน และเปิดตัวด้วยหนังสารคดีชื่อก้องที่ยังคงสร้างความประทับใจให้กับผู้คนมาถึงทุกวันนี้ อย่าง Finding Vivian Maier เป็นเรื่องราวของการค้นชีวิตช่างภาพหญิงสายสตรีท ผ่านคลังภาพมหาศาลที่ถูกค้นพบจากงานประมูลของเก่า จุดนี้เองที่กลายเป็นการปลุกชีพหนังสารคดีให้กลับมาเป็นที่พูดถึงในวงกว้างอีกครั้ง พร้อมกับคัดสรรหนังนอกกระแสอีกเป็นจำนวนมากเข้ามาฉายอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเปิดโรงหนังเป็นของตัวเอง ในนาม Doc Club & Pub.

การขลุกตัวเองอยู่ในสายงานภาพยนตร์มาตั้งแต่เริ่มต้นชีวิตการทำงาน จนถึงทุกวันนี้ แน่นอนว่าความรักที่มีต่อฉาก และชีวิตบนแผ่นฟิล์มอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ แรงขับสำคัญที่ทำให้ ธิดา ผลิตผลการพิมพ์ ยังคงออกเดินทางต่อในสายนี้ คือความกระหายในการสำรวจแง่มุมต่าง ๆ ของโลกภาพยนตร์ 

“เราทำเป็นอาชีพไปแล้ว พออยู่กับมันไปเรื่อย ๆ เราก็รู้สึกว่ามีคำถาม และสิ่งท้าทายใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา อย่างตอนทำนิตยสารเริ่มจากเรื่องง่าย ๆ เลยคือเราชอบเขียน พอขยับตัวเองมาทำ Bioscope ก็เกิดจากคำถามในใจที่เรามีกับวงการหนัง โดยเฉพาะหนังนอกกระแส หนังนอกสายตาที่ไม่มีใครพูดถึง มันเป็นช่องว่างในช่วงเวลานั้นที่เราอยากเข้าไปสำรวจ เรากระหาย ทำไมไม่มีใครทำ เราเลยลงมือทำขึ้นมา พอทำ Bioscope มาสักพัก มันก็เกิดคำถามขึ้นมาอีก มันมีอีกหลายมุมที่เราอยากรู้แล้วยังไม่มีใครทำ จึงเกิดเป็น Documentary Club และ Doc Club & Pub. ตามมา” 

“ส่วนใหญ่ ทุกสเต็ปที่เราเลือกเดินจะอยู่กับหนังนอกกระแสตลอด แต่จริง ๆ เราก็ไม่ได้ปฏิเสธหนังกระแสหลักของ Hollywood นะ เพียงแค่มันเป็นความชอบ บวกกับช่องว่างของตลาดภาพยนตร์ในไทยที่มันขาดหายไป เป็น 2 อย่างที่ประกอบรวมกัน”

02
Doc Club & Pub.
“โรงหนัง” ที่เป็นมากกว่า “โรงหนัง”

จากโรงภาพยนตร์ฉายสารคดีและหนังนอกกระแส สู่การสร้าง Hub คนรักหนังและพื้นที่ทางศิลปะใจกลางกรุง ที่หวังให้การฉายหนังในไทยไม่ถูกครอบด้วยระบบโรงหนังเครือใหญ่

ตึก Woof Pack ที่ตั้งตระหง่าในซอย ศาลาแดง 1 ผนังปูนด้านข้างถูกวาดและแต่งแต้มสีไปด้วยภาพจากใบปิดหนังไทย ราวโปรเตอร์โปรโมตหนังในสมัยก่อน เด่นสง่าดึงดูดสายให้ต้องจับจ้องก่อนที่เข้าไปในตัวตึก ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Doc Club & Pub. วิหารของเหล่าซีเนไฟล์ 

