เรื่อง “ฝุ่น PM2.5” ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ราวกับเป็นธรรมเนียมรับปีใหม่

แม้เราจะเป็นโรคภูมิแพ้และอาการกำเริบอยู่บ่อย ๆ แต่เช้าวันนี้เราตื่นมาพร้อมอาการคัดจมูกที่มากกว่าปกติ น้ำมูกไหลเป็นน้ำตก เสมหะหนืดข้นเขียวน่าสะพรึง ซ้ำยังปวดหัวอีกต่างหาก

นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย

เมื่อบิดขี้เกียจให้รู้สึกตื่นพอเป็นกระสายแล้ว ก็ได้ฤกษ์ลุกออกจากที่นอน แต่ทันทีที่ฝ่าเท้าสัมผัสกับพื้นบ้าน ก็รับรู้ถึงความสากจากละอองธุลี มองออกไปที่หน้าต่าง ฟ้ากลายเป็นสีหม่นเฉกเช่นทุกต้นปี

รู้ได้ทันทีว่า นี่คือช่วงเวลา “หน้าฝุ่น” เพราะค่าคุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์ “กระทบต่อการใช้ชีวิต” จากปริมาณฝุ่น PM2.5 ที่สูงลิบลิ่ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ ผิวหนังและเยื่อบุตาอักเสบ รวมไปถึงระบบหัวใจและหลอดเลือดด้วย

สถิติของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) เมื่อปี 2566 ระบุว่า มีคนไทยกว่า 10.5 ล้านคนป่วยจากมลพิษทางอากาศ ด้านสำนักข่าว AFP ได้รายงานไว้ว่า ช่วง 9 สัปดาห์แรกของปี 2567 มีผู้ป่วยจากมลพิษทางอากาศในไทยกว่า 1.6 ล้านคน

มากไปกว่านั้น ข้อมูลเมื่อวันที่ 10 มกราคมที่ผ่านมา ยังระบุว่าค่ามลพิษทางอากาศของกรุงเทพมหานครพุ่งสูงเป็นอันดับที่ 8 ของโลกอีกต่างหาก

แล้วจะให้ทำยังไง ในเมื่อปัญหาไม่หายไปง่าย ๆ สักที เราคงต้องใช้ชีวิตกันแบบนี้สินะ แม้หมอจะขอให้หนีจากกรุงเทพไป แต่ข้อมูลคุณภาพอากาศก็สวนหมอว่า เดี๋ยวนี้หนีไม่ได้แล้ว เพราะอากาศแย่กันหมดทุกภูมิภาค

เราก็เลยขอเล่าวิธีการเอาตัวรอดจากวิกฤตฝุ่น ในแบบมนุษย์ภูมิแพ้แล้วกัน เผื่อจะเป็นการแชร์ประสบการณ์ในฐานะชาวภูมิแพ้ที่เจอปัญหาซ้ำซากแบบนี้ทุกปี

ค่าฝุ่นสูง แต่ก็ยังต้องออกจากบ้าน

ในเช้าอันแสนไม่สดใสนี้เอง พลันมีการแจ้งเตือนสุดสะเทือนใจเข้ามา

ปรากฏว่า เจ้านายสุดที่รัก (?) ส่งข้อความมาในแชทกลุ่ม แท็ก all พร้อมบอกว่าให้เข้าออฟฟิศมาประชุม “ทุกคน” ตรงเวลา

แน่ล่ะ เราอยู่ในยุค Post-COVID กันแล้ว การเข้าออฟฟิศจึงกลับมาเป็นความปกติของหลายบริษัท แม้ฟ้าจะถล่ม ดินสลาย โลกสลาย เราก็ต้องไป “ประชุม” ที่ทั้งบ่อย ทั้งนาน งานก็ไม่ได้ สุดท้าย ก็ต้องหอบงานกลับมา Work From Home อยู่ดี

แถมด้วยการเดินทางจากบ้านไปออฟฟิศ ที่ไม่ใช่ทุกคนจะนั่งรถยนต์ไปได้ ยังง้ายยังไง ก็ต้องสูดฝุ่นอยู่ดี ไม่ว่าจะเบียดเสียดบนรถไฟฟ้า ฝ่ารถติดด้วยวินมอเตอร์ไซค์ หรือซิ่งไรเดอร์ ยังไม่รวมพักเบรกที่ต้องลงไปหาข้าวกินกันอีก อันนี้เป็นกุศโลบายของบริษัทให้เราพร้อมใจกันออกไปสูดฝุ่นช่วยชาติรึเปล่าก็ไม่แน่ใจ แต่ที่แน่ ๆ อยากโชว์ค่าฝุ่น PM2.5 ให้เจ้านายดู เผื่อจะเห็นใจ(พวก)หนูบ้าง เพราะการออกไปทำงานพร้อมกับอาการป่วย ไม่ช่วยให้ประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

หรืออย่างน้อยที่สุด หนูก็ต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายซื้อหน้ากากอนามัย น้ำเกลือล้างจมูก และไซรินจ์พ่นน้ำเกลืออีกอยู่ดี

