สัมภาษณ์เมื่อ 18 มกราคม 2567 ขณะนั้น พรรคก้าวไกลยังมีสถานะเป็นพรรคการเมืองตามกฎหมาย
ก่อนศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยยุบพรรคก้าวไกลเมื่อ 7 สิงหาคม 2567
“ในยุคนี้ที่ Generative AI กำลังจะทำงานอัตโนมัติ โดยที่มนุษย์ไม่ได้เข้าไปมีส่วนควบคุม ผมว่าหัวใจหลักเป็นเรื่องของโอกาส และความเท่าเทียมในการเข้าถึงเทคโนโลยี ภาครัฐมีหน้าที่ต้องออกกฎกติกาที่จะทำให้มนุษย์กลายเป็นเจ้านาย AI ตลอดจนไม่ทำให้ประชาชนมองว่าเทคโนโลยี คือ ความน่ากลัว ที่จะเข้ามาแทนที่อาชีพ แต่ต้องทำให้พวกเขามองว่า มันคือโอกาสที่จะใช้เครื่องมืออันทรงประสิทธิภาพเหล่านี้ ทำให้มีผลิตภาพมากขึ้นในอาชีพได้”
นี่คือความเห็นจาก ‘สส.เท้ง – ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ’ รองเลขาธิการฝ่ายพัฒนาระบบข้อมูลและดิจิทัล พรรคก้าวไกล โดยปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการศึกษา จัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร [ปัจจุบัน ณัฐพงษ์ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาชน – กองบรรณาธิการ]
ก่อนที่เขาจะก้าวเท้าเข้าสู่โลกของการเมือง ตัวเขานั้นจบมาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาคอมพิวเตอร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเคยเป็นผู้บริหาร absolute.co.th ผู้ให้บริการ Cloud Solution ระบบบริหารจัดการธุรกิจออนไลน์บน Cloud รายแรกของไทย ซึ่งดำเนินงานภายใต้บริษัท แอ๊บโซลูท เมเนจเม้นท์ โซลูชั่นส์ จำกัด โดยเขามีความฝันที่จะ “สร้างนวัตกรรมเปลี่ยนโลก” (Making Innovation for Better Humanity) และมีแนวคิด “เทคโนโลยีเปลี่ยนประเทศ”
เทคโนโลยีมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ หลายคนจึงมีความกังวลว่า ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligent) จะเข้ามาแทนที่การทำงานของมนุษย์ แน่นอนว่า AI จะมีผลกระทบต่องานบางประเภท แต่อาจไม่ใช่การเข้ามาแทนที่งานของมนุษย์ทั้งหมด จะเป็นการเปลี่ยนรูปแบบของงานมากกว่า
ยกตัวอย่างในอดีต การโทรศัพท์สักหนึ่งครั้งจะต้องใช้ ‘มนุษย์’ หนึ่งคนทำหน้าที่เป็นผู้ต่อสายให้ โดยดึงปลั๊กจากรูหนึ่งไปเสียบอีกรูหนึ่ง เพื่อต่อสายโทรศัพท์ไปยังบ้านอีกหลังหนึ่ง แต่ปัจจุบันระบบโทรศัพท์ถูกพัฒนาให้เป็นแบบอัตโนมัติแล้ว งานนั้นจึงถูกเทคโนโลยีแทนที่ไป แต่ก็สร้างงานใหม่ๆ ขึ้นมาแทน เช่น ช่างเทคนิคที่ดูแลระบบโทรศัพท์ เป็นต้น
“ฉะนั้น คำว่า Technology Disruption มันเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาในวงล้อประวัติศาสตร์ เพียงแต่วงรอบของการแทนที่ในปัจจุบัน มันหมุนเร็วมากขึ้นเท่านั้นเอง” ณัฐพงษ์ กล่าวย้ำ
