Once Again Hostel

Once Again Hostel คือหนึ่งในโฮสเทลที่ยืนระยะมายาวนานบนคอนเซปต์ที่เชื่อใน “เมืองที่ดี” และการซัพพอร์ต “เพื่อนบ้าน” รอบโฮสเทล ด้วยการสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน ไม่ว่าจะด้วยวิธีคิด การออกแบบบริการ หรือแม้กระทั่งการสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชนรอบข้างอย่างยั่งยืน ชนิดที่เรียกได้ว่าถ้าอยากได้ความ “เรียล” ของชีวิตคนไทย ให้มาพักที่นี่

เพราะนอกจากผลกำไร-ขาดทุน สิ่งสำคัญที่ทำให้ธุรกิจดำเนินไปได้คือ “ความตั้งใจ” ที่อยากให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากที่ไหน โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรมและโฮสเทลที่แข่งขันกันสูงในประเทศที่มีการท่องเที่ยวเป็นตัวชูโรงด้านเศรษฐกิจ รุ่มรวยด้วยวัฒนธรรม และมีเสน่ห์ของผู้คน จนทำให้นักท่องเที่ยวอยากมาสัมผัสสักครั้ง

ในฐานะที่วนเวียนย่านเมืองเก่ามาร่วมทศวรรษ การตามหาโฮสเทลแห่งนี้จึงไม่ยากนัก เมื่อสบโอกาส เราจึงชวนทีมลัดเลาะข้างศาลาว่าการกรุงเทพฯ มาคุยกับ “มิก-ภัททกร ธนสารอักษร” Co-Founder ของที่นี่

เพื่อตามหาว่า วิธีคิดทางธุรกิจและเมืองที่ดีกว่าในสายตาโฮสเทลแห่งนี้คืออะไร

Q&A 1
ทำแล้วได้อะไร – ได้ “ซัพพอร์ตชุมชน”

ก่อนจะเป็น Once Again Hostel ที่นี่เป็นตึกเก่า เคยเป็นโรงพิมพ์เก่าของครอบครัวมิก เคยเป็นออฟฟิศเก่าของตัวเขาและพี่ชาย และเมื่อที่นี่กลายเป็นที่ว่าง ความคิดที่จะต่อยอดพื้นที่นี้จึงเกิดขึ้น จนลงตัวที่การดัดแปลงพื้นที่นี้ให้กลายเป็น “โฮสเทล”

แน่นอนว่าในวันที่มิกเสนอที่บ้านว่าอยากทำโฮสเทล สิ่งที่ทางบ้านเป็นกังวลต่อว่าลูกชายวัยเพิ่งเริ่มทำงานมากที่สุดคือ ความอยู่รอดเชิงธุรกิจ

“ถ้าพูดกันตรง ๆ ก็คือเงินทุน ที่ที่บ้านกังวลว่าจะคุ้มไหม ลงทุนแล้วจะรอดหรือเปล่า เพราะในตอนนั้นโฮสเทลแถวข้าวสารดังมาก มาทำที่นี่แล้วจะได้อะไร ก็เลยมีเรื่องของที่ตั้ง แล้วก็ตลาดในยุคนั้นที่เราไม่รู้ว่าส่วนแบ่งจะมากน้อยแค่ไหน”

เพราะดูเหมือนธุรกิจโรงแรมจะมี “จุดร่วม” มากมาย เขาจึงเสาะแสวงหา “จุดต่าง
และเพราะไม่อยากเป็นโฮสเทล “ธรรมดา” ประเด็นเรื่องพื้นที่และชุมชนจึงได้รับการค้นพบ และทำให้ที่นี่ “ไม่ธรรมดา

“เราเคยไปนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ มันจะมีห้องหนึ่งที่เล่าเรื่องชุมชนอยู่ประมาณ 9 ชุมชน แล้วรู้สึกว่ามีเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับเกาะรัตนโกสินทร์ เราเลยลองศึกษาเพิ่มเติม แล้วนำมาเป็นคอนเซปต์ในชุมชน ตั้งแต่แง่ออกแบบไปจนถึงคอนเซปต์การทำงาน เพราะโฮสเทลมันมาจากคำว่า “Host” ที่หมายถึงเจ้าบ้าน เราเลยอยากทำให้ความเป็น Host มันแสดงตัวออกมาผ่านความเป็นท้องถิ่น เริ่มตั้งแต่โลโก้เลย แล้วเราทำการรีเสิร์ชมาเป็นงานออกแบบ พอกำลังจะก่อสร้าง พอดีเรารู้จักกับ ศานนท์ (หวังสร้างบุญ – ปัจจุบันเป็นรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร) ที่ตอนนั้นทำงานเอกชน แต่วันหยุด เขาทำงานกับชุมชน สังคม เพื่ออยากให้ชุมชนเข้มแข็งขึ้น เลยคุยกับศาว่าสนใจไหม มาทำด้วยกัน ก็ได้แรงบันดาลใจเรื่องการพัฒนาพื้นที่ ผู้คน แล้วก็ชุมชนโดยรอบ แล้วการทำตรงนี้เหมือนเป็นแรงบันดาลใจให้ศานนท์อยากจะทำงานเมืองต่อด้วย