กดเข้าแพลตฟอร์ม ซื้อสกินแคร์กันฝุ่น

ฝุ่น PM2.5 ไม่เพียงส่งผลกระทบแต่เรื่องทางเดินหายใจเท่านั้น เพราะอาการแพ้ไม่ได้มีแค่คัดจมูกน้ำมูกไหล แต่ยังรวมไปถึงอาการคันและอักเสบของผิวหนัง กระทั่ง “สิว” ที่เกิดง่ายขึ้นจากมลภาวะอีกต่างหาก

แน่ล่ะ เมื่อเลขอายุเพิ่มมากขึ้น การดูแลตัวเองก็ต้องเพิ่มตามกำลังเงินที่หาได้ และความหย่อนคล้อยของสังขารที่ปรากฏชัดขึ้นทุกที Makeup จากที่เคยลงแค่ไม่กี่ขั้น ก็หนาชั้นขึ้นเรื่อย ๆ ทว่า ยิ่งแต่งมาก ก็ยิ่งซับฝุ่นซับพิษมากกว่าเดิมอีก

ลงเอยที่การเข้าแพลตฟอร์มไปค้นหาสกินแคร์มาช่วยสู้กับสถานการณ์อากาศไม่เป็นใจอีก ไม่ว่าจะเป็นเซรั่มบำรุงผิว สเปรย์ล็อกเมคอัพกำจัดฝุ่น ครีมบำรุงสารพัด มาส์กหน้าสารพัดแบบเพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นท่ามกลางอากาศเย็นของฤดูหนาว กดไปกดมา เต็มตะกร้าไปหมดแล้วววว เงินกำลังจะบินภายใน 3…2…1…

ช้าก่อน! ก่อนที่จะเปลี่ยนหน้าจอจากเว็บไซต์นี้ไปสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ช็อปปิ้ง เราขอนำเสนอสารสกัดสู้ฝุ่น บำรุงผิว เพื่อให้เรายังสวย ยังเริ่ด ท่ามกลางฝุ่นมากมาย

  • เซราไมด์ (Ceramide) สารที่ได้ชื่อว่าเป็น “ปราการ” ของผิว เนื่องจากจะวางตัวเป็นตัวเชื่อมเคราตินในผิวให้เรียงตัวเป็นระเบียบ ป้องกันการสูญเสียความชุ่มชื้นของผิว ตลอดจนปกป้องตัวเองจากสิ่งแปลกปลอมที่จะเข้ามาสู่ผิวได้ดีขึ้น
  • วิตามิน C และ E ขึ้นชื่อว่าเป็นอาหารของผิวอยู่แล้ว ก็จะช่วยทำให้ผิวหน้าโกลว์ใส สู้มลภาวะ และผิวแข็งแรงมากขึ้น จาการเพิ่มภูมิต้านทานในร่างกาย

มากไปกว่านั้น การเลือกซื้อสกินแคร์จำพวก Skin Barrier หรือเกราะป้องกันผิว ยังช่วยลดปัญหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างการเกิดสิว หรือผิวหนังอักเสบได้อีกด้วย ทั้งนี้ ลองศึกษาข้อมูลของสกินแคร์แต่ละชนิดก่อนตัดสินใจซื้อหามาใช้จริงน้า

หมกตัวในผ้าห่ม พ่นจมูก ดูซีรีส์วนไป

เมื่อกลับมาถึงบ้าน หรือใครที่กำลัง Work From Home หนึ่งสิ่งที่ตามติดมาด้วยคือฝุ่นละอองที่ต้องกายอยู่ทั้งวัน

ดังนั้น เพื่อทำให้เรารู้สึกดีขึ้น การอาบน้ำชำระสิ่งสกปรกจึงเป็นเรื่องจำเป็น ทว่า นี่ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้โรคภูมิแพ้ที่เป็นอยู่แล้ว กำเริบยิ่งขึ้นไปอีก

ลงเอยที่ต้องหมกตัวในผ้าห่ม พ่นจมูก สูดน้ำมูกแล้วดูซีรีส์วนไป จนกว่าร่างกายจะหลับ

แง่หนึ่ง การขับเสมหะและน้ำมูกถือเป็นส่วนหนึ่งของปฏิกิริยาของร่างกายต่อการแพ้อยู่แล้ว เพราะว่า เมื่อร่างกายของเราได้รับสารที่แพ้เข้าไป ก็จะหลั่งสารที่ชื่อว่า “ฮิสตามีน” (Histamine) ออกมา ก่อให้เกิดปฏิกิริยาทางร่างกายต่าง ๆ เพื่อขับสารที่แพ้ออกมาตามช่องทางต่าง ๆ ซึ่งวิธีการรักษาขั้นพื้นฐานคือ กินยา หรือพ่นยากลุ่ม Anti-histamine เพื่อระงับการหลั่งของฮิสตามีนในระบบภูมิคุ้มกัน