โดยก่อนที่จะเป็น Doc Club & Pub. สถานที่แห่งนี้เคยเป็นโรงหนังนอกกระแสที่ชื่อว่า Bangkok Screening Room หรือ BKKSR มาก่อน แต่ต้องปิดตัวลงไปในช่วงโควิด-19 ระบาด แต่ด้วยความฝันที่ต้องการอยากมีสถานที่ฉายหนังเป็นของตนเอง ธิดา ผลิตผลการพิมพ์ และ สุภาพ หริมเทพาธิป จึงตัดสินใจรับช่วงกิจการต่อ พร้อมปรับปรุงสถานที่เพิ่มเติมเพื่อให้สอดรับกับโจทย์ที่ต้องการสร้างพื้นที่ให้เป็นมากกว่าการเป็นโรงหนัง

“ก่อนที่จะมาทำโรงหนังที่นี่ เราใช้พื้นที่ ‘Warehouse 30’ แถวเจริญกรุงเป็นที่ฉายหนัง ตอนทำไปเราเข้าใจเลยว่าจริง ๆ แล้ว ธุรกิจโรงหนังเป็นธุรกิจที่ไม่สามารถอยู่ได้ด้วยตัวของมันเอง แม้แต่โรงหนังในเครือใหญ่ การทำธุรกิจโรงหนังอย่างเดียวเขาก็ประคองตัวเองไม่ได้ นั่นเราจึงเห็นเขาประโคมขายป็อปคอร์นบ้าง เปิดพื้นที่ให้ร้านรวงมาเช่าพื้่นที่บ้าง เหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยหล่อเลี้ยงธุรกิจโรงหนัง”

“ดังนั้นถ้าเราทำโรงหนังอย่างเดียว ยากมาก เพราะมันหมายความว่าเราจะต้องทำทุกอย่างเพื่อที่จะดึงคนมาซื้อตั๋วทุกรอบ เพื่อเลี้ยงค่าเช่า เอาจริง ๆ มันเป็นไปไม่ได้เลย พี่หมู (สุภาพ หริมเทพาธิป) จึงคิดคอนเซ็ปต์ให้ Doc Club & Pub. เป็นทั้งคาเฟ่ มีเครื่องดื่ม มีอาหารขาย จัดกิจกรรมเสวนาบ้าง นิทรรศการบ้าง บางวันก็มีดนตรีสด ดูหนังเสร็จก็มีพื้นที่ให้มานั่งคุยกัน หรือมาคนเดียวก็มีมุมให้นั่ง มันเลยกลายเป็นไวบ์ของที่นี่ เป็นวัฒนธรรมการดูหนังที่โรงหนังทั่วไปส่วนใหญ่ไม่มี”

โรงหนังอิสระลักษณะคล้ายๆ Doc Club & Pub. อาจพบเห็นได้บ่อยๆ ในต่างประเทศ ครั้งหนึ่ง ธิดาเคยไปเยือน ไทเป ไต้หวัน แล้วพบว่ารัฐบาลไต้หวันให้การสนับสนุนเศรษฐกิจเชิงวัฒนธรรมเป็นอย่างมาก อย่างโรงหนัง SPOT Film House ก็เกิดจากการที่รัฐบาลสนับสนุนให้ทุนเปลี่ยนอาคารเก่าที่เคยเป็นบ้านของฑูตชาวอเมริกันให้กลายเป็นพื้นที่ศิลปะทางวัฒนธรรมสำหรับสาธารณะ มีคาเฟ่ มีการประดับประดาตัวอาคารที่สวยงาม เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมให้วัฒนธรรมการดูหนังทำงานกันคนดูได้อย่างเต็มที่

เช่นเดียวกับประเทศแถบยุโรป ก็จะพบว่ามีโรงหนังใต้ดิน โรงหนังห้องแถวเยอะมาก ฉายหนังหลากหลาย กลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่พบเห็นได้ทั่วไป

“มันสะท้อนวิธีคิดอย่างหนึ่งคือ การดูหนังเป็นเรื่องปกติในชุมชน การดูหนังเป็นเรื่องปกติในวิถีชีวิต และการดูหนังแปลก ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร การสร้างพื้นที่แบบนี้ มันไม่ต้องใช้ทุนมหาศาล หรือแม้แต่ต้องมีเทคโนโลยีขั้นสูง การสร้างพื้นที่ฉายหนังในต่างประเทศลักษณะนี้ กลายเป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ ในการสร้างวัฒนธรรมการดูหนัง”

