สิ่งแรกที่สุดที่คนเราพอจะรู้จักกันได้ นอกจากหน้าตา ก็คือ “ชื่อ” นี่แหละ
เพราะชื่อเป็นสิ่งที่บอกตัวตนได้โดยไม่ต้องพูด อยู่ในทุกการแสดงความเป็นเจ้าของ เอกสารทุกชิ้นที่เกี่ยวข้องกับตัวเราก็มีชื่อ สิ่งที่คนเรียกแล้วเราหันก็คือ “ชื่อ”
แต่บางสถานการณ์ในชีวิต ก็อาจทำให้รู้สึกว่าเราต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง ชื่อกลายเป็นตัวเลือกหนึ่งที่ผู้คนเลือก “เปลี่ยน” บ้างก็ว่าเปลี่ยนแล้วชีวิตดีขึ้น บ้างก็ว่าเปลี่ยนแล้วจะทำให้ปลอดโรค ปลอดภัย
แล้วชื่อสำคัญแค่ไหน มีผลอย่างไรต่อชีวิตบ้าง? Main Idea ขอจับคอนเซปต์เรื่องชื่อมาร้อยเรียง และเล่าให้ฟัง ณ บัดนี้
นามนั้นสำคัญไฉน?
หากจะเอ่ยถึงที่มาของการตั้งชื่อแล้ว ก็อาจต้องสืบค้นกันอย่างยาวนาน ชนิดที่เชื่อมโยงได้กับตำนานการสร้างโลกได้ทีเดียว
ในศาสนาคริสต์และอิสลาม พระเจ้าทรงสร้างสรรพสิ่งขึ้นมา รวมถึง “มนุษย์” คนแรก ส่วนทางศาสนาพุทธ มนุษย์กลุ่มแรกเคยเป็น “อาภัสสรพรหม” ที่เหลือรอดจากไฟบรรลัยกัลป์และน้ำท่วมโลก ที่ลงมากินง้วนดิน ส่วนตำนานท้องถิ่นลุ่มแม่น้ำโขงเล่าว่า มนุษย์เกิดมาจากน้ำเต้าปุง แล้วค่อย ๆ ออกมาตามแต่ละรูที่แถนเจาะไว้
แต่ไม่ว่ามนุษย์จะเกิดมาจากทางไหน มนุษย์ก็เป็นผู้ตั้งชื่อสิ่งต่าง ๆ รวมถึงตั้งชื่อให้กันเอง
เราอาจจะบอกได้ว่า “ชื่อ” เกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กับระบบภาษาทีเดียว เนื่องจากระบบภาษาสอดคล้องกับการ “ให้ความหมาย” ที่มนุษย์สร้างขึ้นมาด้วย จนกลายเป็นศาสตร์ที่ชื่อว่า “อรรถศาสตร์ปริชาน” ที่มุ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาษา และแนวคิดของมนุษย์
หากหันแง่มุมมาทางการเมือง-สังคมสักนิด หลุยส์ อัลธูแซร์ (Louis Althusser) ได้เคยเสนอแนวคิดว่าด้วย “อำนาจแห่งการเรียกขาน” เอาไว้ แนวคิดนี้มีคอนเซปต์ง่าย ๆ ว่า ถ้าเรียกชื่อไหนแล้วหัน ก็จะสะท้อนความสัมพันธ์เชิงอำนาจและโครงสร้างเอาไว้ภายใต้คำเรียกนั้นแล้ว
หรือในทางกฎหมาย ไทยมี “พระราชบัญญัติชื่อบุคคล” ที่กำหนดว่า ชื่อของคนไทยแต่ละคนต้องมีลักษณะอย่างไรบ้าง กล่าวคือ เราสามารถตั้งชื่อตัว ชื่อรอง และชื่อสกุลได้ โดยชื่อตัวจะต้องไม่คล้ายกับพระปรมาภิไธย (ชื่อ) ของพระมหากษัตริย์ หรือพระนามของเจ้านาย และความหมายไม่หยาบคาย
ชื่อจึงไม่ได้บ่งบอกเพียงแค่ว่าคน ๆ หนึ่งคือ “ใคร” เท่านั้น แต่ยังหมายรวมไปถึงแนวคิดที่สะท้อนลงไปสู่ทัศนคติที่มีต่อตนเองและสิ่งรอบข้าง ไปจนถึงการจัดวางความสัมพันธ์ระหว่างตัวบุคคล กับผู้คนรอบตัวไปด้วย
