“เคยคิดไหม ว่าวันนึง Algorithm จะพาคนที่ใช่มาหาเรา”
ฉันส่งข้อความถามเพื่อน หลังจากนางมาโอดครวญว่าคนที่แอบปลื้มหายไปจากหน้าไทม์ไลน์ ไม่มาไลก์โพสต์เพื่อนเหมือนเคย จนอยากจะโพสต์สตอรี่ประชดชีวิตว่าหนูชอบพี่ออกไปตรง ๆ แล้วแท็กให้รู้แล้วรู้รอดไปซะเลย
ฟังดูเหมือนนิยาย ที่การหาคู่จะเกิดขึ้นจากการกรอกข้อมูล แล้วส่งคนที่มีแนวโน้มว่าจะ “ใช่” มาให้ แม้เราจะไม่เคยเห็นหน้ากันจริง ๆ ก็ตาม แต่เมื่อโลกนี้เชื่อมโยงกันได้ด้วยโครงข่ายอินเทอร์เน็ต นิยายแบบนี้ก็ดูจะเป็นจริงได้ง่ายขึ้นกว่าที่เคย ๆ
ไม่เพียงแต่เรื่องหัวใจ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าอัลกอริทึมมีผลต่อชีวิตในแทบทุกด้าน เพียงแค่ตะโกนออกมาบนโลกโซเชียลว่า “อยากกินชาเขียว” แพลตฟอร์มต่าง ๆ ก็พร้อมจะประเคนชาเขียวสารพัดรูปแบบให้ มองดูเผิน ๆ ก็เหมือนแก้วสารพัดนึก แต่ในใจก็มีอีกมุมหนึ่งที่คิดว่า
หรือพระพรหมยุคใหม่ คืออัลกอริทึมที่ใช้บันดาลชีวิต?
อัลกอริทึม “ควบคุม” เรามากกว่าที่คิด
“เราไม่ต้องการสร้างโลกที่เครื่องจักรมาคอยบอกเราว่าต้องทำอะไร หรือคิดอย่างไร แม้ว่าสุดท้ายเราจะไปจบลงแบบนั้นก็ตาม”
ฮันนาห์ ฟราย (Hannah Fry) นักคณิตศาสตร์เจ้าของหนังสือ “Hello World: How to be Human in the Age of Machine” ให้สัมภาษณ์กับ Vox ไว้เมื่อปี 2018
จริงอยู่ที่อัลกอริทึมเข้ามาปิดจุดอ่อนของการรวบรวมข้อมูลความสนใจของมนุษย์ แล้วทำการคัดสรรสิ่งที่ตรงความสนใจเข้าใส่หน้าฟีดสื่อสังคมออนไลน์ โน้มน้าวให้เราทนกำลังไม่ไหว แล้วสนใจสิ่งนั้นตามไปด้วย
ฮันนาห์ยังระบุอีกว่า อัลกอริทึม – รวมถึงจักรกลต่าง ๆ ในโลกนี้ – ล้วนแล้วแต่ “ไม่ดี” และ “ไม่เลว” กันทั้งนั้น และเราจำเป็นต้องทำงานร่วมกับมัน เพื่อให้รับรู้ว่า มันมีข้อผิดพลาด และไม่สมบูรณ์แบบเช่นกันกับมนุษย์ เพราะอัลกอริทึมเข้ามาเพื่อ “แก้ปัญหา” มากกว่าที่จะ “สร้างสรรค์สิ่งใหม่”
แต่ในความเป็นจริง อัลกอริทึมกำลังเข้ามาควบคุมความคิดและการตัดสินใจมากขึ้นเรื่อย ๆ แถมเรายังต้องเผชิญหน้ากับ อคติจากอัลกอริทึม หรือ “Algorithmic Bias” ที่หมายถึง การเลือกข้างที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจของอัลกอริทึม โดยจดจำจากอคติของคนในโลกจริง ๆ แล้วนำไปใช้กับระบบ ซึ่งส่งผลให้เกิดปัญหาในการใช้จริง เช่น การไม่จดจำใบหน้าคนดำ ที่อาจถูกมองได้ว่าเป็นการเหยียดเชื้อชาติได้