ถ้ามองในมุมนี้ เราจะเห็นว่า AI ไม่ใช่ภัยคุกคาม แต่เป็นเพื่อนร่วมทางที่จะช่วยพัฒนาชีวิตให้ดีขึ้น โดยมนุษย์ต้องเรียนรู้ ปรับตัว และควบคุมเทคโนโลยีนี้ให้เป็นประโยชน์สูงสุด เพราะสุดท้ายแล้ว เทคโนโลยีจะมีส่วนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม มาร่วมสร้างอนาคตที่ดีด้วย AI ไปพร้อมกันใน “เรียนรู้อยู่กับ AI ในโลกอนาคต ‘เท้ง ณัฐพงษ์’ กับอนาคตไทยในยุค Technology Disruption”

AI ในโลกธุรกิจ
โลกธุรกิจกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเทคโนโลยีใหม่ๆ ก็เกิดขึ้นอยู่เสมอ โดย AI เป็นอีกหนึ่งในเทคโนโลยี ที่เริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อหลายๆ ธุรกิจในปัจจุบัน
ผลสำรวจจากกลุ่มผู้นำบริษัททั่วโลกกว่า 750 รายที่ใช้ AI ในธุรกิจ โดย ResumeBuilder.com พบว่า มีมากกว่า 37% ที่ได้นำ AI มาแทนที่พนักงานแล้วในปี 2023 ในขณะที่อีก 44% ระบุว่า การเข้ามาของ AI จะนำไปสู่การเลิกจ้างพนักงานในปี 2024
นอกจากนี้ ใน 91% ของบริษัทที่จะเริ่มใช้ AI ในปี 2024 นั้น มีแผนที่จะจ้างพนักงานใหม่ที่มีทักษะด้าน AI และมีถึง 83% ระบุว่า พนักงานที่มีทักษะด้าน AI จะมีความมั่นคงในการทำงานในบริษัท มากกว่าผู้ที่ไม่มีทักษะอย่างแน่นอน สอดคล้องกับความเห็นจากณัฐพงษ์ที่มองว่า ภาคเอกชนหรือนายจ้าง มีส่วนสำคัญที่จะทำให้เรื่องนี้ เกิดผลกระทบในเชิงบวกมากกว่าเชิงลบ
“ถ้าคุณบอกว่า คุณแสวงหาผลกำไรสูงสุด คุณเอาระบบ AI เอาระบบอัตโนมัติมาแทนที่งานซ้ำๆ งานที่ไม่เกิด Value Added เพื่อลดค่าใช้จ่าย นี่ถูกต้อง แต่คุณเองก็ต้องพยายามที่จะ Upskill หรือ Reskill ลูกจ้างของคุณด้วย ส่งเสริมคนที่คุณจ้างอยู่ให้เขาไปสร้างมูลค่าเงินที่ได้มากกว่า”
“ส่วนหน้าที่ของรัฐ คือ ทำอย่างไรให้เทคโนโลยี AI เป็นเทคโนโลยีสำหรับทุกคน ให้ทุกคนมีความเท่าเทียมในการเข้าถึงเครื่องมือนี้ร่วมกัน ฝั่งประชาชนเองก็ต้องพร้อมที่จะปรับตัว เอาเทคโนโลยีใหม่ๆ มาลองปรับใช้ ผมว่าคีย์เวิร์ดสำคัญมันคือคำว่า การปรับตัว”
โดยเขามีความเชื่อมั่น และเน้นย้ำอย่างหนักแน่นว่า “เทคโนโลยีสร้างโอกาสมากกว่าทำลายล้าง”
“ผมมองว่าภาคเอกชนหรือนายจ้าง มีส่วนสำคัญที่จะทำให้เรื่องนี้ เกิดผลกระทบในเชิงบวกมากกว่าเชิงลบ ถ้าคุณบอกว่า คุณแสวงหาผลกำไรสูงสุด คุณเอาระบบ AI เอาระบบอัตโนมัติมาแทนที่งานซ้ำๆ งานที่ไม่เกิด Value Added เพื่อลดค่าใช้จ่าย นี่ถูกต้อง แต่คุณเองก็ต้องพยายามที่จะ Upskill หรือ Reskill ลูกจ้างของคุณด้วย ส่งเสริมคนที่คุณจ้างอยู่ให้เขาไปสร้างมูลค่าเงินที่ได้มากกว่า”
AI กับสุขภาวะ
ปัญหาสุขภาพจิตเป็นอีกปัญหาใหญ่ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ โดยรายงานปี 2022 จากยูนิเซฟ ประเทศไทย ร่วมกับกรมสุขภาพจิต พบว่า การฆ่าตัวตายเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตอันดับ 3 ของวัยรุ่นในช่วง 15-19 ปี