Q&A 2
ซัพพอร์ตชุมชนยังไง – ทำให้ “เติบโตไปอย่างที่เป็น”

เหมือน Once Again Hostel จะจับคอนเซปต์ถูกทาง แต่มิกและศาพบอุปสรรคใหญ่ข้อหนึ่ง

“แต่ว่าพอเราลงพื้นที่จริง ๆ เราพบว่าชุมชนหลายที่ไม่อยู่แล้ว ภูมิปัญญาบางอย่างหายไปแล้ว เหลืออยู่แค่ไม่กี่ชุมชน อย่างชุมชนบ้านบาตร ตีทอง หรือชุมชนทำสายรัดประคดที่อยู่ใกล้ ๆ นี้ แล้วก็ชุมชนบ้านน้ำอบที่ปัจจุบันเหลือแค่ตระกูลเดียว เราก็เลยคุยกันว่า ในเมื่อหลายชุมชนไม่อยู่แล้ว เราก็ไม่ฝืนไหม เราไม่อยากเอาคนที่หายไปแล้ว ไม่ฝืนเอาประวัติศาสตร์มา display แล้วไม่เกิดประโยชน์อะไรกับพื้นที่”

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับชุมชนเหล่านี้มีทั้งที่เกิดขึ้นจากความเปลี่ยนแปลงเชิงอุตสาหกรรมที่เข้ามาทดแทนงานฝีมือ อาชีพที่อยู่คู่ชุมชนจึงสูญสลาย มีเพียงชื่อเท่านั้นที่พอจะบ่งบอกรากอดีต หรือแม้กระทั่งความเปลี่ยนแปลงโดยรัฐ Once Again จึงปรับมุมมองไปสู่การซัพพอร์ตชุมชนที่อยู่รอบข้างให้เติบโตไปด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างอาชีพให้กับคนเหล่านี้ ไปจนถึงผลักดันประเด็นใหญ่ ๆ อย่างการไล่รื้อชุมชนป้อมมหากาฬ

“จริง ๆ ตรงนี้ยังมีชุมชนวังกรมพระสมมตฯ ที่อยู่ในซอยข้าง ๆ อีก ตัววังปิดไม่ให้คนเข้า แต่มีผู้คนที่อยู่กับวังนี้มาก่อน เมื่อก่อนตรงนี้เขารับเย็บจีวรพระ ซึ่งตอนนี้ไม่เห็นแล้ว แต่มีคุณป้าที่อยู่ในซอยรับซักรีด เราก็เลยให้คุณป้าจัดการรับซักรีดเสื้อผ้าให้แขกของเรา เราเลยพยายามที่จะซัพพอร์ตชุมชนโดยรอบให้เติบโตไปด้วยกัน”

“หรืออย่างกรณีป้อมมหากาฬ เราเข้าไปพยายามจะทำให้สังคมรับรู้การไล่ชุมชน มีการจัดนิทรรศการ ชวนเพื่อน ๆ ที่เรียนด้วยกันมาช่วยกันทำให้คนรู้สึกว่าเรื่องนี้เงียบ แต่เราควรต้องจริงจัง และจริง ๆ มันไม่ใช่แค่เรื่องของคนใดคนหนึ่ง แต่มันคือการที่ภาครัฐสามารถใช้อำนาจทำอะไรก็ได้ เราเลยพยายามตั้งคำถามด้วยกันกับทุกคนที่มาดูนิทรรศการ ซึ่งตอนแรกเลยคนในชุมชนดูเหมือนจะไม่ค่อยต้อนรับ แต่เราก็ต้องใช้เวลา ใช้ความสม่ำเสมอ เข้าไปคุยอย่างต่อเนื่อง จนเรารู้ว่าชุมชนเหล่านี้บางทีถูกแสวงหาผลประโยชน์เยอะมาก คือแรก ๆ มาก็คุยดี แต่ทำไปทำมาก็แค่พาไปรู้จักเฉย ๆ แต่สุดท้ายมันเป็นเหมือนทัวร์ชะโงกที่ไม่ได้ให้คุณค่าอะไรกับชุมชน หรือศานนท์จะลงพื้นที่ทุกสัปดาห์ หรือ 2 สัปดาห์ เป็นคนที่ลงพื้นที่มากกว่า คุยกับพี่ ๆ ป้า ๆ ในชุมชนเยอะ จนสุดท้ายทุกคนค่อนข้างต้อนรับ และให้พวกเรากลายเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนด้วยเหมือนกัน”

แม้กระทั่งโรคระบาดแห่งศตวรรษนี้อย่าง “โควิด-19” สิ่งแรกที่เราจะนึกถึงคือ “การกักตัว” ที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยวอย่างมหาศาล หลายเจ้าต้องปิดตัว หลายเจ้าขายกิจการ หลายเจ้าต้องเปลี่ยนแปลง ปรับตัวให้อยู่รอด

