หน้าโซเชียลมีเดียขณะนี้ ไม่ว่าจะเลื่อนไปทางไหน ก็จะเห็นหน้าน้อง “โรมูลุส” และ “เรมุส” (Romulus & Remus) สุนัขป่า dire wolf ที่เกิดขึ้นมาคู่แรกหลังสูญพันธุ์ในรอบ 10,000 ปี จากการสกัดและเพาะ DNA ในฟอสซิลที่หลงเหลืออยู่ ซึ่งเป็นหนึ่งในโปรเจกต์ของบริษัท Colossal Laboratory and Biosciences บริษัทที่ต้องการจะ “De-Extinction” สิ่งมีชีวิตในอดีตอีกครั้ง
ไม่ว่าจะเป็นแมมมอธ หนูโบราณ หรือแม้กระทั่งหมาป่าที่สูญพันธุ์ไปนานแล้ว สิ่งหนึ่งที่เราเห็นจากการพยายามฟื้นคืนชีพสิ่งมีชีวิตแห่งโบราณกาล คือ ความสัมพันธ์กับ “ตำนาน” ที่กลายมาเป็นที่มาของสถานที่ และอารยธรรมจนกลายมาเป็นเราในปัจจุบัน
เช่นเดียวกับ โรมูลุส และ เรมุส (Romulus & Remus) ที่ผูกโยงกับตำนานการสร้างอารยธรรมโรมัน ที่แม้จะไม่เสร็จในวันเดียว แต่ก็ขับเคี่ยวไม่น้อยเลย
สองพี่น้องผู้ดื่มนม “หมาป่า”
หากจะกล่าวถึงตำนานการสร้างกรุงโรม ต้องตั้งต้นกลับไปที่ 771 ปีก่อนคริสตกาล
ณ เวลานั้น มีฝาแฝดคู่หนึ่งถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งบนบัลลังก์เดือด
ที่ดินแดนในตำนาน นามว่า อัลบา ลองกา (Alba Longa) มีกษัตริย์นูมิตอร์ (Numitor) ปกครอง พระองค์มีธิดานามว่า เรอา ซิลวิอา (Rhea Silvia) ทว่า นูมิตอร์ถูกน้องชาย นามว่า อมูลิอุส (Amulius) ชิงบัลลังก์ ทั้งยังบังคับให้เรอา ซิลวิอา บวชเป็นนางชีถือพรหมจรรย์ชั่วชีวิต เพื่อป้องกันไม่ให้นางให้กำเนิดผู้ใดที่จะมาแย่งชิงสิทธิอันชอบธรรมไปได้
แต่เรื่องเกิดตรงที่ เรอา ซิลวิอา บังเอิญตั้งครรภ์กับเทพมาร์ส เทพเจ้าแห่งสงคราม จนกระทั่งให้กำเนิดบุตรชายฝาแฝด นามว่า “โรมูลุส” (Romulus) และ “เรมุส” (Remus)
และเมื่ออมูลิอุสรู้เข้า จึงลอยแพสองกุมารออกไปในแม่น้ำไทเบอร์ แม่น้ำนี้เองที่จะกลายมาเป็นหนึ่งในอู่อารยธรรมสำคัญของโลกในอีกไม่นาน
ตัดภาพมาที่ทารกทั้งสอง ผู้ถูกลอยไปตามแม่น้ำไทเบอร์ จนกระทั่งถึงพื้นที่ราบแห่งหนึ่ง ที่มีต้นมะเดือฝรั่ง หรือ ฟิก (Fig) ศักดิ์สิทธิ์อยู่ ก็มีนกหัวขวาน และแม่หมาป่าที่เป็นบริวารของเทพมาร์ส มาพบเด็กน้อยสองคนลอยน้ำมา จึงเก็บฝาแฝดมาเลี้ยงดู และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง แม่หมาป่า ที่ให้นมเด็กทั้งสองจนเติบใหญ่