“การจัดฉายหนังในห้องแถวที่เมืองไทย ตอนนี้ก็มีเห็นเห็นบ้างแล้ว อย่างที่จังหวัด สงขลา และจังหวัดภูเก็ต ถือเป็นเรื่องที่ดีมาก เราดีใจที่การฉายหนังไม่ได้ผูกติดกับโรงภาพยนตร์เหมือนแต่ก่อน เราก็พยายามมีส่วนร่วมให้แต่ละที่มีหนังฉาย Doc Club ก็จะให้ยืมหนังไปฉายตามที่ต่าง ๆ เรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะมันคือการสร้างระบบนิเวศแบบใหม่ให้เกิดขึ้นในธุรกิจโรงหนัง เพราะเมืองไทยถูกผูกขาดการฉายหนังกับโรงหนังเครือใหญ่มานาน ทำลายโรงหนัง Stand Alone ในท้องถิ่นไปหมดแล้ว และประเทศไทยก็ไม่ได้มีกฎหมายมาจัดการสมดุลตรงนี้ได้ ดังนั้นการถือกำเนิดขึ้นของกลุ่มคนที่จัดฉายหนังตามสเปซต่าง ๆ โดยไม่ได้อยู่ภายใต้นิยามของความเป็นโรงหนัง เป็นเรื่องที่ดี และควรที่จะได้รับการสนับสนุน”

“อย่างที่หาดใหญ่ มีตึกแถว 2 ชั้น ชั้นล่างเขาก็ทำร้านกาแฟ มีแกลเลอรี่เล็ก ๆ ส่วนชั้นบนก็ประยุกต์เป็นที่ฉายหนัง ติดตั้งจอโปรเจคเตอร์และระบบเสียงที่พอใช้ได้ ซึ่งคนในเครือข่ายฉายหนังนอกกระแสที่อื่น ๆ ก็ทำในลักษณะเดียวกัน บ้างก็ยืมใช้ห้องประชุมของมหา’ลัย บ้างก็ยืมร้านกาแฟเพื่อน”

03
หนังเปลี่ยน โลกปรับ โรงหนังรับ

ภายหลังยึดระบบการจัดจำหน่ายภาพยนตร์ในรูปแบบปกติมาเป็นเวลา 10 ปี ธิดา ผลิตผลการพิมพ์ เล่าให้ฟังว่าปัจจุบันระบบนิเวศของวงการภาพยนตร์ได้เปลี่ยนไปมากแล้ว การนำหนังเข้ามาแล้วติดต่อกับโรงหนังเครือใหญ่เพื่อเข้าสู่ระบบการฉาย พยายามเรียกร้องขอสาขาให้ได้มากที่สุด และโหมกระหน่ำทำ PR ให้คนรู้จักเยอะที่สุด ปัจจุบันแทบเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากพฤติกรรมการดูหนังของคนเปลี่ยนไป การมาของสตรีมมิ่ง รวมไปถึงการทำการตลาดก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว จากเมื่อก่อนแค่บูสโพสต์ Facebook ก็เพียงพอแล้ว แต่ปัจจุบันไม่ได้ผล 

“เรารู้สึกว่าทำงานในวิธีคิดแบบเดิมมันเหนื่อย แถมมันไม่ได้ผล หากเอาหนังเรื่องแรกที่เราเอาเข้ามาฉาย อย่าง Finding Vivian Maier มาฉายในตอนนี้ในระบบเดิม แล้วคาดหวังว่ามันจะปังเหมือน 10 ปีก่อนเป็นไปไม่ได้เลย “

“ตอนนี้ก็อยู่ในกระบวนการคิดและทดลองว่ามันมีช่องทางรูปแบบการจัดจำหน่ายหนังในแบบไหนอีกนะที่เราจะมุ่งไป ซึ่งเราอาจจะโฟกัสที่ Doc Club & Pub. เป็นหลัก อยากจะขยายให้สเปซแบบนี้เพิ่ม เน้นร่วมมือกับเครือข่ายฉายหนังนอกกระแสตามต่างจังหวัดให้มีความแข็งแรง หาแนวทางให้หนังของเราถูกเผยแพร่ไปในรูปแบบอื่น เน้นทำโปรแกรมหนังที่น่าสนใจมากขึ้น เพราะถ้าให้ทู่ซี้ทำแบบเดิมต่อไปเหมือนที่ทำมา บอกเลยว่ามันหมดไฟ”

