“ในการคาดการณ์อนาคตเชิงกลยุทธ์ (Strategic Foresight) เราไม่ได้พยายามจะทำนายอนาคต แต่เรากำลังพยายามทำความเข้าใจฉากทัศน์ของอนาคต เพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจของปัจจุบันมากกว่า โดยเราจะดูว่าต้องเริ่มทำอะไรในวันนี้บ้าง เพื่อให้ได้มาซึ่งฉากทัศน์ที่เราต้องการ หรือต้องเริ่มทำอะไรเพื่อป้องกันฉากทัศน์ที่ไม่พึงประสงค์”

นี่คือคำอธิบายถึง “อนาคตศาสตร์” จาก ‘อาจารย์อ้อ – ดร. การดี เลียวไพโรจน์’ ประธานเจ้าหน้าที่อนาคตศาสตร์และสินทรัพย์ดิจิทัล ศูนย์วิจัยอนาคตศึกษา FutureTales LAB by MQDC ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของ DTGO Group

โดยเธอจบการศึกษาปริญญาเอก ทางด้านวิศวกรรมอุตสาหการ จาก University of Wisconsin-Madison สหรัฐอเมริกา และเส้นทางชีวิตก็ได้พาเธอเข้ามาทำงานวิจัยในสายงานนี้

“เราไม่ได้เรียนทางด้านอนาคตศาสตร์โดยตรง แต่มาทางด้าน Simulation Optimization (การค้นหาตัวแปรที่ดีที่สุดจากความเป็นไปได้ทั้งหมด) มากกว่า เรื่องของอนาคตศาสตร์มาเริ่มศึกษาเพราะต้องทำงานวิจัยด้านนี้ ทำให้รู้ว่าถ้าเกิดต้องการหาคำตอบลักษณะแบบนี้ งานศาสตร์เดิมที่เราเคยเรียนมาอย่าง Forecasting (การพยากรณ์) โดยการใช้ Math Model (หลักการทางคณิตศาสตร์) อย่างเดียวมันไม่พอ จึงเป็นการเริ่มที่จะศึกษาไปด้วย และทำงานวิจัยเพื่อตอบโจทย์สังคมไปด้วย”

อาจารย์อ้อเล่าว่า ตนไม่ใช่คนแรกที่ทำงานด้านนี้ แต่มีอาจารย์ท่านอื่นๆ ที่ทำงานเชิงนี้อยู่บ้างแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้อาจจะเรียกว่า Scenario Planning (การวางแผนฉากทัศน์) แต่งานของ FutureTales LAB จะต่างออกไป เพราะว่ามาในเชิง Strategic Foresight หรือก็คือ การวิจัยอนาคตศาสตร์ เพื่อมาทำการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ โดยเป็นการเรียนรู้จากอดีต มองสถานการณ์ปัจจุบัน และคาดการณ์ความเป็นไปได้ในอนาคต และเป็นแนวทางในการวางแผนและการตัดสินใจ

FutureTales LAB จะทำความเข้าใจภาพรวมด้วย Horizon Scanning หรือมองการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นผ่านปัจจัยภายนอกบน 6 แกนด้วยกัน โดยเรียกว่า ‘STEEP V’ S – Society สังคม, T – Technology เทคโนโลยี, E – Economy เศรษฐกิจ, E – Environment สภาพแวดล้อม, P – Policy นโยบาย และ V – Values คุณค่า

ซึ่งทีมวิจัยจะดูว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้เกิด Web of Impact (ผลกระทบในวงกว้าง) อย่างไร ดูพลวัตของการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น จากนั้นจึงนำไปสร้างฉากทัศน์ โดยฉากทัศน์ที่ได้มานั้น จะเป็นการพูดถึงความเป็นไปได้ที่เลวร้ายที่สุด ไปจนถึงความเป็นไปได้ที่ดีที่สุดของสังคม และอนาคตของเรื่องนั้น ๆ

