“กรุงเทพมหานคร เรืองรองความดาร์กให้ชื่นชม”

แค่ท่อนแรกของ “กรุงเทพมหานคร นรกเมืองสวรรค์” เพลงประกอบภาพยนตร์ “Bangkok Breaking: ฝ่านรกเมืองเทวดา” ก็ชวนให้คิดว่า สิ่งที่บรรยายออกมาในเพลงนั้นเกินจริงไปหรือเปล่า ในฐานะประชากร “กรุงเทพ” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผู้มีอิทธิพล สลัม การค้าบริการ หรือ “คุณภาพชีวิต”

แต่เขาว่ากันว่า โลกต่อจากนี้ไปจะขับเคลื่อนด้วย “Data” ตั้งแต่ข้อมูลการพัฒนา ไปจนถึงเรื่องดาร์ก ๆ ในสังคม งั้นเราก็เอาข้อมูลมากางกันเลยดีกว่าว่า “มุมมืด” ของเมืองหลวงยังมีอยู่หรือเปล่า มืดมากน้อยเพียงใด

เพราะ Data ไม่โกหก (?) และเป็นหลักฐานยืนยัน “ความจริง”

01
ชุมชนแออัดกรุงเทพ เส้นขนานระหว่างชนชั้นที่ชัดแจ้ง

เคยแหงนหน้ามองตึกสูงระฟ้าตรงหน้า แล้วก้มมองลงมาเห็นบ้านคนเรียงรายไร้ระเบียบหรือไม่? 
ภาพที่เห็นตรงหน้าบอกทั้งเส้นแบ่งเบลอ ๆ ของชนชั้นเศรษฐกิจ และอาจสะท้อนปัญหาอื่น ๆ ที่ตามมาด้วย

กรุงเทพ ติดอันดับมหานคร (Metropolis) ที่มีประชากรหนาแน่นเป็นอันดับ 13 ของโลกเมื่อปี 2554 
และหากพูดถึงความหนาแน่น คงนึกถึง “ชุมชนแออัด” ในจำนวนชุมชนในกรุงเทพมหานคร 2,007 แห่ง มีจำนวนชุมชนแออัดมากถึง 633 ชุมชน 

สถิติของกรุงเทพมหานครเมื่อปี 2566 ระบุว่า จำนวนเขตที่มีชุมชนแออัดมากที่สุดคือ เขตบางซื่อ (47 ชุมชน) และ 4 อันดับถัดลงจากนั้นล้วนแล้วแต่เป็นเขตที่อยู่ในฝั่งธนบุรี (ธนบุรี บางพลัด บางกอกน้อย และคลองสาน ตามลำดับ) เมื่อพิจารณาแล้ว ทั้ง 5 เขต และบริเวณใกล้เคียงอยู่ในพื้นที่ที่อยู่อาศัยหนาแน่นมากตามผังเมืองของกรุงเทพมหานครด้วย

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาประชากรรายแขวงต่อพื้นที่เมื่อปี 2565 แล้ว พบว่า 5 อันดับแขวงที่มีประชากรต่อพื้นที่หนาแน่นสูงสุด มีดังนี้

  1. แขวงคลองเตย เขตคลองเตย (30,983 คน/ตารางกิโลเมตร)
  2. แขวงป้อมปราบ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย (24,025 คน/ตารางกิโลเมตร)
  3. แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี (23,647 คน/ตารางกิโลเมตร)
  4. แขวงบ้านบาตร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย (23,490 คน/ตารางกิโลเมตร)
  5. แขวงสี่แยกมหานาค เขตดุสิต (20,062 คน/ตารางกิโลเมตร)

ข้อมูลเหล่านี้กำลังบอกกับเราว่า มีชุมชน 31.54% ที่มีอาคารหนาแน่นมากเกินกว่า 15 ครัวเรือน / ไร่ ที่อยู่อาศัยอาจไร้ระเบียบ หรือชำรุดทรุดโทรม ทั้งยังก่อให้เกิดความเสี่ยงมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปัญหาสุขภาพจากการอยู่อาศัยที่หนาแน่นเกินไป การกำจัดของเสียที่อาจไม่ถูกสุขลักษณะ รวมไปถึงความเสี่ยงเกี่ยวกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนปัญหารายได้ประชากรที่อาจเป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อยด้วย