“ความฝันของเราอีกอย่างที่คิดไว้นานแล้วแต่ว่ายังไม่มีโอกาสได้ทำ คิดว่าจะพยายามทำให้เกิดขึ้นให้ได้ภายในปีนี้ก็คือ อยากสนับสนุนวงการหนังสารคดี อาจจะทำเป็นเทศกาลหนังสารคดีขึ้นมา เปิดแล็บสารคดี มี Workshop หรือการ Training อะไรสักอย่าง คือเปิดพื้นที่ให้คนทำสารคดีมาเจอกันเพื่อที่จะแลกเปลี่ยนความรู้และนำไปสู่การสร้าง Connection ให้เกิดขึ้น เพื่อสร้างคนทำหนังสารคดีขึ้นมาให้มีความเข้มแข็ง”

คงต้องถือว่า ณ ขณะนี้ Doc Club & Pub. อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่กำลังจะก้าวไปสู่แนวทางใหม่ ๆ ซึ่งการเดินทางมา 10 ปี ทำให้ได้ทบทวนอะไรหลาย ๆ อย่าง รวมไปถึงกลุ่มคนดูหนังนอกกระแส ที่ปัจจุบัน ธิดา มองว่า กลุ่มคนดูหนังนอกกระแสยังคงเป็นเฉพาะกลุ่มอยู่ เพียงแต่อาจไม่ใช่กลุ่มเดิม คนที่เคยดูหนังลักษณะนี้เมื่อ 10 ปีก่อนอาจจะเลิก และมีคนกลุ่มใหม่เข้ามาเรื่อย ๆ

“สำหรับเรา เรามองว่ากลุ่มคนมันไม่ได้ใหญ่ขึ้นมาก มันไม่ได้ไปถึงขนาดที่ตอนนี้กลายเป็นหนังแมสแล้วใคร ๆ ก็ดู อย่างล่าสุดหนังของ วิม เวนเดอร์ส (Wim Wenders) เรื่อง Perfect Days แม้จะถูกพูดถึงในวงกว้าง แต่มันก็เป็นความแมสในระดับกลุ่ม Niche Market อยู่ดี เพียงแต่อาจจะมีกลุ่มใหม่ ๆ เข้ามามากขึ้น ซึ่งความ Niche Market ของตลาดนี้ มันก็ไม่ได้เล็กถึงขนาดว่าเข้ามาฉายแล้วได้เงิน 500 บาท (หัวเราะ) ในแง่ธุรกิจมันมีลู่ทางที่จะไปต่อได้ แต่ก็ไม่ได้เติบโตถึงขนาดว่ามาจับธุรกิจนี้แล้วจะร่ำรวยขึ้นมา”

“สิ่งที่ยังทำให้เรายังคงทำมันต่อไปก็คือความสนุก โลกภาพยนตร์มันมีสิ่งใหม่ ๆ ให้เราตื่นเต้นเรื่อย ๆ มีอะไรแปลกใหม่ตลอดเวลา อย่างตอนนี้จัดโปรแกรมหนัง WIM WENDERS Retrospective ก็มีกลุ่มคนดูใหม่ ๆ ที่เพิ่งมารู้จักผู้กำกับคนนี้เพราะไปดู Perfect Days มาแล้วชอบก็มาดู เราก็เลยมีความสุขกับการทำงานต่อไป”

04
ละเลียดหนัง ละลานชีวิต

เมื่อกล่าวถึงหนังนอกกระแส หนังอาร์ต หรือหนังทดลอง อาจจะสร้างความหวาดหวั่นให้กับบางคนว่า ต้องใช้สมาธิดูสูง ปีนบันไดดูบ้าง หรือเข้าไปดูแล้วหลับ เกิดเป็นบทสนทนาที่ถกกันมานานว่า เราควรดูหนังในฐานะความบันเทิงหรือดูหนังในฐานะงานศิลปะ