ฉะนั้นแล้ว การทำงานของ FutureTales LAB จึงไม่ได้เป็นแค่ศูนย์วิจัยอนาคตศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นต้นทางของข้อมูลที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของสังคม นำไปสู่กลยุทธ์ขององค์กร และในหลาย ๆ วาระที่ได้มีโอกาสเข้าไปเป็นตัวขับเคลื่อนนโยบายของทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนอื่น ๆ ด้วย

“คนที่มาทำงานด้านอนาคตศาสตร์ ต้องเป็นคนที่มีความรู้เชิงลึกด้านใดด้านหนึ่งมารวมตัวกัน แล้วมาประกอบการคิดวิเคราะห์ข้อมูลเป็นที่ประโยชน์​ ซึ่งข้อผิดพลาดที่เราได้เรียนรู้แล้วก็คือ ที่ผ่านมาเวลาจับทีมวิจัยจะใช้กลุ่มคนที่มีภูมิหลังใกล้กัน มีความรู้ด้านวิศวกรรมเหมือนกันมาทำวิจัย ปรากฏว่าผลที่ได้มันเบี่ยงเบนไปในทางที่เราไบแอส พอหลังจากนั้น ทีมวิจัยมีทั้งนักจิตวิทยา คนที่ทำงานเชิงสังคม การเงิน สุขภาพ และอื่น ๆ เขาก็จะให้วิธีคิดที่แตกต่างกันไป”

วัตถุดิบที่สำคัญในการทำ “อนาคตศาสตร์” คือ การใช้มุมมองที่หลากหลายเข้ามาช่วยกันดู โดยวันนี้เราจะมามองอนาคตผ่านมุมมองของสุขภาพ เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และความเท่าเทียม ไปพร้อมกันใน “4 อนาคตของประเทศไทย กับ ดร. การดี เลียวไพโรจน์ – สังเกตปัจจุบัน คาดการณ์อนาคตด้วยหลักวิชาการ เพื่อการปรับตัว เตรียมพร้อม สู่อนาคตใหม่ที่ดีกว่า”

สุขภาพคนไทยในอนาคตจะเป็นอย่างไร

เมื่อกล่าวถึงประเด็นเรื่องสุขภาพของคนไทยในอนาคต อาจารย์อ้อกลับมองว่า “เรื่องของสุขภาพมันจะกลายเป็นความเหลื่อมล้ำในอนาคต”

“หนึ่งในการวิเคราะห์ของเรา คือ การที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ Super Aged Society (สังคมสูงอายุระดับสุดยอด) มันจะไม่น่ากลัวหรอก ถ้าเกิดเรามีทั้งเงินและสุขภาพที่ดี เพราะว่าเราก็จะมีทั้ง Productivity (ผลิตภาพ) ที่ต่อเนื่อง และสามารถดูแลตัวเองได้”

“แต่สิ่งที่ทำให้ FutureTales LAB เป็นกังวลในวันนี้ เพราะว่าเราเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุไปแล้ว แต่เราก็ไม่รวย เงินออมก็ไม่มี ประกอบกับทั้งภาวะสุขภาพในอนาคต ที่น่าจะมีความเปราะบางมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบัน เนื่องจากสภาวะสิ่งแวดล้อม โดยคนที่สามารถรักษาสุขภาพได้ เลือกได้ที่จะไม่อยู่ในมลภาวะที่เป็นพิษ เขาก็จะอยู่ได้ในระยะยาว แต่ว่าคนส่วนใหญ่กลับไม่สามารถเลือกได้ ก็จะเลือกไม่ได้ต่อไปเรื่อยๆ ส่งผลให้น่าจะอยู่ในภาวะพึ่งพิงที่สูง ซึ่งจะเป็นข้อกังวลของประเทศไทยในอนาคต”

หนึ่งในฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุดที่ทาง FutureTales LAB ได้วาดเอาไว้ คือ Dome City ที่มีการแบ่งแยก กลุ่มคนที่ไม่ได้อยู่ในสังคมนั้น ๆ ก็จะไม่มีสิทธิได้รับอากาศสะอาด ซึ่งทีมวิจัยมีเป้าหมายในการสร้างฉากทัศน์ เพื่อดูแนวทางที่จะทำให้มีสุขภาวะดี และสังคมจะไม่เหลื่อมล้ำ