ในแง่มุมของการนำเทคโนโลยี AI มาปรับใช้กับปัญหาสุขภาพจิตในประเทศไทย ณัฐพงษ์ มองว่า สามารถนำมาใช้คัดกรองเบื้องต้น และส่งต่อไปยังเจ้าหน้าที่ที่เข้าใจภูมิหลังของผู้รับคำปรึกษา เพื่อช่วยดูแลปัญหาสุขภาพจิตอย่างตรงจุดได้
“ถ้าดูตัวอย่างจากต่างประเทศ บางทีแค่การยกหูหาคอลเซ็นเตอร์ AI สามารถวิเคราะห์น้ำเสียง และบอกได้ว่าเจ้าหน้าที่ในการรับสาย ให้คำปรึกษาปัญหาสุขภาพจิตของสายนี้ควรจะเป็นใคร สมมติผมมีปัญหาสุขภาพจิต ในฐานะที่ผมเป็นกลุ่มผู้มีความหลากหลาย โดนกดขี่ โดนคุกคามทางเพศมาในสถานที่ทำงาน แต่กลายเป็นว่าโทรไปแล้ว เจ้าหน้าที่ปลายสายไม่ได้เข้าใจเรื่องนี้เลย ซึ่งผมคิดว่าระบบแบบนี้พร้อมที่จะติดตั้ง เพื่อคัดกรองและใช้เจ้าหน้าที่ปลายสายให้ตรงกลุ่มกับเขา แล้วมันจะทำให้เปิดกว้างในการพูดคุยมากขึ้น”
สำหรับความปลอดภัยในการใช้เทคโนโลยีร่วมกับปัญหาสุขภาพจิต ณัฐพงษ์ มีแนวคิด ดังนี้ “เราต้องยึดหลักนี้ ข้อมูลที่เข้าไปปรึกษาต้องเป็นข้อมูลความลับของผู้ป่วย ควรจะต้องมีกฎหมายเข้ามากำกับดูแลข้อมูล แต่ในขณะเดียวกัน สิ่งที่ภาครัฐจะต้องพิจารณาต่อไป คือ ทำอย่างไรให้มีการบูรณาการข้อมูลสุขภาพเหล่านี้ เพื่อให้ภาครัฐออกแบบนโยบายในภาพรวมได้”
แน่นอนว่า AI มีศักยภาพหลายด้าน แต่ก็จำเป็นต้องมีการพัฒนา และใช้งานอย่างระมัดระวัง โดยต้องมีการออกกฎหมายและแนวทางจริยธรรม เพื่อควบคุมการใช้งาน AI ในเรื่องสุขภาพจิตด้วย

AI ในโลกด้านสิ่งแวดล้อม
ในเรื่องการปรับใช้เทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม ณัฐพงษ์มองว่า “วิสัยทัศน์ของการเติบโตสีเขียว มันจะต้องมีการปรับทุกกลุ่มอุตสาหกรรมให้คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เพราะโลกในอนาคต เรื่องของการ Track Carbon Footprint มาแน่นอน”
“อย่าไปทำให้ภาคเอกชนหรือภาคประชาชน รู้สึกว่าการควบคุมมลพิษ การ Track Carbon Footprint มันเป็นต้นทุนของเขา แต่ต้องทำให้เขาเห็นโอกาส และปรับตัวในการมองเห็นภาพที่ตรงกัน เรายังมีโอกาสในการทำให้ทุกๆ คนเติบโตไปพร้อมกันในทุกๆ กลุ่มอุตสาหกรรม”
“สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง ต้องเอาเทคโนโลยีมาช่วยในการบังคับใช้กฎหมาย ปัญหามลพิษทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฝุ่น เรื่องสารเคมี เรื่องมลภาวะทางเสียง การปล่อยน้ำเสีย การปล่อยมลพิษจากโรงงาน อะไรที่ก่อปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ผมว่าโจทย์หลักอยู่ที่การติดตาม และการบังคับใช้กฎหมาย ภาครัฐจะไปติดตามได้อย่างไร ถ้าไม่มีการติดตั้งเซ็นเซอร์ที่ครอบคลุม ดังนั้น ต้องเอาเรื่องของเทคโนโลยีเข้ามาช่วยตอบโจทย์ด้วย”