เรื่องนี้ ธิดาเล่าว่าสามารถมองได้ทั้ง 2 แบบ คือดูเพื่อความบันเทิง และดูเพื่อเสพประสบการณ์ภาพยนตร์ในฐานะงานศิลปะ โดยปัจจุบันสัมผัสได้ว่าเด็กรุ่นใหม่ ตีความภาพยนตร์ได้มีความลุ่มลึกมากขึ้น สาเหตุอาจจะมาจากขอบเขตความรู้ที่กว้างขวาง ประกอบกับยุคนี้กระแสความคิดเรื่องความเท่าเทียม ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และความหลากหลายทางเพศ มีความก้าวหน้ามากขึ้น อย่างไรก็ตามก็ยังมีกลุ่มคนจำนวนมากที่ต้องการดูหนังเพื่อเสพความบันเทิงเป็นหลัก ซึ่งก็ไม่สามารถบอกได้ว่า 2 กลุ่มนี้มีกลุ่มไหนมากกว่ากัน เพราะไม่ได้มีกลุ่มตัวอย่างหรือมาตราวัดที่สามารถระบุได้อย่างชัดเจน แต่สิ่งที่เรารู้แน่ ๆ ก็คือมีคนทั้ง 2 กลุ่มนี้คานกันอยู่

“ทุกคนสามารถเสพภาพยนตร์เป็นประสบการณ์ส่วนตัวได้ แต่ถ้าพูดในเฉพาะมุมมองของตัวเราคนเดียว เรามองว่ามันจำเป็นมากที่จะต้องรู้จักเรื่อง Film Form, Context, Content ของหนัง แต่ที่บอกว่าจำเป็นไม่ได้หมายความว่า ถ้าคุณไม่มีความรู้เรื่อง Film Studies พื้นฐานจะดูอะไรไม่รู้เรื่องเลยนะ แต่มันมีหนังบางเรื่อง ที่ถ้าเราเข้าใจภาษาภาพยนตร์ก็จะทำให้เราเข้าใจตัวหนังมากขึ้น และอิ่มเอมกับสิ่งที่ผู้กำกับพยายามจะสื่อ 

“อย่างหนังเรื่อง The Zone of Interest เป็นตัวอย่างที่ดี เพราะถ้าเข้าไปดูแบบไม่รู้อะไรเลย จะงงว่าทำไมหนังทั้งเรื่องมันไม่มีเหตุการณ์อะไรเลย ไม่เข้าใจการเลือกใช้เสียงเล่าเรื่อง ไม่เข้าใจว่าทำไมบางฉากต้องถ่ายทำด้วยกล้องอินฟาเรด ซึ่งถ้าเราพอเข้าใจภาษาภาพยนตร์พื้นฐาน ก็จะทำให้ดูหนังสนุก ตื่นเต้นกับเทคนิคต่าง ๆ ที่ผู้กำกับพยายามจะเล่นกับความรู้สึกของเรา”

“หรือมากกว่านั้นถ้าเราเข้าใจบริบท (Context) รู้ว่าเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้น ใครเป็นใครในช่วงเวลานั้นที่หนังเล่าเรื่อง เราก็จะสามารถเทียบเคียงประวัติศาสตร์ในอดีตกับเหตุการณ์ในปัจจุบัน เข้าใจสารที่หนังต้องการจะบอกกับเราได้อย่างอิ่มเอม คือเราคิดว่าหนังมันมีความเป็นศิลปะอยู่แล้วด้วยตัวของมันเอง ซึ่งความซับซ้อนที่ภาพยนตร์มีต้องอาศัยความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ดังนั้นการที่เราจะเสพหนังทุกเรื่องแล้วมีความบันเทิงขั้นสูงสุด มันจำเป็นที่จะต้องมีเรื่องสุนทรียศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้อง”

“ไม่ใช่แค่เฉพาะหนังนอกกระแสนะ ต่อให้ดูหนัง Marvel การที่รู้จักภาษาภาพยนตร์ก็จะเข้าใจหนังมากขึ้น อย่าง Easter Egg ต่าง ๆ ที่ผู้กำกับซ่อนเอาไว้ ทำให้เข้าใจวัฒนธรรมของจักรวาล Marvel และวิธีการใช้เทคนิคเล่าเรื่องของผู้กำกับในแต่ละคน เอาเข้าจริงแล้วสุนทรียศาสตร์ใช้กับหนังได้ทุกประเภท”