เวลาต่อมา คนเลี้ยงสัตว์นามว่า เฟาส์ตูลุส (Faustulus) ได้มาพบโรมูลุสและเรมุสที่ได้หมาป่าและนกหัวขวานคอยป้อนข้าวป้อนน้ำ จึงรับเอาทารกทั้งคู่ไปเลี้ยงดูกับภรรยาจนเติบใหญ่ โรมูลุสและเรมุสจึงได้รู้ชาติกำเนิดที่แท้จริงของตนเอง และได้ยกทัพนักผจญภัยวัยหนุ่มไปสังหารอมูลิอุส ก่อนจะยกบัลลังก์คืนให้กับนูมิตอร์ผู้เป็นตา
ส่วนฝาแฝดนั้น ก็ได้เดินทางกลับไปสร้างเมืองในที่ที่พวกเขาได้ขึ้นฝั่งมา และปกครองเมืองร่วมกัน ทว่าเวลาต่อมา ทั้งสองก็เกิดความขัดแย้งกันจนถึงขั้นลงไม้ลงมือ ท้ายที่สุด โรมูลุสก็สังหารเรมุส น้องชายแท้ ๆ ด้วยน้ำมือตัวเอง และดินแดนของโรมูลุสนั้น ก็ได้รับการขนานนามว่า “โรม” ตามชื่อของกษัตริย์องค์แรกของเมือง
เรื่องราวของโรมูลุสและเรมุสได้รับการบันทึกในประวัติศาสตร์มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตกาล ในฐานะตำนาน “ภูมินาม” หรือเรื่องว่าด้วยที่มาของชื่อเมืองและสถานที่ต่าง ๆ มากไปกว่านั้น ด้วยตำนานนี้เอง ชาวโรมจึงนิยามตนเองว่า เป็นผู้สืบเชื้อสายมาแต่เทพเจ้าแห่งสงครามอย่างเทพมาร์สนั่นเอง
และตำนานบทนี้ ก็ได้รับการเล่าขานมาจวบจนปัจจุบัน และมีอนุภาคสำคัญ คือ “ทารกแฝดที่กินนมหมาป่า”
หมาป่าแห่ง Game of Thrones และตำนาน “เมาคลีล่าสัตว์”
นอกเหนือจากตำนานการสร้างเมืองหลวงแห่งอารยธรรมของโรมูลุสและเรมุสแล้ว “หมาป่า” ยังมีบทบาทสำคัญในนิยายแฟนตาซี เกม และสื่อื่น ๆ ที่มีโครงเรื่องเหนือความเป็นจริงด้วย หนึ่งในนั้นคือ Game of Thrones นวนิยายจากปลายปากกาของ จอร์จ อาร์.อาร์. มาร์ติน (George R.R. Martin) ที่กลายเป็นซีรีส์มหากาพย์แห่งช่อง HBO ที่เคยมีตัวตนอยู่จริง
หากใครเป็นแฟนของ GoT คงจะคุ้นเคยว่า สายพันธุ์ของเจ้าหมาป่าพี่น้อง โรมูลุส – เรมุส อย่าง Dire Wolf ก็คือ “หมาป่าโลกันตร์” ในซีรีส์นั่นเอง พวกมันมีขนาดใหญ่ราว ๆ กับม้าเลยทีเดียว
Dire Wolf จัดเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ยึดครองพื้นที่ในยุคไพลสโตซีน เช่นเดียวกับแมมมอธขนดกและเสือเขี้ยวดาบ (แบบในเรื่อง Ice Age นั่นแหละ) และถึงแม้มันจะมีพละกำลังแข็งแรง และเน้นการล่าเป็นงานกลุ่ม แต่มันก็พ่ายแพ้ในสงครามการหาอาหารที่ใครปราดเปรียวกว่า ก็ได้กินเยอะกว่าอยู่ดี
นอกจากจักรวาลซีรีส์แล้ว อนุภาค “หมาป่าเลี้ยงคน” ก็ยังมาปรากฏตัวในสื่อบันเทิงอีก อย่าง “เมาคลีลูกหมาป่า” แอนิเมชันจากค่ายดิสนีย์ ที่ดัดแปลงมาจากนวนิยายของ รัดยาร์ด คิปลิง (Rudyard Kipling) ว่าด้วยเมาคลี เด็กชายที่ถูกทิ้งไว้ในราวป่า เสือดำบากีราผ่านมาเห็น จึงนำไปฝากไว้กับสองผัวเมียหมาป่าเลี้ยงดูเสมือนลูกแท้ ๆ และสอนให้เข้าใจ “กฎของป่า”