Once Again ก็ประสบปัญหาขาดรายได้ขาดรายได้เช่นกัน แต่โมเดลการรับมือของที่นี่ก็ยังน่าสนใจ เพราะที่นี่สามารถซัพพอร์ตทั้งคนทำงาน และชุมชนรอบข้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในช่วงล็อกดาวน์ เราอาจจะเคยได้ยินข่าวแพลตฟอร์มสั่งอาหารออนไลน์ “Locall” ที่เกิดมาเพื่อตอบโจทย์คนที่อยากสั่งอาหารจากหลายร้าน แต่ pain point สำคัญของแพลตฟอร์มรายใหญ่ในตอนนั้นคือไม่สามารถสั่งอาหารหลายร้านรวมกันในครั้งเดียวได้ Locall จึงอาสารวบรวมออร์เดอร์จากทางบ้านส่งต่อให้ร้านรวงเล็ก ๆ ละแวกเดียวกันปรุง พร้อมจัดส่งให้ถึงที่ 

“ด้วยข้อดีที่บังเอิญว่าที่ตรงนี้เป็นที่ของเป็นที่ของที่บ้าน ก็เลยคุยกับที่บ้านว่าขอพักค่าเช่าไว้ก่อน เพราะเราต้องเช่าที่ต่อจากหน่วยงานที่ดูแลตึกอีกที ประกอบกับเรามีโครงการฝึกงานที่ชื่อว่า “เป็ด” คือ เราไม่รู้ว่าตัวเองเก่งอะไร แต่ทำได้อย่างละนิดอย่างละหน่อย เลยให้ทำทุกอย่างเลย โปรแกรมนี้เลยรับสมัครน้อง ๆ มาคนหาตัวเองที่นี่ แล้วเราร่วมมือกับทาง SATARANA แล้วก็ร้านกาแฟ Rise Coffee ที่อยู่ใน Luk Hostel ซึ่งเป็นพาร์ตเนอร์เรา แล้วก็ Once Again คือเราจะให้น้องมาฝึกงานที่ละ 3 เดือน ทั้งหมด 9 เดือน โดยให้น้องเปลี่ยนตำแหน่งไปเรื่อย ๆ เพื่อให้รู้ว่าตัวเองอยากทำอะไร แล้วพอรับมาได้พักนึง โควิดก็มา น้องฝึกงานกลุ่มนี้เลยเคว้งคว้างนิดนึง เลยได้มาทำคอนเทนต์ ชวนกันทำเดลิเวอรีที่ซัพพอร์ตร้านอาหารละแวกนี้”

Q&A 3
เติบโตแบบนี้ได้ยังไง – ใช้ “พลัง” ของ “วัยเยาว์”

กว่าจะมาเป็นกระบวนการ และคอนเซปต์ทั้งหมดได้ สิ่งสำคัญที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันแรกคือ การค้นหาวิธีการ ลองผิดลองถูก เพื่อให้ธุรกิจไปได้ทั้งในเชิงแนวคิดและผลกำไร รวมไปถึงการมีเพื่อนที่ทำงานได้อย่างตรงไปตรงมา รวมไปถึงความสดใหม่ของความคิดด้วย

“คือพอมันเด็กอะ มันก็คิดแล้วลุยเลย แต่ว่าก็เป็นการลุยที่มีเป้าหมายนะ ว่าเราเป็นคนต้องการอะไร เราคาดหวังอะไร อาจจะทั้งสนุกทั้งบ้าบอคอแตก แต่สุดท้ายแล้วเราต้องการอะไรในเชิงพาณิชย์บ้าง ไม่ใช่สนุกไปวัน ๆ เดี๋ยวมันก็ดีเอง ถ้าเราทำอะไรไปแล้วมันไม่เวิร์กก็ต้องมาปรับใหม่เหมือนกัน”

“ข้อดีอีกอย่างก็คือเรากับศานนท์เคยทำงานด้วยกัน แล้วเรามองในเชิงคนรุ่นใหม่มากขึ้น พยายามหาคอนเซปต์เพื่อให้ธุรกิจมันมีทั้งเรื่องเชิงพาณิชย์และเรื่องที่เราเชื่อไปด้วย แล้วก็ทดลอง มีทั้งเวิร์กไม่เวิร์ก แต่เราค่อนข้างคุยกันแล้วแบบตรงไปตรงมา อาจจะด้วยความที่ทั้งสองคนรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนประเภทไหน ถ้าจะคุยกันว่า อันนี้ไม่เวิร์ก แต่ในคำว่าไม่เวิร์ก จะอธิบายเขายังไงให้เขาฟังเรา ถึงขั้นที่ว่าคุยเดี๋ยวนี้เห็นบางอย่างพร้อมกันปุ๊บรู้แล้วว่า คิดเหมือนกันไหม ข้อสําคัญมากคือต้องเป็นคนที่เปิดใจคุยกันตรง ๆ ได้ คือเรามีวิธีคิดทางธุรกิจใกล้เคียงกันด้วย มันก็เลยคุยกันได้ค่อนข้างดี ถามว่าความเห็นไม่ตรงกันมีไหม มันมีอยู่แล้ว แต่ว่าสุดท้ายแล้วเราก็จบด้วยหลักการอยู่ดี พอหลักการมันชัดทุกอย่างก็จะเคลียร์”