อย่างกรณีการระบาดทั่วของโรคโควิด-19 ในปี 2563-2565 ชุมชนแออัดกลายเป็นกลุ่มเฝ้าระวังหลัก เนื่องจากอาจก่อให้เกิดการระบาดทั่วในชุมชน และอาจยากแก่การเข้าถึงการรักษา และแยกกักตัวในพื้นที่แออัดมาก ๆ ด้วย
ในเป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) กำหนดเป้าหมายที่ 11 ไว้ว่า “ทำให้เมืองและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ มีความครอบคลุม ปลอดภัย ยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง และยั่งยืน” ชุมชนแออัดจึงกลายเป็นเคสตัวอย่างหนึ่งที่มีอยู่จริง ใกล้ตัวกว่าที่คิด และหากสามารถแก้ไขปัญหาได้ ก็จะเป็นหลักประกันหนึ่งถึงความปลอดภัย และสะดวกสบายของผู้คน

02
Sex Worker รู้ว่ามีแต่แกล้งไม่เห็น

“Tom Tom Where you go last night
I love เมืองไทย, I like พัฒน์พงศ์”

“เวลคัมทูไทยแลนด์” ของวงคาราบาว คงฉายภาพกรุงเทพยามราตรีได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานที่ไม่ถูกนับว่าเป็นแรงงานในระบบกลุ่มหนึ่ง

แม้ไม่มีข้อมูลชัดเจนเกี่ยวกับจำนวน Sex Worker ในกรุงเทพฯ แต่เราต่างรู้กันดีว่า ย่านโคมแดงในมหานครแห่งนี้มีที่ไหนบ้าง โดยสถิติของศูนย์ข้อมูลกรุงเทพเมื่อปี 2553 ระบุว่า มีสถานบริการที่ให้บริการทางเพศ 508 แห่ง แต่ในความเป็นจริง ยังมีอีกหลายที่ที่มีการซื้อขายบริการทางเพศ

อุปสรรคสำคัญของการยอมรับ Sex Worker ในฐานะแรงงาน คือ “กฎหมาย” ซึ่งเอาผิดการค้าประเวณีและการกระทำที่เข้าข่าย กำหนดโทษปรับและจำคุกในฐานะคดีอาญา ขณะเดียวกัน คุณภาพชีวิตของพวกเขาก็แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพที่จำเป็นต้องตรวจเลือดเพื่อหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ยังไม่รวมถึงการต้องลงทุนกับตัวเอง เพราะนี่คือตลาดการแข่งขันสูง หนำซ้ำช่องโหว่ทางกฎหมายยังก่อให้เกิดการ “จ่ายส่วย” ให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐ แลกกันกับการไม่ถูกดำเนินคดีทางกฎหมาย 

นี่คือเหรียญสองด้านระหว่างศีลธรรมอันดีและข้อบังคับทางกฎหมาย กับการมีอยู่ของบริการและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน การได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย มีศักดิ์ศรีและสิทธิเท่าเทียมกับแรงงานประเภทอื่น ๆ จึงเป็นเสมือนก้าวแรกของการเผชิญหน้ากับ “ความจริง” ที่ว่า

Sex Worker น่ะ ใคร ๆ ก็รู้ว่ามี ต้องทำให้เห็น และเป็น “คน” เท่า ๆ กันด้วย

03
ระบบขนส่งสาธารณะ (จริงอ๊ะป่าว)?

“รถเมล์ร้อน ๆ ยังมี”

ใช่แล้ว หลีกความจริงเรื่องนี้ไม่ได้แน่ ๆ เพราะรถเมล์ร้อนที่เราเรียกกันจนชินปากว่า “รถครีมแดง” ก็ยังคงให้บริการอยู่ ท่ามกลางคำสัญญาว่ารถเมล์ร้อนจะหมดไปในสิ้นปี 2567 ขณะเดียวกัน ความพยายามเปลี่ยนแปลงรถเมล์ก็ปรากฏชัด ไม่วาจะเป็นการลดจำนวนรถเมล์ร้อน เพิ่มจำนวนรถเมล์แอร์ EV ให้มากขึ้น สกรีนเส้นทางหลักข้างรถ ไปจนถึงทำระบบติดตามให้เข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น ไม่ต้องเสียเวลารอนาน (?)

แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้สภาพรถเมล์ คือจำนวนสายและการอ่านสายที่เปลี่ยนไปแบบ “สุด ๆ”

ฐานข้อมูลของ Rocket Media Lab เมื่อปี 2565 เปิดเผยว่า ใน กรุงเทพ มีรถเมล์ทั้งสิ้น 226 สาย หลากหลายผู้รับสัมปทาน ไม่ว่าจะเป็น ขสมก. (องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ) หรือเอกชนหลาย ๆ ราย เช่น ไทยสมายล์บัส บางกอก118 ในจำนวนนี้มี 31 สายที่ยกเลิกการเดินรถไปแล้ว เช่น 542 (วงกลมตลิ่งชัน-อนุสาวรีย์ชัย-วงเวียนใหญ่) 

ขณะเดียวกัน บางสายที่ประกาศยกเลิกไปก่อนหน้านี้ ก็ได้รับการนำกลับมาปัดฝุ่นใหม่ เช่น สาย 175 เดิมเคยวิ่งจากท่าน้ำนนทบุรี ถึงท่าน้ำภาษีเจริญ ก่อนที่จะยกเลิกให้บริการไปนับสิบปี ถึงปี 2566 ก็กลับมาในชื่อใหม่ “2-22” และเปลี่ยนเส้นทางเดินรถเป็น “ท่าน้ำนนท์-ถนนตก” 

นอกจากนี้ ในจำนวนร่วม 200 สาย มีรถเมล์เพียง 35 สายเท่านั้นที่วิ่งรอบกลางคืน โดยมักครอบคลุมสถานีขนส่งต่าง ๆ เช่น สถานีขนส่งหมอชิต 2 สถานีขนส่งเอกมัย หรือทางรถไฟ เช่น หัวลำโพง รังสิต เป็นต้น 

แถมปัญหาสุดกวนใจของผู้ใช้รถเมล์คือ “เลขสาย” ที่เปลี่ยนไปตามแผนปฏิรูปของกรมการขนส่งทางบก ที่เริ่มต้นจากเลขโซนก่อน แล้วตามด้วยลำดับสาย เช่น สาย 28 (สายใต้ใหม่ – จตุจักร) เมื่อปฏิรูปเส้นทางแล้ว จะวิ่งยาวขึ้นไปจนถึงมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม กลายเป็นสาย 4-38 ซึ่งบ่งบอกว่าวิ่งโซนกรุงเทพใต้เป็นหลักนั่นเอง

จีเนียส…แต่แค่อธิบายนี่ก็สุดจะงงตาแตกแล้ว 

กรมการขนส่งทางบกก็เลยใช้วิธีสุดเบสิก คือ ขึ้นต้นด้วยเลขสายเดิม วงเล็บเลขสายใหม่ สบายใจขึ้นมานิดนึง แต่จะให้สบายใจกว่านี้ ระบบขนส่งสาธารณะช่วยเชื่อมโยงเป็นใยแมงมุมจริง ๆ ได้ไหม รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ขอให้มันได้เป็นจริงเถอะ คนใช้รถเมล์-รถไฟฟ้าเป็นหลักจะได้สบายกระเป๋า เข้างานเร็ว และไม่เหนื่อยเดินทางสักที

04
ค่าแรงต่อหัวที่มี ชีวิตดีดี (ใน “กรุงเทพ”) จะอยู่ตรงไหน?

