เหนือเส้นเขตแดนประเทศไทย มีอธิปไตยและ “ความขัดแย้ง” จมอยู่ และพร้อมลอยขึ้นมาทุกครั้ง
พื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นพื้นที่หนึ่งที่เกิด “ข้อพิพาท” อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอธิปไตย ผลประโยชน์ และทรัพยากร ลามไปถึงสิ่งที่อยู่ในความคิดของคน อย่างแนวคิดชาตินิยม หรือวัฒนธรรม
อย่างกรณีล่าสุด การรื้อฟื้นโต๊ะเจรจาเพื่อยุติข้อพิพาทในการอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน ท่ามกลางข้อตกลงด้านพลังงานของไทยและกัมพูชา แง่หนึ่ง ได้โหมไฟความขัดแย้งระหว่างสองชาติ (ที่เดิมก็ไม่ค่อยจะลงรอยเชิงวัฒนธรรมอยู่แล้ว) ให้มากกว่าเดิม
ด้วยเหตุผลด้านผลประโยชน์ทางพลังงาน ไทยและกัมพูชาจึงเจรจาความร่วมมือเกี่ยวกับผลประโยชน์ด้านพลังงาน แต่ในทางกฎหมาย ทั้งสองประเทศก็มีความพยายามที่จะอ้างสิทธิเหนือเกาะกูดด้วยกันทั้งคู่ ทางฝั่งไทยก็พยายามยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ยกเลิก MOU 2544 หรือบันทึกความเข้าใจระหว่างไทย-กัมพูชา ว่าด้วยพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลในไหล่ทวีป ส่วนกัมพูชาเอง ก็มีความเคลื่อนไหวให้รัฐบาลร้องต่อศาลอนุญาโตตุลาการถาวร ให้ประกาศว่า ดินแดนทั้งหมดของเกาะกูดเป็นของกัมพูชา จากการประกาศไหล่ทวีปของกัมพูชาเมื่อ 1972 ที่มีดินแดน 2 ใน 3 ของเกาะเป็นของไทย
elements ชวนมองสองมุมข้อพิพาทเหนือ “เกาะกูด” การยื้อยุดของผลประโยชน์ ดินแดน และพลังงาน แล้วชาตินิยมทำงานอย่างไร เราจะเล่าให้ฟัง
ไหล่ทวีปซ้อนกัน กับการอ้างสิทธิเหนือดินแดน
การอ้างสิทธิเหนือดินแดนเกาะกูดนั้น เกี่ยวพันกับอนุสัญญาระหว่างประเทศ 2 ฉบับด้วยกัน คือ อนุสัญญาเจนีวา ค.ศ. 1958 และ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982
และข้อพิพาทอยู่ตรงที่ การกำหนดไหล่ทวีปของทั้งสองประเทศนั้นต่างกัน แม้จะมีจุดเริ่มต้นจากหลักเขตแดนที่ 73 เหมือนกัน
จากข้อมูลที่รวบรวมไว้บนเว็บไซต์ ThaiPublica ระบุว่า กัมพูชากำหนดไหล่ทวีปของตัวเองเมื่อปี 1970 และปรับปรุงอีกครั้งเมื่อ 1972 โดยลากเส้นผ่านเกาะกูดไปจนถึงกลางอ่าวไทย ส่วนไทยได้กำหนดไหล่ทวีปเมื่อ 1973 โดยลากเส้นระหว่างเกาะกูดและเกาะกงไปทางตะวันตกเฉียงใต้ ความทับซ้อนของไหล่ทวีปที่กินส่วนของดินแดนต่างกันนี้ ก่อให้เกิดการอ้างสิทธิเหนือดินแดนด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน
ไทยได้ยกเหตุผลที่ว่า กัมพูชากำหนดไหล่ทวีปเองโดยมิได้อิงกับกฎหมายระหว่างประเทศใดใด ในขณะเดียวกัน ในสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ.1907 ระบุชัดเจนว่า เกาะกูดอยู่ในดินแดนของไทย ส่วนกัมพูชามองว่า ในสนธิสัญญาฉบับเดียวกันนี้ ระบุว่า 2 ใน 3 ของเกาะเป็นของกัมพูชา นอกจากนี้ ยังมีการพยายามเจรจาว่า เกาะกูดเป็นของกัมพูชาอยู่เนือง ๆ ทั้งได้ส่งกำลังไปอารักขาในบริเวณเกาะกูดอยู่เนือง ๆ แต่สนธิสัญญาฉบับดังกล่าวมีไว้เพื่อปักปันเขตแดนทางบกเท่านั้น