สำหรับการมองอนาคตเรื่องสุขภาพจิตของสังคมไทย ถ้าเรามองไกลไปในอีก 10 ปีข้างหน้า Generation Z หรือ กลุ่มคนที่เกิดในช่วงปี 1997-2010 (อายุ 14-27 ปี ในปี 2024) จะกลายเป็นแรงงานสำคัญในอนาคต (จะมีอายุ 24-37 ปี ในปี 2034) แต่ประเด็นสุขภาพจิตที่น่ากังวลของคนเจน Z คือ โรคซึมเศร้า และการฆ่าตัวตาย โดยเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตอันดับ 3 ของวัยรุ่นไทย

สถานการณ์ปัญหาสุขภาพจิตในปัจจุบัน พบว่า ผู้ป่วยจิตเวชในประเทศไทยเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า ภายในเวลาเพียง 6 ปี จาก 1.3 ล้านคน (ปี 2015) เป็น 2.3 ล้านคน (ปี 2021) ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลกยังคาดการณ์ว่าภายในปี 2029 โรคซึมเศร้าจะเป็นสาเหตุการฆ่าตัวตายอันดับ 2 ของคนอายุ 15-29 ปี ทำให้เห็นว่า ปัญหาสุขภาพจิตจะยิ่งมีความสำคัญต่อคนเจน Z มากขึ้น ทั้งในปัจจุบันและอนาคต 

การขับเคลื่อนสุขภาพของสังคมไทยไปสู่อนาคตที่พึงประสงค์ มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ซึ่งทีมวิจัยมีข้อเสนอ ดังนี้

– รัฐต้องสนับสนุน ช่วยลดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน ผ่านนโยบาย สวัสดิการ และระบบโครงสร้างพื้นฐานที่คนทุกกลุ่มเข้าถึงได้
– สนับสนุนให้มีการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี เช่น อุปกรณ์สวมใส่แบบพกพา ระบบสัญญาณเครือข่ายไร้สาย เพื่อยกระดับสุขภาพจิตและสุขภาวะของประชาชน
– พื้นที่สาธารณะในเมืองต้องสามารถขับเคลื่อนสุขภาวะของบุคคลได้หลายมิติพร้อมกัน และมีส่วนช่วยให้ประชาชนเกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต 
– ตลอดจนต้องมีการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจและสังคมควบคู่กันไป และยังต้องมีความปลอดภัยทั้งในโลกกายภาพและโลกไซเบอร์

อนาคต “สิ่งแวดล้อมไทย” จะเป็นอย่างไร?

ในมิติความยั่งยืนทางทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายที่ส่งผลต่อการพัฒนาในอนาคต 

โดยจากสถิติปริมาณน้ำฝนทั่วประเทศไทย ปี 1981-2019 พบว่า ปริมาณน้ำฝนมีความผันผวนสูง ก่อให้เกิดวิกฤตน้ำท่วมและน้ำแล้ง และสถิติพื้นที่ป่าประเทศไทยลดลงเหลือเพียง 31.68% (ปี 2019) จาก 43.21% (ปี 1973) ตลอดจนประเทศไทยยังถูกจัดให้เป็น หนึ่งในประเทศที่สร้างมลพิษทางทะเลมากที่สุดในโลก โดยมีการตกค้างของพลาสติกและไมโครพลาสติกในทะเลและมหาสมุทร เฉลี่ย 336,000 ตันต่อปี

“ในเรื่องของทรัพยากร ถ้ายังใช้แบบนี้จะไม่พอถึงเจเนอเรชันต่อๆ ไปแน่ เราต้องปรับวิถีชีวิตของเราให้เร็วกว่านี้ ต้องทำให้การ Reuse (การใช้ซ้ำ), Recycle (การนำกลับมาใช้ใหม่) และ Upcycling (การนำวัสดุที่ถูกใช้งานแล้วมาสร้างสิ่งใหม่) กลายเป็นบรรทัดฐานมากขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งการใช้ Green Initiative Technology (เทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม) และระบบการเงินที่ชักจูง”