หรือมากไปกว่านั้น อัลกอริทึมอาจทำให้เรารู้สึกว่า อะไร ๆ ก็ช่าง “เหมือนกัน” ไปหมด ตั้งแต่ร้านกาแฟ ไปจนถึงเรื่องราวที่ต้องการเสพ ข่าวสารบนโลกออนไลน์ที่เหมือน ๆ กันไปหมดตามการกำหนดเทรนด์และแสดงผลบนโลกในจอสี่เหลี่ยม
แม้กระทั่งการเดท ก็ยังมีการศึกษาออกมาว่า อัลกอริทึมทำให้เรา “burn out” ต่อการปัดหาคู่ ยิ่งประกอบกับฟังก์ชันพรีเมียมที่เพิ่มสิทธิพิเศษในการเจอคนที่ “คาดว่า” จะตรงสเปคได้มากกว่า ด้วยอัลกอริทึมที่แม่นยำกว่า ทำให้ Morgan Stanley บริษัทให้บริการทางการเงินระดับโลก ออกมาเปิดเผยว่า ในปี 2023 ผู้คนจ่ายเงินให้กับแอปหาคู่สูงขึ้น 2 เท่าในรอบ 8 ปีที่ผ่านมา ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่า คนจนมีสิทธิไหมคะ …
ภาวการณ์เช่นนี้ จึงสะท้อน “อิทธิพล” ของอัลกอริทึมเป็นอย่างดีว่า มีผลต่อชีวิตมนุษย์มากเพียงใด และอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งที่แยกแยะมนุษย์ออกจากสิ่งมีชีวิตสปีชีส์อื่น ๆ หรือแม้กระทั่งเครื่องจักรด้วยหรือเปล่า
ความคิดสร้างสรรค์หายไปกับ “อัลกอริทึม” รึเปล่า
ว่ากันว่า สิ่งที่เทคโนโลยีใด ๆ มิอาจพรากไปจากมนุษย์ได้ คือ “ความคิดสร้างสรรค์”
แต่ดูราวกับเป็นคำสาป ที่ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์มีองค์ประกอบสำคัญคือ “ประสบการณ์” ไม่ว่าจะเป็นการออกไปสัมผัสพื้นที่จริง หรือการเสพประสบการณ์มือสองผ่านหนังสือ หรือหน้าฟีดก็ตาม
แล้วในเมื่ออัลกอริทึมเสิร์ฟเฉพาะ “What you may like” หรือ “Who you may know” จึงเป็นที่กังวลว่า ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์จะเป็นหมันไปไหม
ในแง่หนึ่ง วงการสร้างสรรค์เริ่มเข้าสู่ยุคสมัยแห่งการพึ่งพา “ปัญญาประดิษฐ์” เพื่อช่วยตบร่างความคิดให้เข้ารูปเข้ารอย ออกแบบวิธีการสื่อสารให้ตอบโจทย์แพลตฟอร์ม และสามารถทำการตลาดได้อย่างแม่นยำ
อาล็อก คุปตะ (Alok Gupta) จากมหาวิทยาลัยมินนิโซตา และคณะจากมหาวิทยาลัยแห่งโคโลญ ระบุว่า การใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้นไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร แต่หากเราไว้ใจ AI มากเกินไป อาจทำให้เกิดการตัดสินใจที่ผิด และทวีความรุนแรงมากขึ้น
มากไปกว่านั้น คุปตะและคณะยังระบุต่อไปว่า ในระยะยาว หากมนุษย์พึ่งพาอัลกอริทึมมากจนเกินไป อาจทำให้มนุษยชาติค่อย ๆ ฉลาดน้อยลง โดยตราบใดก็ตามที่คนเริ่มเลียนแบบ AI และหยุดประเมินค่าความรู้ในสมองของตน เมื่อนั้น มนุษย์ก็ไม่ต่างอะไรกับหุ่นยนต์ที่ดูฉลาดนั่นเอง