มากไปกว่านั้น ชื่อยังเป็นเสมือนเครื่องบ่งบอกตัวตนของคน ๆ นั้นไปด้วย และอาจ “บอกใบ้” อะไรเกี่ยวกับชีวิตไปด้วยเช่นกัน และเหตุผลนี้แหละ ที่อาจทำให้คนตัดสินใจ “เปลี่ยนชื่อ” ไปได้เช่นกัน ด้วยกลไกสำคัญหนึ่งคือ “โหราศาสตร์”
ภาษา – เวลา – ดวงดาว
ว่ากันว่าสิ่งใดใดก็ตามในชีวิตก็อาจเปลี่ยนแปลงได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนไปคือ “วันเดือนปีเกิด”
วันเวลาดังกล่าว สัมพันธ์กับการโคจรของดวงดาวบนฟากฟ้า ที่ว่ากันว่าจะกำหนดดวงชะตาและชีวิตของคน ๆ นั้นไปตลอด ซึ่งรวมไปถึงการตั้งชื่อที่จะอยู่กับเราไปด้วย
หากลองเปิดอ่าน “หนังสือตั้งชื่อ” ดู จะพบว่ามีศาสตร์ย่อยต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น “ทักษาปกรณ์” ที่แบ่งตัวอักษรเป็นวรรค ๆ ที่ขึ้นต้นด้วยบริวาร และจบลงด้วยกาลกิณี ที่เป็นวรรคต้องห้าม เช่น เกิดวันจันทร์ มีสระเป็นกาลกิณี คนจึงไม่นิยมตั้งชื่อลูกที่เกิดวันจันทร์ให้มีสระ ไม่แปลกที่หลายคนอาจจะคาดเดาวันเกิดจากชื่อกันได้
หรือ “เลขศาสตร์” ที่นับผลรวมของตัวเลขว่าดีหรือไม่ อย่างไร หากผลรวมดี รวมกับนามสกุลแล้วดี ชีวิตก็จะดียิ่งขึ้นไปอีก แต่ถ้าชื่อเสีย นามสกุลดี และผลรวมออกมาดี อะไรที่หนักหนาก็อาจจะบรรเทาเบาบางลงไปได้
มากไปกว่านั้น ยังมีศาสตร์การตั้งชื่ออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอีก ไม่ว่าจะเป็น “อักษรเทวดา-หลาวเหล็ก-ผีหลวง” ศาสตร์การตั้งชื่อของล้านนา หรือการนับค่าอายตนะจากตัวอักษร หรือเลข 7 ตัว 9 ฐานที่วิเคราะห์ตามวันเกิดด้วย การตั้งชื่อยังต้องสอดคล้องกับเพศ มีความหมายเป็นมงคล ฟังแล้วไพเราะ และที่สำคัญ ต้องไม่ “สูงศักดิ์” เกินไป เช่น ไม่พ้องกับนามของเทพเจ้าในศาสนาต่าง ๆ ไม่พ้องกับพระนาม และชื่อเรียกของพระพุทธเจ้า เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลแก่เจ้าของชื่อนั้น ๆ เอง
ตัวอย่างการตั้งชื่อตามดวงที่เห็นชัดที่สุดคือ พระราชโอรสธิดาของรัชกาลที่ 4 ซึ่งจะผูกดวงพระชะตาของพระราชโอรสธิดา ก่อนจะพระราชทานพระนามให้ในวันขึ้นพระอู่เมื่อครบเดือนนั่นเอง