“หรืออย่างในส่วนของพื้นที่สาธารณะ ต้องมีการสนับสนุนให้เป็นเมืองที่เดินได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเอาพื้นที่มาแล้วคนจะใช้ทางเท้าเลย ปัญหาเรื่องฝุ่น เรื่องอากาศ ต้องถูกแก้อย่างเป็นองค์รวม”

นอกจากนี้ อาจารย์อ้อยังเน้นย้ำถึงเรื่องมลภาวะในเวทีโลกว่า “การเคลื่อนไหวเรื่องของมลภาวะนั้นเป็นไปอย่างเปิดเผย ในการประชุมระดับโลกก็มีการค่อนแคะบนเวทีอย่างชัดเจนว่า เรากำลังพูดถึงการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แต่คนที่มาพูดกลับนั่งไพรเวทเจ็ทมา นี่เป็นสิ่งที่ประชาคมโลกยอมรับไม่ได้ มันก็จะเกิด Social Sanction (การลงโทษทางสังคม) ซึ่งไม่ใช่ว่าคนตัวเล็กๆ อย่างเราจะใช้หลอดพลาสติกได้ แต่มันคือ Collective Effort (ความพยายามร่วมกัน) ที่ทุกคนจะต้องมีส่วนร่วมในการแก้ไข”

การแก้ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนั้น ทุกภาคส่วนต้องคำนึงถึงเป้าหมายเดียวกัน คือ การสร้างความยั่งยืนของทุกสิ่งมีชีวิตอย่างจริงจัง
โดยทีมวิจัยมีข้อเสนอ ดังนี้

– ดำเนินการป้องกันเรื่องวิกฤตสภาพภูมิอากาศ มีแผนรับมือล่วงหน้าอย่างบูรณาการที่มีประสิทธิภาพ
– เปลี่ยนพฤติกรรมคนไทย ยึดความเป็นอยู่ของโลกเป็นศูนย์กลางในการพัฒนา (Planet-oriented Development)
– มีการรับรองธรรมชาติเป็นนิติบุคคลประเภทใหม่ (Environmental Personhood)
– ภาครัฐใช้กลไกในการควบคุมตรวจสอบที่เข้มงวด ส่งผลให้ภาคเอกชนเกิดการประยุกต์ใช้นวัตกรรมสิ่งแวดล้อมอย่างแพร่หลาย เพื่อตอบรับการฟื้นฟูระบบนิเวศในธรรมชาติ

อาจารย์อ้อเสริมอีกว่า “กลไกของรัฐอย่างแรก ต้องปรับระบบเศรษฐกิจที่ทำให้เกิดการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ลดภาษี รวมถึงให้การสนับสนุนในเรื่องของการวิจัยและการพัฒนาอย่างยั่งยืน มันต้องมาทั้งระบบจูงใจและบทลงโทษที่ชัดเจน ประเทศไทยต้องการกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นและรุนแรง เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง”

เศรษฐกิจไทยในอนาคต

มาพูดถึงอนาคตของเศรษฐกิจประเทศไทยกันบ้าง โดยอาจารย์อ้อเน้นย้ำว่า โครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศไทยนั้นมีความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนอีกมาก เนื่องจากทุกวันนี้ยังเป็นโครงสร้างเศรษฐกิจแบบพึ่งพารูปแบบเดิม หรือ อุตสาหกรรมแบบ Conventional (ตามธรรมเนียมปฏิบัติ) ซึ่งการเข้าสู่ AI Economy แทบจะยังเป็นไปไม่ได้เลย

“ถ้าเราไปดูในตลาดหลักทรัพย์ของไทย Top10 ก็ยังเป็นอุตสาหกรรมพลังงานแบบดั้งเดิม หรือการเงินแบบดั้งเดิม บริษัทเทคโนโลยีแทบจะไม่ได้เกิดขึ้นเลย ในขณะที่ฝั่งต่างประเทศจะเป็นบริษัทเทคโนโลยีซะส่วนใหญ่ มันทำให้เห็นว่า เม็ดเงินขนาดใหญ่ที่อยู่ในตลาดของเรายังไม่เปลี่ยนมากเท่าที่ควร”