สำหรับกฎหมาย PRTR (Pollutant Release and Transfer Register) เป็นกฎหมายที่ว่าด้วยการบังคับให้โรงงานอุตสาหกรรม เปิดเผยข้อมูลการปล่อยมลพิษ ให้ภาคประชาชนสามารถตรวจสอบ ที่มาของมลพิษที่อาจส่งผลต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อมได้ โดยในปัจจุบันมี 50 ประเทศทั่วโลกที่มีการบังคับใช้กฎหมายนี้ และประเทศไทยเองก็กำลังจะผ่านร่างกฎหมาย PRTR เช่นกัน โดยณัฐพงษ์ชี้ให้เห็นถึงการบังคับใช้กฎหมายนี้ ร่วมกับเทคโนโลยีจะช่วยติดตามปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ดีขึ้น
“ผมมองว่า การเอาเทคโนโลยีไปทดแทนมนุษย์ในบางเรื่อง เพื่อลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ และลดการทุจริตคอรัปชัน มันจะบังคับใช้กฎหมายได้จริง”
AI ในโลกการเมือง
หากจะปรับตัวอยู่ร่วมกับเทคโนโลยี AI ได้อย่างยั่งยืน กฎกติกาที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยคุ้มครองข้อมูลและความเป็นส่วนตัว โดยณัฐพงษ์ มีความเห็นว่า
“ในการเข้าสู่ยุค AI เต็มรูปแบบ ข้อมูลเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่ง แต่ปัญหา ณ ตอนนี้ก็คือ การบังคับใช้ PDPA (Personal Data Protection Act) อาจจะยังไม่สามารถปฏิบัติตามได้ 100% เพราะงั้นหน้าที่ของภาครัฐต้องเข้าไปกำกับดูแล ตอนนี้ก็มีญัตติที่สภากำลังจะพิจารณาเร็วๆ นี้แล้ว เรียกชื่อเล่นว่า ‘ญัตติโลกาอัตโนมัติ’ ก็คือในเรื่องของ AI Ethics (จริยธรรมปัญญาประดิษฐ์) ให้อำนาจรัฐเข้าไปตรวจสอบ บรรดาแพลตฟอร์มหรือเอกชนต่างๆ ได้ว่า คุณกำลังใช้เทคโนโลยีเหล่านี้อย่างมีจริยธรรมหรือเปล่า ไม่มีการแอบเอาข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า หรือของประชาชนไปใช้ประโยชน์”
นอกจากนี้ ณัฐพงษ์ยังมองเห็นความสำคัญในการจัดสรรงบประมาณด้วย โดยระบุว่า “ผมคิดว่าการจัดสรรงบประมาณก็เป็นหัวใจหนึ่งเหมือนกัน สิ่งที่เราอยากเห็น คือ ไส้ในของงบประมาณที่สามารถตอบสนองต่อนโยบายในโลกยุคอนาคตได้จริง ในส่วนการผลิตบุคลากรก็ต้องพอ ในแง่ของการรู้เท่าทันเทคโนโลยีก็ต้องรู้ทัน ในเรื่องของกฎหมายก็ต้องทำ สุดท้ายก็ต้องเอาตัวเทคโนโลยีมาปรับใช้กับระบบตรงนี้ด้วย”
หนทางสู่ความยั่งยืนด้วยเทคโนโลยี For All จึงหนีไม่พ้นการที่ภาครัฐต้องทำให้ประชาชนทุกกลุ่ม มีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีที่เท่าเทียมกันและส่งเสริมให้ปรับตัวได้ทัน ภาคเอกชนต้องยกระดับการพัฒนาฝีมือและความรู้ในอาชีพของลูกจ้าง ภาคประชาชนต้องพยายามปรับตัว เรียนรู้ และประยุกต์ใช้เทคโนโลยี
“ทุกๆ เสาต้องขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กัน ผมว่าถ้าทุกอย่างเดินหน้าไปแบบนี้ คิดว่าประเทศไทยน่าจะปรับตัวได้ทันต่อโลกแน่นอน”