“เรามองว่าพื้นที่นี้ไม่ได้เป็นแค่พื้นที่เชิงพาณิชย์ แต่เราอยากเป็นพื้นที่ที่ชุมชนสามารถเข้ามาเยี่ยมเยียนได้ เลยเกิดกิจกรรมร่วมกับชุมชนเยอะ แต่พอนาน ๆ เข้า แขกต่างชาติมากขึ้น เขาก็มีความเขิน แต่ถึงแม้เขาจะไม่ได้มา เราก็จะคำนึงถึงคนในพื้นที่ แนะนำนักท่องเที่ยวให้ไปเที่ยว อย่างบาตรเล็ก ๆ ของชุมชนบ้านบาตร ซึ่งก็น่ารักดี คุณป้าที่ทำก็บอกว่าไม่ผิดพระธรรมวินัย เพราะบาตรพระมีกำหนดว่าต้องมีเส้นรอบวง 7-11 นิ้ว หรือป้าที่ดูแลเรื่องซักรีดให้เรา แล้วก็แนะนำให้แขกไปกินร้านอาหารแถบนี้ที่ไม่ได้อยู่ในไกด์บุ๊กต่าง ๆ คือไม่ได้ดังมาก แต่เราให้น้อง ๆ ไปลองเลยว่าอร่อยจริงหรือเปล่า ถ้าไม่อร่อยจริงก็ไม่อยู่ในไกด์บุ๊กของเราเอง แล้วก็ราคาไม่แพง แนะนำให้แขกเข้าร้านโชห่วยใกล้ ๆ แล้วเราได้ทำให้เพื่อนบ้านเติบโตขึ้น เราก็คิดว่าเรามีส่วนช่วยเหลือให้คนเหล่านี้เติบโตไปพร้อมเรา”

ซึ่งคอนเซปต์นี้เองก็ได้ส่งต่อไปเป็นเสมือน Identity ของ Once Again ด้วย เราถามมิกต่อไปว่า คาแรกเตอร์ของคนที่มาทำงานร่วมกันกับโฮสเทลแห่งนี้เป็นอย่างไร

คำตอบคือ สนุก และสร้างสรรค์ 

“บางกิจกรรมน้อง ๆ เป็นคนคิดด้วยซ้ำ ไม่ใช่เราคิด เพราะเราอยากให้มันเกิดขึ้นโดยความอยากทําของ คนทํางาน ไม่ใช่เป็นการที่เราเป็นคนสั่งให้เขาทำอย่างเดียว แต่ว่าถ้าเกิดมันเกิดจากความอยากทํา งานมันก็ออกมาดีอยู่แล้ว

คือต้องบอกว่า น้องที่มาทำงานที่นี่ที่เป็น Host คือ Front ตรง Reception พูดตามตรงว่า โอกาสเติบโตใน Career Path มันไม่ได้มีเยอะ ส่วนใหญ่ที่นี่เลยเป็นเหมือนที่เปลี่ยนผ่านของน้องที่เรียนจบใหม่ก่อนไปทำงานประจำสักอย่างในหลัก 6 เดือน 8 เดือน 1 ปี มาทำงานสนุก ๆ ค้นหาตัวเอง ซึ่งก็ทำให้เราได้น้องที่มาแบบใส่เต็มที่ แล้วไม่ได้คิดเยอะ ก็จะสนุก ๆ พอสนุกเต็มที่ก็ยิ่งสนุก เมื่อเดือนสองเดือนก่อนเพิ่งเจอแขกที่เคยมาตั้งแต่ก่อนโควิด แล้วหลังโควิดก็กลับมาอีก เขาก็ยังชอบที่นี่ เหมือนเป็นจุดจดจำของเขาว่าที่นี่มีความสนุกสนาน แล้วอยากกลับมาพักอีกรอบนึงถ้ากลับมาประเทศไทย”

“หรือช่วงหลังโควิดมา บอลไทยเราเริ่มบูมมากขึ้น ก็มีน้องที่อินบอลไทยมาบอกว่า พี่ ผมอยากพาแขกไปดูบอลไทย ปรากฏว่าแขกอินเข้าไปกว่าเดิมอีก แล้วในสนามมันจะมีการตะโกนด่ากัน ซึ่งมาหมดทุกอย่าง ฝรั่งก็เลยเอาด้วย ตะโกนคำหยาบด่ากัน เขาก็ถามนะว่าคำนี้มันแปลว่าอะไร ๆ เขาก็สนุกไปกับเรา แล้วเราแชร์กัน  คือเรารู้สึกว่ามันคือของจริงอะ”