อย่างไรก็ดี ประเด็นเรื่องไหล่ทวีปซ้อนกันนั้นมีบรรจุอยู่ใน MOU 2544 โดยระบุแผนผังซึ่งเว้นพื้นที่เกาะกูดไว้ ทว่า หากพิจารณาจากอนุสัญญาสหประชาชาติแล้ว กำหนดว่าประเทศชายฝั่งอ้างเขตเศรษฐกิจจำเพาะและไหล่ทวีปได้ 200 ไมล์ทะเลจากเส้นฐาน แต่อ่าวไทยมีส่วนที่กว้างที่สุดที่ 206 ไมล์ทะเล ดังนั้น ข้อพิพาทว่าด้วยไหล่ทวีปซ้อนกันนี้ ก็จะเกิดขึ้นอยู่ดี
อีกทั้ง MOU 2544 กลายเป็นเอกสารอ้างอิงในการเจรจาเรื่องพื้นที่ทับซ้อนนี้ไป เพราะแม้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะประกาศยกเลิก MOU ฉบับดังกล่าวไป แต่การยกเลิกนั้นก็เป็นอันโมฆะ และได้รับการประกาศความชอบธรรมในรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จึงมีความเป็นไปได้ว่า โต๊ะเจรจาในสมัยรัฐบาลนี้อาจเกิดขึ้น
แหล่งพลังงานเหนือคณานับ คือขุมทรัพย์มหาศาล
เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีไทยในขณะนั้น ได้เจรจากับนายกรัฐมนตรี ฮุน มาแณต ของกัมพูชา ซึ่งดูเหมือนเป็นภาคต่อของ MOU 2544 เนื่องจากสาระสำคัญอยู่ที่ “พลังงานเชื้อเพลิงใต้พิภพ” มูลค่ากว่า 1.5 ล้านล้านบาท
ในการเจรจาดังกล่าว ไทยและกัมพูชาเห็นตรงกันถึงความจำเป็นด้านพลังงาน ที่แปรสภาพธาตุไฮโดรคาร์บอนเป็นรายได้มหาศาลของสองชาติ โดยเศรษฐากล่าวว่า จะสั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งกระทรวงพลังงานและกองทัพเรือเพื่อเจรจากับทางกัมพูชา
ความเอาจริงเอาจังในการแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกันใต้ท้องทะเลอ่าวไทยนี้ มีมาตั้งแต่เมื่อ 23 ปีก่อน โดยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ได้เปิดโต๊ะเจรจากับ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาในขณะนั้น เพื่อหาทางให้ทั้งสองประเทศได้ผลประโยชน์ร่วมกัน โดยมีข้อสำคัญว่า การแสวงประโยชน์จากแหล่งพลังงานใต้พิภพ และการกำหนดเขตแดนที่จำเป็น ต้องดำเนินไป “พร้อม ๆ กัน” ซึ่งเขตแดนจำเป็นที่ว่านั้น ตั้งอยู่ที่ละติจูด 11 องศาเหนือ (ซึ่งเลยจาก “เกาะกูด” ลงไปอีก)
การรื้อฟื้นความร่วมมือดังกล่าวนี้ เป็นไปเพื่อจัดหาแหล่งทรัพยากรพลังงานเพื่อทดแทนในอ่าวไทย และส่งผลกระทบถึงค่าน้ำมันในไทยตอนนี้ และเมื่อหากพิจารณาถึง “แหล่งพลังงานของไทย” ที่ร่อยหรอลงไปเรื่อย ๆ การเจรจาครั้งนี้จึงอาจคุ้มค่า หากจะนำขุมทรัพย์มหาศาลนี้ขึ้นมาใช้งาน ก่อนที่เชื้อเพลิงฟอสซิลจะลดบทบาทลงไป ส่วนรัฐบาลกัมพูชานั้น ก็พร้อมที่จะเปิดโต๊ะเจรจาเช่นเดียวกัน
แต่อย่าลืมว่า เชื้อเพลิงที่รอให้ทั้งสองชาติใช้นั้น ก็อาจคุกรุ่นและลุกลามราวไฟลามทุ่งได้
“เสียดินแดน” ชาตินิยมและความขัดแย้งที่ฝังราก
เมื่อปี 2546 มีเหตุการณ์ครั้งหนึ่งที่สั่นสะเทือนการทูตระหว่างไทยและกัมพูชา นั่นคือ เหตุการณ์การเผาสถานทูตไทยในกรุงพนมเปญ
หรือหากย้อนกลับมาใกล้ ๆ สักนิด ช่วงปี 2553-2554 กรณีพิพาทปราสาทพระวิหารและคำตัดสินของศาลโลกที่ว่า อธิปไตยเหนือเขตแดนของปราสาทดังกล่าวเป็นของกัมพูชา กลายเป็นหนึ่งในเชื้อไฟสำคัญที่ทำให้ทั้งสองชาติใช้กำลังทหารปะทะกันบริเวณจังหวัดศรีสะเกษของประเทศไทย
วาทกรรม “เสียดินแดน” และแนวคิดชาตินิยมพร้อมถูกปลุกเสมอทุกครั้งที่มีเชื้อไฟแห่งความขัดแย้ง และเชื้อไฟนี้ “เปราะบาง” พอ ๆ กับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