ตลอดจนเรื่องสถานการณ์คนทำงานในปัจจุบัน ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติปี 2023 ระบุว่า มีผู้ที่อยู่ในกำลังแรงงาน 40.07 ล้านคน แบ่งเป็นผู้มีงานทำ 39.34 ล้านคน ผู้ว่างงาน 0.49 ล้านคน ผู้รอฤดูกาล 0.24 ล้านคน โดยอาชีพผู้ประกอบการและยูทูบเบอร์ เป็นอาชีพในฝันอันดับที่ 3 และ 5 ของเด็กไทยในปี 2023

“โลกของการทำงานในอนาคต เป็นโลกที่ฝั่งแรงงานเป็นคนเลือก ไม่ใช่ฝั่งองค์กรเป็นคนเลือก เพราะโลกข้างหน้า การเกิดของคนรุ่นใหม่จะน้อยลง ในขณะที่องค์กรก็ยังอยากได้คน ยังอยากได้งาน เพราะฉะนั้นความสมดุลใหม่ก็จะเกิดขึ้น องค์กรจะเริ่มปรับตัวเข้าสู่ Work-Life Balance ผู้ใหญ่จะเข้าใจคำนี้กันมากขึ้น เพราะแรงงานรุ่นใหม่กลายเป็นเสียงส่วนใหญ่แล้ว”

“แต่เรื่องของการแข่งขันสำหรับแรงงานรุ่นใหม่ ก็จะมีสูงมากขึ้นเหมือนกัน เพราะว่าตลาดมันเปิดกว้าง เราสามารถหาแรงงานที่มีความสามารถได้จากทั่วโลก ฉะนั้น Hybrid Work ก็จะเป็นทั้งข้อดีและข้อเสียในการทำงานของคนรุ่นใหม่ด้วย” 

การให้ความสำคัญในเรื่องของ Well-Being ในที่ทำงาน สุขภาวะที่ดีทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต ถูกมองว่าเป็นเทรนด์ที่ทุกองค์กรจับประเด็นได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเกิดจากการปรับตัวหลังการทำงานในสถานการณ์โควิด เพราะขณะที่ทำงานอยู่ที่บ้านนั้น สุขภาวะไม่ได้ดีขึ้นเลย จึงเป็นการจุดประเด็นให้องค์กรเริ่มเข้าใจและปรับตัวมากขึ้น

แต่ทั้งนี้ การแข่งขันจากการทำงานในรูปแบบใหม่ก็จะสูงขึ้นด้วย โดยทีมวิจัยมีข้อเสนอสู่การปฏิบัติ เพื่อขับเคลื่อนแนวทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ให้ไปสู่อนาคตที่พึงประสงค์ ดังนี้ 
– ส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยสนับสนุนโอกาสในการฝึกอบรมและการพัฒนาทักษะแก่แรงงาน และติดตามแนวโน้มของอุตสาหกรรม
– ส่งเสริมการประยุกต์ใช้ การลงทุนในเทคโนโลยี และการพัฒนานวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน นำไปสู่การสร้างโอกาสใหม่สำหรับการเติบโตและการสร้างงาน
– สร้างสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน โดยนำเสนอรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่น ส่งเสริมการดูแลสุขภาวะ และจัดให้มีวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญต่อความเป็นอยู่ที่ดีของแรงงาน
– ตลอดจนภาคชุมชนและภาคประชาชน สามารถร่วมขับเคลื่อนวัฒนธรรมการทำงาน และสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคมในประเด็นที่ตนเองให้ความสำคัญ

การเมืองไทยในอนาคต

สำหรับประเด็นเรื่องการขับเคลื่อนทางสังคมในอนาคต อาจารย์อ้อมีความเห็นว่า “ขั้วพรรคการเมืองจะเปลี่ยนอย่างแน่นอน” 