“เราเข้าใจว่ามันมีวิธีการใช้ชีวิตของแต่ละคน ถ้าเราไปแนว luxury ก็ได้ จะไปแนว Finest ทุกอย่างคราฟต์ดีมาก ๆ เป็นงานช่างฝีมือ เราก็เข้าใจ แต่เราคาดว่ามีแขกหลายกลุ่มที่เราคาดว่าเป็นระดับ Billionaire ที่มาพักกับเรา แล้วเขาจอยกับเรา ออกไปสนุกกัน ไปข้าวสารแล้วอ้วกกลับมา มีขับตุ๊ก ๆ กลับมาจากข้าวสารก็มี แต่ว่าสนุก เราไม่รู้ว่านักท่องเที่ยวคาดหวังอะไร แต่ถ้าคาดหวังประสบการณ์ชีวิตอะ คุณมาที่นี่ได้ จะรู้เลยว่าประสบการณ์ชีวิตของจริงที่คนไทยเจอเป็นยังไง”

Q&A 4
ใช้วัยเยาว์แล้วยังไง – ได้ Local Business มากมาย

อีกสิ่งที่น่าสนใจคือช่วงหลังโควิด ย่านเสาชิงช้า-ประตูผีที่ดูจะซบเซา ได้กลายมาเป็นย่านสร้างสรรค์ที่สนุก ครึกครื้น จนกลายเป็นอีกย่านท่องเที่ยวที่น่าจับตามอง หรือแม้กระทั่งเพื่อนบ้านร่วมชายคาเองอย่าง Onibus Coffee ที่ซัพพอร์ตธุรกิจและสินค้าท้องถิ่นด้วย

“ตอนนี้เพื่อนบ้านของเราเปลี่ยนไปจากก่อนโควิด ย่านนี้มันกลายเป็นย่านที่มีผู้คน มีลูกหลานของตระกูลที่กลับมาพัฒนาย่านนี้เยอะมาก เจ้าของหลาย ๆ ร้านดังในตอนนี้กลับมาเอาที่ของที่บ้านที่เซ้งไว้ หรือปล่อยไว้มาพัฒนา คือสุดท้ายแล้วกลายเป็นว่าย่านนี้กำลังเป็นย่านที่กลับมามีชีวิต ลูกหลานมาเห็นคุณค่า แล้วมาทำอะไรบางอย่าง”

“ที่ไปชวน Onibus มา เพราะว่าเขามีแนวคิดเรื่องความเป็นเพื่อนบ้าน ท้องถิ่นอยู่แล้ว เลยคิดว่าแบรนด์นี้ นอกจากเรื่องเพื่อนบ้านแล้ว กาแฟเขาก็ดีมากจริงๆ ในเมื่อ product ก็ดี คอนเซปต์ก็ใช่ คิดว่าน่าจะเป็นแบรนด์ที่ไปด้วยกันได้ ก็เลยบอกกับศานนท์ว่าเอาเลย ลุยเลย แล้วเราชอบที่ว่าโอเปอเรชั่นของ Onibus ตอนนี้มันทั้งเฟรนด์ลี่แล้วก็ดีไซน์ ตอนแรกอะ ก็คือเราดีไซน์ร่วมกับทีม Onibus ให้มีดีเทล ด้วยความเป็นคนไทยอะเราจะใส่นู่นใส่นี่เยอะ ๆ นิดหนึ่ง พอทาง Onibus Japan เขามาดู เขาลดทอนให้มันเหลือแค่แบบให้ง่ายมาก ๆ  ผนังเอาแบบปูนเปลือย ให้มันไม่ต้องดีเทลเยอะ เขาบอกว่า มันต้องง่ายเพื่อเข้าถึงได้ง่ายและเฟรนด์ลี่กับผู้คน แล้วผมเชื่อว่ามันจะเป็นที่ที่ทำให้เกิดการรวมของผู้คนได้จริง ๆ เพราะว่ามันมีคนจากหลายที่เข้ามา  แม้กระทั่งในละแวกนี้ก็มากินกาแฟที่นี่กัน”

“หรืออย่างล่าสุดเลย ร้านข้าง ๆ อย่างร้านหนังสือเดินทางเนี่ย เขาถูกไล่ที่แล้วบังเอิญมาได้ที่นี่ กลายเป็นว่า เรามีทั้งที่พัก มีร้านกาแฟที่มั่นใจในคุณภาพ แล้วก็มีร้านหนังสือเดินทางที่เราคิดในใจว่าเมื่อไหร่จะทำเสร็จ แต่พอเราเข้าไปในร้านหลังจากทำเสร็จแล้วมันเหมือนอยู่คนละโลกเลย ไวบ์ที่เขาสร้างจากการที่เขาค่อย ๆ สร้างมันคือไวบ์ของ “ร้านหนังสือเดินทาง” จริง ๆ เราเข้าไปแล้วรู้สึก โห เราอินกับการอ่านหนังสือมาก ๆ ถึงแม้ว่าตรงนี้จะวุ่นวาย มีคนเดินไปเดินมา เราชอบที่อนาคตของพื้นที่ตรงนี้กําลังจะกลายเป็นสิ่งที่เราไม่อยากให้เป็นเหมือนที่อื่น เราไม่อยากให้มองว่าเราต้องเจริญเหมือนสุขุมวิท เราต้องมีร้านฮิป ๆ แบบอารีย์ เราไม่ได้อยากจะเป็นแบบนั้น เราอยากเป็นตัวของเรา”