นอกจากนี้ยังกล่าวต่อว่าหากเราเข้าใจภาษา และประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ ก็จะทำให้เท่าทันความคิด อุดมการณ์ ค่านิยมที่แฝงอยู่ในภาพยนตร์ อย่างหนัง Hollywood ก็จะเป็นตัวแทนของอเมริกันชนที่ต้องการจะสื่อสารกับโลก ผ่านอุดมการณ์ทางการเมืองในแต่ละยุคสมัย และหล่อหลอมความคิดให้เป็นไปตามฟอร์มหนังสไตล์เฉพาะตัว เช่น การวางโครงเรื่องที่ขับเน้นให้มีอารมณ์ร่วม หากเกิดอุปสรรคอะไรบางอย่างกับตัวละครทุกอย่างจะได้รับการคลี่คลาย ถึงแม้ปัญหาบางอย่างจะไม่ได้รับการถูกแก้ไข สุดท้ายก็จะมีบทสรุปอะไรบางอย่างที่ชัดเจน 

ขณะที่ภาพยนตร์จากฝั่งยุโรป และเอเชียจำนวนมากไม่ได้มีวิธีการเล่าเรื่อง หรือสร้างการรับรู้ผ่านภาษาภาพยนตร์ในลักษณะเดียวกับหนัง Hollywood หรือแม้แต่หนังอเมริกันนอกกระแส ก็ไม่ได้มีภาษาหนังที่เล่าเรื่องเหมือนภาพยนตร์กระแสหลักของ Hollywood ส่วนมากมักจะพูดถึงภาวะของมนุษย์ที่มีความหลากหลาย โลกแห่งความเป็นจริงที่มีความซับซ้อน บาดแผลบางอย่างอาจจะไม่ได้ถูกเยียวยาใด ๆ ในตอนจบก็ได้ ดังนั้นกระบวนทัศน์ของภาพยนตร์จึงมีหลายเฉด ซึ่งก็ส่งผลกับการรับรู้และมุมมองของผู้ชมเช่นกัน

อย่างไรก็ดี ธิดา ผลิตผลการพิมพ์ กล่าวทิ้งท้ายในประเด็นนี้ว่า เรื่องสุนทรียศาสตร์ไม่ได้จำกัดอยู่แต่ในเฉพาะของภาพยนตร์ แต่ควรให้ความสำคัญกับศิลปะทุก ๆ แขนง 

05
สวนกระแส จนเป็นส่วน (ของ) กระแส

ภาพยนตร์นอกกระแสสะท้อนชีวิตและสังคม แล้วภาพยนตร์นอกกระแสสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้หรือไม่? เป็นคำถามที่ชวนให้นึกถึง ในวันที่ภาพยนตร์นอกกระแสได้เบ่งบานขึ้นในสังคมไทย 

ธิดาใช้เวลาครุ่นคิดอยู่สักครู่ก่อนจะกล่าวว่า ภาพยนตร์เป็นส่วนหนึ่งของอะไรบางอย่างในการเปลี่ยนแปลงสังคม แต่คงไม่ใช่ถึงขนาดว่าภาพยนตร์เรื่องเดียวจะสามารถจุดประกายประเด็นแล้วพลิกสังคมได้

“อย่างหนังสารคดีจากประเทศฝรั่งเศสเรื่อง Merci Patron! (Thanks, Boss!) ที่ครั้งหนึ่ง Doc Club เคยเอามาฉาย เมื่อไม่กี่ปีก่อน เป็นหนังที่พูดถึง กลุ่มคนที่ถูกปลดออกจากงานอย่างไม่เป็นธรรม หลังจากการควบรวมกิจการของ LVMH เครือบริษัทแฟชั่นยักษ์ใหญ่ ด้วยการเล่าเรื่องที่สนุกสนาน ผลคือตอนฉายคนดูฮึกเหิมมาก ไปกระตุ้นให้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่ของกลุ่มแรงงานในปารีส อันนี้ก็เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดแบบเป็นรูปธรรมนะ คือหนังเรื่องหนึ่งถ้าไปสอดรับกับอารมณ์ของคนในสังคม ณ ช่วงเวลานั้น แล้วประเด็นที่สื่อออกไปดันจุดประกายอะไรบางอย่างให้กับผู้คน ประกอบกับคนทำหนังที่มีลักษณะเป็นนักกิจกรรม ล้วนเป็นปัจจัยที่นำไปสู่การเคลื่อนไหวจนเกิดการเปลี่ยนแปลง”