“โดยจะไม่ได้เป็น 2 ขั้วเหมือนเดิมแล้ว แต่ละพรรคจะมีความถนัดเฉพาะทาง มีความเชี่ยวชาญที่ต่างกัน ชูเรื่องเสรีนิยม ชูเรื่องสิ่งแวดล้อม ชูเรื่องเศรษฐกิจ ชูเรื่องความเท่าเทียม แล้วมาทำงานร่วมกัน เพื่อที่จะขับเคลื่อนประเด็นทางสังคมไปพร้อมกัน มากกว่าที่จะเป็นพรรคที่มีทุกอย่างครบในพรรคเดียว เพราะตอนนี้ทุกเรื่องสำคัญเท่ากันหมดแล้ว”

อย่างไรก็ตาม อาจารย์อ้อก็ยังมีข้อกังวลกับ “ความเหลื่อมล้ำสุดขั้ว” ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เนื่องจากความพร้อมของสุขภาพ และความพร้อมในเรื่องขีดความสามารถของคนที่ไม่เท่ากันตั้งแต่ต้น 

“สังเกตว่าระบบการศึกษาดั้งเดิมของไทยก็ไม่ประสบความสำเร็จ แม้ว่าในปัจจุบันจะมีรูปแบบการเรียนรู้ที่เปิดกว้างขึ้น และสร้างทางเลือกใหม่ในการศึกษา เช่น การเรียนรู้ผ่านพ็อดคาสท์ (Podcast) การศึกษาโฮมสคูล (Home School) การออกแบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Personalized Learning) การใช้เทคโนโลยีโลกเสมือนจริง (Virtual Reality) แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังไม่สามารถเข้าถึงได้โดยง่ายเท่าที่ควร” 

“สุดท้ายแล้วมันจะพาเราไปสู่ความเหลื่อมล้ำสุดขั้ว บางคนกลายเป็น Super Human ไปเลย ทั้งสุขภาพดี ฉลาด มีผลิตภาพสูง ในขณะที่อีกฝั่งหนึ่ง เทคโนโลยีก็ใช้ไม่เป็น สุขภาพก็ไม่พอเหมาะ ไม่สามารถที่จะทำงานได้เต็มศักยภาพ ไปจนถึงต้องอยู่ในภาวะพึ่งพิง”

ระบบการศึกษาไทยมีปัญหาและความท้าทายในหลายประเด็น ทั้งมาตรฐานการศึกษา ความเหลื่อมล้ำของการเข้าถึงการศึกษาและแหล่งความรู้ที่มีคุณภาพ ค่านิยมต่อการศึกษา จำนวนนักเรียนที่ลดลง การเรียนที่ไม่ตอบโจทย์ คุณภาพของครูผู้สอน ความพร้อมของสื่อการเรียนการสอน ตลอดจนความต่อเนื่องของการดำเนินนโยบายการศึกษา

โดยทีมวิจัยมีข้อเสนอสู่การปฏิบัติ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำสุดขั้ว และสร้างความเท่าเทียมในอนาคต ดังนี้
– สนับสนุนการเรียนรู้ให้เป็นเรื่องของคนทุกวัย สังคมมีรูปแบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตนอกห้องเรียน
– ส่งเสริมให้เกิดกระบวนการรู้และเข้าใจทักษะในการใช้เทคโนโลยี (Technology Literacy)
– นำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ ให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงการเรียนการสอนได้อย่างง่ายดาย สามารถเรียนจากสถานที่ใดก็ได้ และมีความสนุกในการเรียนรู้มากขึ้น
– นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาวางแผนการพัฒนาผู้เรียนเป็นรายบุคคล เพื่อช่วยให้ค้นพบตนเอง รู้จักนำทักษะ ความถนัด และความสนใจไปใช้ต่อยอดในการทำงานและสร้างประโยชน์ต่อสังคมอย่างเต็มที่
– ปรับหลักสูตรและรูปแบบการเรียนการสอนให้เหมาะสม พัฒนาบุคลากรผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้สอดคล้องกับบริบทและความท้าทายในอนาคต

Authors