การพึ่งพิงปัญญาประดิษฐ์มากจนเกินไป ยังอาจทำให้เราสูญเสียความรับรู้ที่มีต่อความคิดเห็นที่หลากหลาย โดยอัลกอริทึมจะป้อนสิ่งที่คล้ายคลึงกับสิ่งที่เราชื่นชอบเข้ามาแทนที่ความหลากหลายของความคิดเห็นไปด้วย
แต่ในอีกแง่หนึ่ง สิ่งที่เราเสพ ๆ กันอยู่ทั้งหมดเป็นเพียงแค่ “ยอดภูเขาน้ำแข็ง” เท่านั้น เพราะยังมีคอนเทนต์ไม่น้อยที่ถูกกดลงไปอยู่ใต้ผืนน้ำ และมองไม่เห็นผ่านกลไกของระบบด้วยซ้ำ เพราะอำนาจนำทางเทคโนโลยี มาพร้อมกับอำนาจนำทางวัฒนธรรม
พูดให้สั้นกว่านั้น ใครฉลาดใช้เทคโนโลยีมากกว่า คนนั้นก็ครองอำนาจนำในพื้นที่ดิจิทัลไป
ไม่แน่ หากคุณได้อ่านบทความนี้ ก็อาจเป็นหนึ่งในผลกระทบของอัลกอริทึมก็เป็นได้
แต่มันจะไม่มีสักทางควบคุมกันเลยหรือไง
เมื่ออัลกอริทึมที่ดูเป็น “กฎหมู่” ต้องอยู่ใต้ “กฎหมาย”
ในปี 2024 นี้เอง ได้เกิดความเคลื่อนไหวที่สำคัญในวงการกฎหมายกับปัญญาประดิษฐ์ นั่นคือ สหภาพยุโรป (EU) ได้ประกาศกฎหมายควบคุมการใช้ AI ที่เรียกว่า “AI Act” โดยมีที่มาจากบริษัทต่าง ๆ เริ่มใช้เทคโนโลยีในการตรวจจับอารมณ์ของพนักงาน ทั้งยังนำมาใช้ในการคัดเลือกประวัติสมัครงานด้วย
กฎหมายฉบับดังกล่าวยังได้แบ่งประเภทของ AI ออกเป็น 4 ประเภทตามความเสี่ยง ไล่ระดับตั้งแต่ขั้นต้น ขั้นกลาง ขั้นสูง ไปจนถึงระดับที่ยอมรับไม่ได้จนต้องถูก “แบน” โดย โรแบร์ตา เมตโซลา ประธานรัฐสภายุโรปได้กล่าวถึงกฎหมายฉบับนี้ว่า นี่จะเป็นการ “บุกเบิก” ด้านกฎหมายกับนวัตกรรม และปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์
ขณะเดียวกัน ฝรั่งเศสและเยอรมนี ซึ่งเป็นสมาชิก EU กลับมีท่าทีที่ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายดังกล่าว เนื่องจากจะทำให้การพัฒนา AI ในสหภาพยุโรปช้าลงจนอาจตามไม่ทันยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา หรือจีนได้
เพราะแง่หนึ่ง อัลกอริทึมดูเหมือน “กฎหมู่” ที่ประมวลแนวทางชีวิตจากคนหมู่มาก มาสู่หน้าจอของเรา กึ่งบังคับให้เดินตามสิ่งที่มันเลือกสรรให้ แต่อีกนัย อัลกอริทึมที่เกิดมาจาก AI นั้นอาจไม่ได้เป็นแค่พระพรหม แต่พร้อมเป็นได้ทุกอย่าง เข้ามาแทนที่มนุษย์และครองพิภพจบสากล แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า มนุษยชาติก็จำเป็นที่จะต้องหาทางอยู่ร่วม และประนีประนอมกับเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าไปด้วยเช่นกัน
มันคงต้องถึงเวลาที่มนุษย์แบบเราต้องออกไป “แตะพื้นหญ้า” ออกไปตามหาโลกจริงกันสักนิด เพื่อคืนสมดุลให้โลกใบนี้อีกครั้ง
ให้เรายังเป็นมนุษย์ ก่อนจะเป็นไซบอร์ก (Cyborg) ที่มีลมหายใจ
อ้างอิงจาก