และหากใครจะย้อนความหลังวัยเยาว์ไปได้ เจ้าเพลง “เมาคลีล่าสัตว์” ก็มาจากเรื่องราวนี้เอง นั่นเป็นเพราะว่า บิดาแห่งลูกเสือโลกอย่างเบเดน โพเวลล์ เป็นเพื่อนรักกับรัดยาร์ด และนำเรื่องราวนี้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนลูกเสือ เพื่อเปรียบเปรยให้รู้ถึงชีวิตในป่าไปด้วย
Romulus & Remus: การฟื้นคืนชีพ “ตำนาน”
อย่างที่เราเกริ่นไปข้างต้น Colossal Laboratory and Biosciences บริษัทด้านพันธุกรรมและวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ผู้ให้กำเนิดเจ้าโรมูลุสและเรมุส ได้ค้นคว้าหาวิธีการเพื่อคืนชีวิตให้กับสัตว์ในอดีต เพื่อกลับมาแก้ไขปัญหา “การสูญพันธุ์” ที่กำลังจะกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของโลกในอนาคต
ภารกิจสำคัญของ Colossal ที่เคยประกาศกร้าวเอาไว้ คือการฟื้นคืนชีพ “แมมมอธขนดก” ผู้ครองโลกในยุคน้ำแข็ง รวมไปถึงสัตว์อื่น ๆ อย่างนกโดโด้ หรือแม้กระทั่งเจ้า Dire Wolf นี้
โรมูลุสและเรมุสถือกำเนิดขึ้นในวันที่ 1 ตุลาคม 2024 ซึ่งหมายความว่าตอนนี้ พวกมันมีอายุ 6 เดือนแล้ว หลังจากพยายามมากว่า 18 เดือน ในการสกัดเอา DNA ของหมาป่าชนิดนี้จากฟอสซิลและโครงกระดูกที่ยังหลงเหลืออยู่ จากนั้น ก็นำมาเพาะเลี้ยง ทดลอง และสร้างแบบจำลอง DNA ก่อนที่จะทำการโคลนนิ่ง (Cloning) เพื่อปรับปรุงลักษณะทางพันธุกรรมให้ตรงกับบันทึก โดยใช้หมาป่าสายพันธุ์ปัจจุบันเป็นตัวตั้งต้น

แนวทางการเพาะพันธุ์หมาป่าโลกันตร์นี้เอง ได้กลายมาเป็นแนวทางในการอนุรักษ์ “หมาป่าแดง” สุนัขพื้นเมืองของสหรัฐ ซึ่งมีสถานะเป็น “สัตว์ใกล้สูญพันธุ์ขั้นวิกฤต” ตามรายงานขององค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) ทั้งนี้ มีรายงานว่า มีหมาป่าชนิดดังกล่าวหลงเหลืออยู่ในป่าตามธรรมชาติเพียง 20 ตัวเท่านั้น
และการคืนชีวิตให้กับสัตว์ในอดีตคราวนี้ อาจเป็น “หนทางรอด” ของมนุษยชาติไปด้วย หากเราพิจารณาถึงทฤษฎีว่าด้วย “การสูญพันธุ์ครั้งที่ 6” (The 6th Mass Extinction) ที่มนุษย์คือตัวแปรสำคัญที่เร่งการสูญพันธุ์ครั้งนี้ให้เร็วขึ้น น่าสงสัยว่า การคืนชีพสัตว์เหล่านี้จะเป็นการแก้ปัญหาที่ “ถูกที่คัน” จริงหรือไม่
อ้างอิงจาก