มิกยังบอกเราอีกว่า ย่านนี้กำลังเกิดอะไรบางอย่างที่เป็น “ความเคลื่อนไหว” ที่น่าสนใจ เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบไม่พยายาม ไม่ต้องอาศัยนโยบายภาครัฐคอยชี้คอยบอก

แต่มันคือการพัฒนาย่าน จากคนในย่านเอง

“มันเกิดจากอยู่ ๆ ก็เกิดการอยากทำอะไรขึ้นมา มันก็เลยเป็นความสนุกที่ว่าพอมันเกิดจากความที่ไม่ใช่การที่นักธุรกิจเอาเงินมาลงทุน เป็นก้อน ๆ ไม่ได้เกิดจากการที่ภาครัฐมีนโยบายว่าต้องเป็นแบบนี้นะ เออแต่มันเกิดจากการที่แต่ละคนที่เป็นคนพื้นที่เดิมอยากจะทําอะไรสักอย่าง มันก็เลยเป็นธุรกิจที่มันไม่ซ้ำกันเลย เรายิ่งสนุกมากว่า มีร้านไอศกรีมเปิดใหม่ ร้านนี้ ๆ มีน้ำแข็งไสที่เป็นของคาว ไปกินไหม มันเลยเป็นความสนุกของย่าน เรามีทั้งของเก่า มีวัดอยู่ข้าง ๆ แต่ร้านข้าวต้มเป็ดแถวนี้ ทุกคนก็รู้แหละว่าขายแอลกอฮอล์กัน คือเรากำลังกินเหล้าตรงข้ามวัด ซึ่งมันจะหาที่ไหนได้

มันคือความตรงไปตรงมาของพื้นที่ เป็นเสน่ห์ของย่านที่เราอยากให้ที่นี่ในอนาคตมันยังคงความสนุกแบบนี้ไว้ อยากให้จิตวิญญาณของย่านยังคงความสนุกอย่างนี้อยู่ ไม่ใช้เวอร์เกิน ค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไป ให้มันออร์แกนิก เราเชื่อว่าการเติบโตแบบธรรมชาติ อย่างยั่งยืนมันดีที่สุดแล้ว”

Q&A 5
มี Local Business แล้วยังไง – เมืองเติบโตได้อย่าง “ยั่งยืน”

ท่ามกลางคอนเซปต์การส่งเสริมชุมชนให้เติบโตไปด้วยกัน จนถึงวันที่ย่านประตูผีกลายมาเป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวที่น่าสนใจ แล้ว “เมืองที่ดีกว่า” ของมิกและ Once Again Hostel คืออะไร

“เมืองที่ดีควรจะเข้ากับความต้องการของมนุษย์ขั้นพื้นฐานที่ดี เราควรจะเดินได้ดี ใช้เมืองได้แบบที่มันควรจะเป็น เรามองว่า เรามีต้นแบบสำหรับเมืองที่ดีในต่างประเทศค่อนข้างเยอะแล้ว เราสามารถศึกษาได้ แต่เราไม่จำเป็นต้องเป็นแบบเขาเป๊ะ ๆ  เราเชื่อว่าเมืองมันมีเสน่ห์ของมัน มีสีสันของมัน เราไปฝืนมันไม่ได้ เราคิดว่าอะไรที่เราสามารถหยิบยกจากต่างประเทศที่ใกล้เคียง เอาแค่สิงคโปร์ แค่ไต้หวัน เกาหลีญี่ปุ่น ถ้าเราหยิบยกวิธีการบางอย่างที่มันควรจะเอื้อต่อมนุษย์ เราควรทำแบบนั้น 

อย่างตอนนี้พอมีลูกปุ๊บ แค่จะเข็นรถเข็นลูกจากฟุตพาทนี้ไปกินไอศกรีมเยื้อง ๆ ปากซอย ต้องยกรถประมาณ 5 รอบ เราไม่สามารถเข็นรถเข็นลูกอย่างต่อเนื่องได้ อันนี้คือถ้าเราเข็นรถเข็นลูกได้อย่างต่อเนื่องได้ เมืองก็ดีขึ้นแล้วแค่นั้นเอง นั่นคือ better city ที่เรามองว่าควรจะเป็น หรืออย่างน้อยฝนตก น้ำท่วม มันก็คนด่าอยู่แล้ว คนด่ากทม. อยู่ทุกวันนี้ (หัวเราะ) เราแค่มองว่า สุดท้ายเราคงต้องพัฒนาเมือง ถ้าฝนตก เมื่อก่อนน้ำขังนาน ถ้าน้ำขังน้อยลง ระบายเร็วขึ้น มันก็ดีขึ้นแล้ว ถูกเปล่า ถ้าในอนาคต ค่อยๆ แบบท่วมน้อยลง จนไม่ท่วมเลย มันก็ค่อยๆ พัฒนาไป เรามองว่าเราจะมาคาดหวังอะไรภายในปีสองปี แล้วอยู่ ๆ แบบเมืองจะเปลี่ยนขนาดนั้นมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว

แต่ละคนมีนิยามเมืองที่ดีไม่เหมือนกัน แต่ผมคิดว่า สุดท้ายแล้ว มนุษย์โลกเป็นสปีชีส์เดียวกัน มีสิ่งที่มนุษย์ต้องการขั้นพื้นฐานที่ควรจะเหมือนกัน โอกาสต่าง ๆ ที่คนควรจะใช้ได้มันต้องเหมือนกันจริง ๆ อย่างอากาศ  เรากำลังมีลูกเล็ก แล้วพอเราขับรถขึ้นทางด่วน พอดูแล้วก็รู้สึกว่า เราจะตายเมื่อไหร่ เรากำลังจะตายด้วยสิ่งนี้ แล้วลูกเราล่ะ แล้วเพื่อนลูกที่วันนี้ต้องวิ่งเล่นในโรงเรียนอนุบาล  แล้วเราจะปล่อยให้เป็นแบบนี้จริง ๆ เหรอ คือ เรารู้สึกว่า แค่เรื่องพื้นฐาน ไม่ต้องไปไกล แค่ฟุตพาทเดินได้เข็นรถเข็นทั้งผู้พิการ ของเด็ก ใครก็ตามก็ใช้ทางเดินได้อย่างงี้ แล้วเราเดินแล้วไม่ต้องระวังว่าจะตกหลุมเมื่อไหร่ เมืองที่รู้สึกว่าเราอยู่ได้โดยที่ปอดไม่พัง เราไม่เป็นมะเร็งปอด ไม่รู้สึกว่าเมืองมันกำลังจะพัง 

มันเหมือนกับเรื่องรัฐสวัสดิการ ถ้ามีรัฐสวัสดิการที่ดี คนที่เป็น first jobber หรือคนทำงานจะไม่ต้องเป็นห่วงว่าที่บ้านจะมีกินไหม พ่อแม่จะลําบากไหม ต้องส่งมาให้ที่บ้านด้วย เมืองที่ดีก็เหมือนกัน เราไม่ต้องห่วงว่าฝนตกวันนี้จะต้องกลับบ้าน 3 ชั่วโมง เราจะหมดแรงเท่าไหร่ก็ไม่รู้ แต่เมืองที่ดีไม่ว่าฝนตกหน้าไหน เดือนไหนก็ตาม ก็ยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม ซึ่งคิดว่าทีมก็คงมองอะไรแบบนี้เหมือน ๆ กัน”

“เราคิดว่าอย่างน้อยที่สุด เราน่าจะมีส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เมืองมันเป็น better city ได้ระดับหนึ่งแล้วกัน แต่เราคาดว่า better city จริง ๆ แล้วอะที่เราชอบที่สุดคือแบบไม่ได้มาจากเราคนเดียว คือเราไม่ใช่ผู้นำการเปลี่ยนแปลง แต่เราเป็นคนที่คิดว่า เราพร้อมจะชวนเพื่อน ๆ เราพร้อมจะชวนใครก็ตามที่อยากจะเข้ามาทําอะไรสักอย่างในพื้นที่ตรงนี้ เรายินดีเป็นสถานที่ที่มานั่งคุยกัน มาแลกเปลี่ยน มาหาไอเดียร่วมกัน เพื่อให้ย่านนี้ เมืองนี้มันดีขึ้นในแบบที่มันควรจะเป็น”

Q&A 6
ก้าวต่อไปคืออะไร – เป็น “ที่พักใจ” และ “พื้นที่ของผู้คน”

มาถึงวันนี้ Once Again เติบโตขึ้น มีแพลนที่จะปรับเปลี่ยนตัวเองให้ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวได้หลากหลายมากขึ้น ขณะเดียวกัน นักท่องเที่ยวยังคงคลาคล่ำและเอนจอยไปกับกิจกรรมต่าง ๆ ที่โฮสเทลแห่งนี้ตั้งใจจัดให้คนไปสัมผัสกับชีวิตแบบ “เรียล ๆ” ของคนไทย ถึงกระนั้น คุณค่าสำคัญที่ที่แห่งนี้ให้กับภัททกรคือการเป็นที่พักใจของเขา