“ถ้าอยากอยู่ดีทำงานควบสอง ทำงานตั้งใจอย่างดี ทำหมดครับพี่ได้แค่พันสอง”

ขึ้นชื่อว่าอยู่เมืองสวรรค์ แต่คุณภาพชีวิตฉันต่ำเตี้ยเรี่ยดิน สิ้นเดือนเหมือนสิ้นใจ เงินออกเมื่อไหร่ก็ไหลไปที่ค่าใช้จ่ายทันที

หลายคนอาจบอกว่า ถ้าอยากมีชีวิตที่ดี ก็เลิกกินกาแฟวันละแก้วก่อน แต่ไม่กินกาแฟก็ไม่ได้ เพราะกว่าจะถึงบ้านก็รถติดปาไป 3 ชั่วโมง กว่าจะได้นอนนาฬิกาก็ขึ้นวันใหม่แล้ว ปัญหาค่าแรงจึงกลายเป็นเรื่องใหญ่ ที่เกี่ยวกับคุณภาพชีวิตคนเมืองตลอดมา

หากย้อนดูข้อมูลตลอด 15 ปีที่ผ่านมา (2552-2567) จะพบว่า ค่าแรงขั้นต่ำของคนกรุงเทพฯ ได้รับการปรับขึ้น 8 ครั้ง ตั้งแต่ 206 บาท แล้วปรับขึ้นเป็นขั้นบันไดมาจนถึงปัจจุบันที่ 363 บาท แม้ล่าสุดค่าแรง 400 บาทอาจจะเกิดขึ้นไม่ทันในเดือนตุลาคมนี้ก็ตาม

เมื่อพิจารณาค่าครองชีพที่เราต้องจ่ายตลอดเดือน เรียกได้ว่าพุ่งสูงไม่มีแผ่ว ตั้งแต่ค่าไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ โดยปัจจุบัน หากใช้ไฟเกินกว่า 150 หน่วยต่อเดือน ค่าไฟต่อหน่วยจะเริ่มต้นที่หน่วยละ 3.2484 บาท ค่าน้ำประปาที่ 150 หน่วยแรก คิดหน่วยละ 3.75 บาท 

ด้านค่าเดินทาง ถ้าจะนั่งรถเมล์ก็อาจจะช้าเกินการ ก็ต้องขึ้นรถไฟฟ้าสิ แต่ค่าโดยสารสูงสุดของระบบรถไฟฟ้า BTS อยู่ที่ 47 บาท (ไม่รวมส่วนต่อขยาย) ส่วน MRT อยู่ที่ 45 บาท เดินทางไปกลับ 2 เที่ยว ส่วนค่ากินค่าใช้ ลองคิดมาตรฐานที่ข้าวแกงจานละ 50 บาท ยังไม่รวมสารพัดค่าจิปาถะอื่น ๆ หากลองคำนวณกันดู ก็พบว่าใน 1 เดือน ก็แทบจะเรียกว่า “รากเลือด” ทีเดียว

ไม่แปลก ที่เขาจะเรียกว่า “นรกเมืองสวรรค์” จากชีวิตประจำวันที่แสนจะงงงวย แต่สิ่งที่เราควรได้เห็นที่สุดคือ “คุณภาพชีวิต” ที่ดีของชีวิตในเมือง และหากคำคนเขาบอกว่าความเจริญทุกอย่างจะเริ่มที่เมืองหลวงแล้วจึงกระจายไปสู่ต่างจังหวัด การสร้างความเจริญโดยไม่ทอดทิ้งใคร จะเป็นความหวังที่ทำให้เมืองสวรรค์ เป็นสวรรค์ดังสมญา

ไม่ต่างจากเรื่องราวของกู้ภัยหนุ่มที่ชีวิตพลิกผันเข้าไปพัวพันกับด้านดำมืดของกรุงเทพฯ แล้วเขาจะเอาตัวรอดอย่างไร ดูได้ใน “Bangkok Breaking: Heaven and Hell ฝ่านรกเมืองเทวดา” ที่เดียวที่ Netflix

อ้างอิงจาก

bangkokbiznews.com 2 / mol.go.th / prd.go.th / mea.or.th / rocketmedialab.co / today.line.me 2 / thematter.co /

the101.world / tdri.or.th / hs.ssru.ac.th / bangkok.go.th 2 / nha.co.th / sdgs.nesdc.go.th

ผู้เขียน

  • เกวลิน ถนอมทอง

    นักเขียนและ NGO ที่สนใจการเมือง รัฐธรรมนูญ และวิถีของผู้คน ใฝ่ฝันถึงเมืองที่เดินดี สังคมที่เห็นหัวทุกชีวิต และคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า

    View all posts