แต่ในระหว่างที่ยากำลังออกฤทธิ์นั้น ผลข้างเคียงที่ตามมามักจะเป็นอาการง่วงซึม ลงเอยที่การหมกตัวในผ้าห่ม นอนดูซีรีส์หลังกินยา ก่อนจะหลับไปในที่สุด

สวดมนต์ภาวนา ให้ PM2.5 หายไป

ตั้งแต่ปี 2019 ที่ประเทศของเราเริ่มรู้จักกับฝุ่นละอองอนุภาคต่ำกว่า 2.5 ไมครอน สิ่งที่เป็นมาตรการรับมือของรัฐล้วนแต่หาความชัดเจนมิได้ ลงเอยที่ประชาชนต้อง “เริ่มที่ตัวเอง” ในทุกรูปแบบ

ไม่ว่าจะเป็นการซื้อเครื่องฟอกอากาศมาติดตั้ง พร้อมฟิลเตอร์ที่สามารถกรองฝุ่นละอองขนาดเล็กทั้ง PM2.5 และ PM1.0 ยิ่งบ้านมีพื้นที่ใช้สอยมาก ยิ่งต้องซื้อเยอะ

หรือหากใครเป็นสายกรีน ไม้ประดับในบ้านก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ทำให้เราหายใจสะดวก (ปอด) ขึ้น ไม่ว่าจะเป็นมอนสเตอรา ยางอินเดีย หรือหากคุณมีสวนหลังบ้าน ไม้ยืนต้นอย่างตะเคียน ตะขบฝรั่ง หอมหมื่นลี้ หรือไม้ดอกอย่างต้นแก้ว ต้นปีบ นมแมว ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะนอกจากจะช่วยดูดซับมลภาวะและปล่อยออกซิเจนสู่อากาศเพิ่มมากขึ้นแล้ว ก็ยังทำให้เพลินตา สบายใจได้อีกด้วย

แต่ดูเหมือนว่าการเริ่มที่ตนเองจะไม่ได้ทำให้ปัญหาหมดสิ้นไป แม้หน้าหนาวในช่วงเริ่มต้นพุทธศักราช 2568 จะทวงคืนบัลลังก์อย่างสมศักดิ์ศรี แต่ค่าฝุ่นก็มาอย่างสมศักดิ์ศรีไม่แพ้กัน ลงเอยเราต้องสวดมนต์เพื่อไล่ฝุ่นให้หายไป แต่บทสวดอยู่ไหนแล้วนะ จำไม่ได้…

จดจ้องว่า กฎหมายอากาศสะอาด จะได้ใช้ กี่โมง?

เช่นเดียวกับการสวดมนต์ไล่ฝุ่น การรณรงค์ให้รัฐมีมาตรการจัดการกับฝุ่นอย่างเป็นกิจจะลักษณะก็เกิดขึ้นตั้งแต่แรกรู้จัก PM2.5 ในไทย

โดยปรากฏแคมเปญรณรงค์จากกลุ่มเครือข่ายอากาศสะอาด บนเว็บไซต์ Change.org เพื่อให้ประเทศไทย ตรากฎหมายเพื่อดูแลจัดการมลพิษทางอากาศมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2562 และมีการเรียกร้องต่อมาเรื่อย ๆ

จนกระทั่งปี 2567 นับได้ว่าเป็นปีที่ปัญหาฝุ่นละอองทำพิษอย่างหนัก ทั้งในกรุงเทพมหานคร และทุกภาคส่วนของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการเผาอ้อย ฝุ่นควันข้ามพรมแดน และผลกระทบทางสุขภาพมากมาย

จนกระทั่ง ร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเรื่องอากาศสะอาด พ.ศ. …. หรือที่เรียกกันโดยสามัญว่า “กฎหมายอากาศสะอาด” ได้ผ่านเข้าสู่รัฐสภา เริ่มต้นจากการรับหลักการร่างกฎหมายอากาศสะอาดทั้ง 7 ฉบับ ในวันที่ 17 มกราคม 2567 และกำลังอยู่ในการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการ ซึ่งคาดว่า จะแล้วเสร็จพร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในเดือนมีนาคม 2568 นี้

จึงเป็นที่คาดหวังว่า ร่างกฎหมายเพื่ออากาศสะอาด ซึ่งจะครอบคลุมตั้งแต่สิทธิการมีอากาศสะอาดของประชาชน ไปจนถึงการเอาผิดกับผู้ปล่อยมลพิษทางอากาศ จะคลอดออกมาทันพิจารณาในสมัยประชุมนี้ เพื่อให้สิทธิในอากาศที่หายใจเป็นของ “เราทุกคน”

อ้างอิงจาก

bbc.com

theactive.thaipbs.or.th

thestandard.co

si.mahidol.ac.th

med.cmu.ac.th

dnp.go.th

change.org

ผู้เขียน

  • เกวลิน ถนอมทอง

    นักเขียนฟูลไทม์ประจำองค์กรภาคประชาสังคมแห่งหนึ่ง มีสกิลการทำพอดแคสต์เล็กน้อย สนใจเรื่องเมือง อาหาร การเดิน และการใช้เวลาขบคิดอยู่ลำพัง

    View all posts