ภาพยนตร์นอกกระแสและหนังสารคดี มีพลังอย่างมหาศาล หากภาครัฐเข้าใจและให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่อย่างในต่างประเทศ ระบบนิเวศใหม่ ๆ ก็จะเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมภาพยนตร์อย่างแข็งแรง และทำให้วัฒนธรรมการเสพงานศิลป์ในประเทศก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น

“ความฝันที่อยากเห็นมากที่สุดเลยคือ การสนับสนุนวางโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้เกิดสเปซทางศิลปะหรือพื้นที่ฉายหนังอิสระ เพื่อให้งานศิลป์เป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ในระดับท้องถิ่น เหมือนอย่างในต่างประเทศ การดูหนังนอกกระแสไม่จำเป็นต้องพุ่งตรงไปที่โรงภาพยนตร์เพียงอย่างเดียว แต่มีพื้นที่อื่น ๆ ที่สามารถจัดฉายหนังทางเลือกได้มากขึ้น”
“ถึงตอนนี้รัฐอาจจะมีนโยบายให้ทุนคนทำหนัง แต่พอทำหนังเสร็จแล้วยังไงต่อ ก็ต้องหาทางจัดจำหน่ายกันเอง เต็มที่ก็ได้ฉาย 3 โรง สุดท้ายก็เจ๊ง ระบบนิเวศภาพยนตร์ในประเทศตอนนี้มันผิดเพี้ยน จึงอยากเห็นพื้นที่ฉายภาพยนตร์มีความหลากหลาย โดยไม่ต้องเข้าไปอยู่ในระบบธุรกิจของโรงภาพยนตร์เครือใหญ่เพียงอย่างเดียว”

“และควรมีการเน้นการเรียนการสอนเรื่องสุนทรียศาสตร์ในสถาบันการศึกษามากขึ้น ปลูกฝังให้คนเข้าใจ และรู้จักที่จะเสพงานศิลป์ มีวิธีคิดในเชิงศิลปะ เราจะได้ข้ามสิ่งที่เรียกว่าการดูหนังอาร์ตแล้วมันน่าเบื่อไปได้ ทั้งที่มันเป็นสิ่งที่บ่อเกิดปัญญา ซึ่งก็จะไปโทษคนดูไม่ได้ หากเขาไม่เข้าใจหรือดูแล้วไม่ชอบ ก็ในเมื่อเราไม่ได้ปลูกฝังให้ผู้คนรู้สึก และเข้าใจสุนทรียศาสตร์เลย”

กว่า 2 ทศวรรษที่ธิดา ผลิตผลการพิมพ์ และสุภาพ หริมเทพาธิป จับมือกันออกเดินทางบนถนนสายภาพยนตร์ ทั้งคู่ยังคงมุ่งหน้าขยายพรมแดนภาพยนตร์นอกกระแส และหนังสารคดีให้แผ่กว้างออกไป ด้วยความรักที่มีต่อฉาก และชีวิตที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอ พร้อมกับแรงขับภายในที่กระหายอยากเห็นแวดวงหนังอิสระในประเทศไทยเติบโต และมีที่ทางในการฉายไปทั่วประเทศอย่างเท่าเทียม

Authors

  • ดื่มวรรณกรรมต่างน้ำ ชอบจิบตัวอักษรประหนึ่งไวน์รสเลิศ คลุกเคล้าไปกับฉากและชีวิตผ่านภาพยนตร์เป็นอาจิณ มี Existentialism เป็นหยูกยาปลอบประโลมใจในยามร่วงหล่น

    View all posts