แต่ก็มีหลายครั้ง ที่เราเห็นการเปลี่ยนชื่อด้วยเหตุผลของดวงชะตา หรือเพื่อให้แคล้วคลาดจากโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ อย่างในวรรณคดีสุดคลาสสิกอย่าง “ขุนช้างขุนแผน” นางพิมพิลาไลย นางเอกของเรื่องล้มป่วยลง เพราะอดหลับอดนอนรอข่าวทัพขุนแผนติดกันหลายวัน มดหมอทั้งเมืองสุพรรณรักษาก็ไม่หาย นางศรีประจันผู้เป็นแม่จึงไปปรึกษาขรัวตา ได้ความว่าดวงชะตาของนางถึงคราวตกยาก ต้องพลัดพรากจากคนรัก ต้องเปลี่ยนช่ือนางเป็น “วันทอง” จึงจะหายดีและชีวิตดีขึ้น แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ
ด้วยเหตุผลนี้เอง หลายคนจึงเปลี่ยนชื่อด้วยเหตุผลเกี่ยวกับดวงชะตา และสัมพันธ์กับอาการป่วย
“รู้สึกว่าจะเปลี่ยนชื่อหลังจากป่วยหนักเข้าโรงพยาบาล แล้วแม่ไปหาหมอดูให้ตั้งให้ เหมือนชื่อปัจจุบันจะผลรวมแล้วออกมาดีกว่า เลยเปลี่ยน” พรทิพย์ อายุ 50 ปี ระบุกับ elements
“หลังจากนั้น ถ้ามีเหตุการณ์อะไรที่เฉียดตาย ก็รอดมาได้ตลอด ไฟดูดก็รอดมาได้ จมน้ำก็รอดมาได้ เคยไปเที่ยวกับเพื่อน เล่นสวนน้ำแล้วลงสไลด์เดอร์มาทับ ๆ กัน ก็รอดมาได้”
เช่นเดียวกับ เพียว (นามสมมติ) นักเขียนอายุ 32 ปี ที่เล่าว่า หลังจากน้องสาวประสบอุบัติเหตุ และผ่านพ้นจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ ครอบครัวของเขาก็เปลี่ยนชื่อกันเกือบทุกคน
“แต่แม่เปลี่ยนกลับไปชื่อเดิมเพราะชอบมากกว่า ส่วนน้องเปลี่ยนชื่อแล้ว ชีวิตดี ไม่มีปัญหาสุขภาพ ทำงานมาหลายเดือนก็แฮปปี้กับงาน รายได้ดี แต่สำหรับเราเปลี่ยนแล้วชีวิตพลิกลงจนเอะใจ เพราะชื่อมันยุ่งเหยิง ประกอบกับได้รับคำแนะนำว่า ถ้าเป็นนักเขียนอย่าใช้ชื่อจริงเป็นนามปากกา ก็เลยคุยกับที่บ้านว่าอาจจะเป็นไปได้ เลยอยากหาที่เปลี่ยนชื่ออีกรอบ”
ในด้านความเปลี่ยนแปลงของดวงชะตา แนท (นามสมมติ) วัย 48 ปี เล่าให้เราฟังว่า
“ตอนแรกปู่ตั้งชื่อเดิมให้ เพราะดูดวงไว้หมดแล้วว่าอยากให้เป็นนักการเมือง แต่ว่าที่ไปเปลี่ยนชื่อเพราะมีคนชวนไปดูดวงเปลี่ยนชื่อพอดี แล้วตั้งแต่เปลี่ยนมาก็ข้องเกี่ยวกับวงการการเมืองน้อยลง (มั้ยนะ)”
“อีกอย่าง เราไม่ชอบให้ถูกเรียกด้วยชื่อเก่า เพราะสมัยเรียนคนที่จะเรียกชื่อจริงเราบ่อย ๆ คือครู แล้วเราไม่ชอบถูกเรียกอ่านหนังสือหน้าชั้น เพราะเป็นเลขที่ 1 แล้วก็เป็นคนมีเรื่องกับครูบ่อยด้วย ตอนเด็ก ๆ ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมครูต้องให้อ่านหนังสือหน้าชั้นด้วย”
ส่วน ณัฐกฤช อายุ 27 ปี เปิดเผยกับเราสั้น ๆ ว่า “เปลี่ยนชื่อเพราะตอนอนุบาลป่วยบ่อย แต่ไม่คิดว่ามีผลอะไร ไม่ใช่หนทางแห่งพุทธะ”
แต่สิ่งนี้ทำให้เราสงสัยว่า แล้วมีเหตุผลในทางจิตวิทยาหรือไม่ ที่ทำให้การเปลี่ยนชื่อ มีส่วนเปลี่ยนชีวิตของเราได้
เรียกชื่อ สื่อถึงใจ