หากว่ากันตามจริงแล้ว สถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจของทั้งไทยและกัมพูชาส่งอิทธิพลถึงกันและกันเสมอ เช่น การที่อดีตนายกรัฐมนตรีฮุน เซน ออกมาโพสต์ทวิตเตอร์ในทำนองตักเตือนฝ่ายค้านในประเทศของตน โดยพาดพิงชัยชนะของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และพรรคก้าวไกลในการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ที่ผ่านมา หรือแม้กระทั่งในกรณีข้อพิพาทเกาะกูดนี้เอง ก็ได้เกิดการปลุกกระแสชาตินิยมขึ้นในทั้งสองประเทศ
ฝั่งไทย พรรคพลังประชารัฐได้แสดงจุดยืนคัดค้านการเจรจาผลประโยชน์ทางพลังงานตาม MOU 2544 ทั้งกระตุ้นให้ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรียกเลิกบันทึกข้อตกลงดังกล่าว ขณะที่ ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีได้เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า เรื่องนี้เป็นคนละประเด็นกันกับเรื่องดินแดน ทั้งยืนยันว่า เกาะกูดยังเป็นของไทย
ส่วนฝั่งกัมพูชา นายอุม สำอาน ผู้แทนราษฎรและสมาชิกระดับสูงของพรรคสงเคราะห์ชาติได้ออกมาผลักดันให้รัฐบาลร้องต่อศาลอนุญาโตตุลาการถาวร ให้ประกาศว่า เกาะกูดเป็นของกัมพูชาทั้งหมด โดยมีการนำเอกสารอ้างสิทธิเหนือดินแดนที่มีจุดสิ้นสุดที่กลางเกาะกูด ทั้งยังชี้ว่า หากฮุน มาแณต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาพิจารณาเอกสารฉบับนี้ อาจจะชะลอความคิดที่จะรื้อฟื้น MOU 2544 รวมถึงแผนการลงทุนทางพลังงานของทั้งสองประเทศออกไปด้วย
การแสดงจุดยืนคัดค้านการรื้อฟื้นบันทึกความเข้าใจฉบับดังกล่าวจากทั้งสองชาติล้วนมีความสำคัญในฐานะที่แนวคิด “ชาตินิยม” นั้นฝังรากลึกลงไปในความคิด จากกรณีปราสาทเขาพระวิหาร มาจนถึงความขัดแย้งเชิงวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้งบนโลกออนไลน์ บนความคิดที่ว่าชาติตัวเองอยู่เหนืออีกชาติหนึ่ง กลายเป็นเหมือนสงครามย่อย ๆ บนโลกอินเทอร์เน็ตที่ไม่รู้จบไม่รู้สิ้น ทั้งยังสะท้อนผ่านภาพลบของอีกชาติหนึ่งบนสื่อต่าง ๆ ด้วย
เหนือกว่าความขัดแย้ง ไทยและกัมพูชาล้วนเลือกรับและปรับใช้วัฒนธรรมซึ่งกันและกัน เผยแพร่วัฒนธรรมให้กัน ทั้งภาษา วัฒนธรรม ศิลปะ ประเพณี หรือแม้กระทั่งอาหารการกินที่คล้ายคลึงกัน จนแทบจะเรียกได้ว่าผสมกลมกลืนกันอย่างแนบเนียน
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดใดก็ตาม อดีตก็พอจะมีบางสิ่งให้เราเรียนรู้อยู่บ้าง ว่ากรณีพิพาทที่มี “เขตแดน” เข้ามาเกี่ยวข้องนั้น จำเป็นต้องใช้เวลาและความละมุนละม่อมทางการทูตในการประสานประโยชน์ซึ่งกันและกัน เพื่อสันติ และความร่วมมือที่ดีของทั้งสองชาติ
และเพื่อให้รอยร้าวระหว่างกันนั้น สมานเข้ากันได้ในที่สุด
อ้างอิงจาก
ใกล้รุ่ง อามระดิษ. (2567). การรับรู้และความเข้าใจของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของกัมพูชาที่มีต่อไทย: กรณีศึกษาข่าวเกี่ยวกับไทยในหนังสือพิมพ์กัมพูชา. ใน วรรณมาลิน อักษรศิลป์กัมพุช: รวมบทความว่าด้วยภาษาและวรรณกรรมสมัยใหม่ของกัมพูชา. กรุงเทพฯ: สาขาวิชาภาษาเขมร ภาควิชาภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