“เราทํางานออกแบบ ทำงานอื่น ๆ แล้วเหมือนกับเราเหนื่อยมากกับโลกข้างนอก งานส่วนใหญ่ที่เราทําเขาอยากเป็น งานที่ เป็นงานให้บริการแบบก็ตามใจลูกค้า ทำให้ต้องตามใจคนประมาณหนึ่งถึงแม้ว่าจะมีความเป็นตัวของตัวเองประมาณหนึ่ง พอกลับมาที่นี่ บางทีเรากลับมาเจอกันตอนเย็น มาเจอน้องที่ทำงานฟรอนต์ แบบ 4 คนนั่งด้วยกัน หรือว่าพวกแก๊งที่ทำงานกทม. ที่เป็นเพื่อน ๆ กัน ก็มานั่งที่นี่ มานั่งคุยไร้ สาระ บ้าบอคอแตกกัน  เรารู้สึกว่าพอกลับเข้ามา ก็คือที่พักใจของเราแล้ว มันเป็นอย่างนี้ในทุกๆช่วงของชีวิตที่ผ่านมาตั้งแต่มี Once Again มันไม่ต้องมานั่งคิดอะไร ถึงแม้จะเป็นที่ทำงานอีกที่หนึ่ง แต่ว่ามันคือการกลับมาเจอเพื่อน ๆ พี่น้อง เจอผู้คนมากกว่า จริง ๆ เป็นสิ่งที่เมื่อก่อนเราไม่เข้าใจเวลาคนบอกว่า Once Again ไม่ใช่สถานที่ แต่เป็นผู้คน วันที่เรารู้สึกเข้าใจคำนี้จริง ๆ คือวันที่มีโควิดมันเงียบ พอวันที่ Once Again เริ่มกลับมาเปิดแล้วผู้คนกลับมา มันทำให้รู้สึกว่า Once Again ไม่ใช่สถานที่จริง ๆ แต่มันคือที่ที่ผู้คนแต่ละคนมาพบปะเจอกัน มีผู้คนเหล่านี้อยู่ในพื้นที่ของเรา แล้วพอมีบ้านอยู่ที่นี่ด้วย เราอยู่ที่นี่เลย เรารู้สึกว่าแล้วเราสบายกายสบายใจ 

อีกอย่างที่ที่นี่ให้เราแบบมาก ๆ คือ การได้เจอคนต่างชาติเยอะ ๆ เรื่องภาษาทำให้เราไม่กลัวไปด้วย มีพี่ที่อยู่ชุมชนบ้านบาตร ที่เป็น Host ชุดแรกเลย เขาบอกว่า เขาขอทำกะกลางคืนนะ เพราะเขาพูดไม่เก่ง ไม่อยากเจอแขกมาก แต่ตอนนี้ไปอยู่ที่สถานทูตอเมริกา เรายินดีมาก วันที่เขาบอกว่าเขาได้งานที่นู่นก็คือ เราดีใจกับเขามาก ๆ ส่วนพี่เขาบอกว่า ขอบคุณที่นี่มากนะ พี่ได้คุยกับฝรั่งมากขึ้น ใช้ภาษาอังกฤษเยอะจนได้งานที่นั่น แล้วมีแบบนี้ 2 คน แล้วมี Host แล้วได้แต่งงานกับแขกที่เคยมาพักที่นี่ ตอนนี้ย้ายไปอยู่เยอรมัน ก็คือแต่ละวันที่นี่เป็นอะไรที่โคตรสนุก แล้วนิยามได้เลยว่า ดีฉิบหาย (เน้นเสียง)”

“ส่วนคาดหวังอะไรในอนาคต ก็คงจะไม่คิดอะไร เพราะอย่างที่มันเป็นไปอย่างที่มันควรจะเป็น เราไม่ได้คาดหวังอะไรให้เราเป็น top of the World หรือ top of อะไรก็ตาม คือเรายินดีทุกครั้งที่ลำดับต่าง ๆ ออกมาดี ๆ หรือรีวิวที่ดี แต่เรารู้สึกว่าเราไม่อยากจะไปบังคับให้เราเป็นยังไง แค่ให้มันเป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น ถ้าได้รีวิวที่ไม่ดีก็ปรับปรุง ก็เป็นปกติอยู่แล้ว แต่แค่ว่าเรารู้สึกว่าเราชอบที่ผู้คนมาแล้วได้ใช้พื้นที่ของเราในการเจอกันพบปะกัน แล้วทุกวันนี้เทรนด์เปลี่ยนไปมาก โลกก่อนโควิดมันไม่ได้ Work from Anywhere ขนาดนี้ ทุกวันนี้ ล็อบบี้บางทีกลายเป็น co-working space เฉยเลย กลางวันแขกกางคอมพิวเตอร์ทำงาน เหมือนทุกคนเป็น digital nomad แต่พอเย็นก็ปิดคอม  ไปข้าวสาร ไปเที่ยว ไปอีเวนต์แล้ว เราก็รู้สึกว่ามันเปลี่ยนไป แล้วเราชอบที่ Once Again กลายเป็นอะไรก็ได้ มันเป็นพื้นที่ให้กับผู้คนมากกว่าที่จะมองว่าเป็นโฮสเทล แต่อยากให้มองว่าเป็นพื้นที่ของผู้คนจริง ๆ

Once Again Hostel

Authors

  • เกวลิน ถนอมทอง

    นักเขียนและ NGO ที่สนใจการเมือง รัฐธรรมนูญ และวิถีของผู้คน ใฝ่ฝันถึงเมืองที่เดินดี สังคมที่เห็นหัวทุกชีวิต และคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า

    View all posts
  • บรรณาธิการบริหาร elementsth.co ที่สนใจอนิเมะ หนัง เพลง ประเด็นสังคม และพยายามสร้างงานศิลปะที่เรียกว่า "ชีวิต"

    View all posts