ณตภณ วัย 27 ปี เปลี่ยนชื่อมาแล้ว 2 ครั้ง ด้วยปัจจัยเดียวกันคือ ประสบกับ “เรื่องร้าย ๆ” ในชีวิต
“ตอนแรกก็รู้สึกว่าชีวิตเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น แล้วพอเรารู้ความหมายชื่อ มันก็จะทำให้เราเปลี่ยนทิศทางการใช้ชีวิตพอสมควร” เขาเล่า
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะงานวิจัยของ Jean Twenge ระบุว่า คนที่ไม่ชอบชื่อของตัวเองมีแนวโน้มที่จะปรับสภาพจิตใจได้น้อยกว่า รวมไปถึงความมั่นใจในตัวเองที่ลดน้อยลง เนื่องจากชื่อมีผลต่อความพึงพอใจในชีวิต ในฐานะสิ่งที่บ่งบอกภูมิหลังครอบครัวและเป็นตัวแทนของคน ๆ นั้น
มากไปกว่านั้น David Zhu นักวิจัยจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยแอริโซนาและคณะได้สำรวจชื่อของกลุ่มตัวอย่าง CEO กว่าพันคน พบว่า ยิ่งพวกเขาชื่อแปลก หายากแค่ไหน ธุรกิจของพวกเขาก็ยิ่งมีกลยุทธ์ที่แตกต่างมากเท่านั้น เนื่องจากพวกเขารับรู้ว่า ตัวเองนั้นแตกต่างจากคนอื่น ๆ ซึ่งกระตุ้นความมั่นใจในตัวเองให้มากขึ้นไปด้วย สอดคล้องกับงานวิจัยของ ไช่ หัวเจี้ยน และคณะจากสถาบันจิตวิทยาแห่งปักกิ่งที่ระบุว่า คนที่มีชื่อแตกต่างจากคนอื่น มักจะประกอบอาชีพที่แตกต่างจากคนอื่นไปด้วย
นอกจากเรื่องอาชีพแล้ว ชื่อของเรายังมีผลงานวิจัยของ Robert Busching และ Johannes Lutz จากมหาวิทยาลัยแห่งพอตสดัม เยอรมนี พบว่า ผู้ที่มีชื่อที่ฟังแล้วรู้สึกเชิงบวก (เช่น โซฟี หรือ มารี) จะได้รับความช่วยเหลือจากผู้อื่นมากกว่า นั่นเป็นเพราะว่า ชื่อมีผลต่อความรู้สึกของผู้ฟัง และการปฏิบัติต่อเราไปด้วย ซึ่งงานวิจัยนี้ยังระบุอีกว่า คนที่ชื่อฟังแล้วดูเชย อาจมีแนวโน้มที่จะถูกปฏิเสธในการเดตมากกว่า เนื่องจากชื่อที่เชยนี้มีแนวโน้มที่จะสะท้อนระดับการศึกษาที่ด้อยกว่า และความมั่นใจในตัวเองที่น้อยกว่าคนที่มีชื่อทันสมัย หรือแปลกและแตกต่าง
การเปลี่ยนชื่อที่แตกต่างออกไปจากเดิมจึงไม่เพียงแต่จะเสริมให้ดวงชะตาเปลี่ยนแปลง แต่ยังส่งผลถึงจิตใจไปด้วย “นาม” นั้น จึงสำคัญต่อตัวบุคคลไม่แพ้ตัวตนที่เขาเป็นเลยทีเดียว ขณะเดียวกัน นอกจากชื่อแล้ว จากงานวิจัยที่เราได้ยกมา ปัจจัยสำคัญที่ทำให้คน ๆ นั้นมีความสุขกับชีวิตมากขึ้น คือ ความมั่นใจในตัวเอง ที่เสริมสร้างได้ทั้งจากแรงใจของคนรอบตัว ไปจนถึงการบอกรักตัวเองในทุกคำพูดและการกระทำ
ท้ายที่สุด ไม่ว่าคุณจะเปลี่ยนชื่อตัวเองหรือไม่ อย่าลืมหาทางที่จะทำให้ “ชอบตัวเอง” มากขึ้นด้วยนะ
อ้างอิงจาก
