ทะเล สายน้ำ ภูเขา และแมกไม้นานาพันธุ์ เป็นสายใยที่เชื่อมโยงให้ผู้คนแต่ละท้องที่ได้สร้างวิถีชีวิตของตนขึ้นมา บ่อเกิดเป็นวัฒนธรรม ประเพณีและศิลปะที่มีอัตลักษณ์ แตกต่างกันไปตามแต่พื้นที่ทางภูมิศาสตร์
กลายเป็นความงามที่รุ่มรวยไปด้วยสีสันของธรรมชาติ และสรรพชีวิต สร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และต่างชาติมาหลายทศวรรษ ทรัพยากรเหล่านี้จึงกลายเป็น ตัวชูโรงของการท่องเที่ยว นับตั้งแต่ประเทศไทยริเริ่มมีความคิดในการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรมในปี พ.ศ 2479
วันเวลาผันผ่าน การท่องเที่ยวได้กลายเป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศที่อัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยตรงเป็นจำนวนมหาศาล และเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจมหภาคที่สามารถกระจายเม็ดเงินไปสู่ท้องถิ่นได้มากที่สุด
แต่ในวันนี้สถานการณ์ได้เปลี่ยนไป ทรัพยากรธรรมชาติเริ่มร่อยหรอ สิ่งมีชีวิตต่าง ๆ เกิดการสูญพันธุ์ หรือมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป อากาศที่เป็นพิษ และอุณหภูมิทั่วโลกสูงขึ้น จนในปี 2566 UN ได้ออกมาประกาศว่า เราได้ก้าวเข้าสู่ยุคโลกเดือด หรือ Global Boiling เป็นที่เรียบร้อย หลังจากโลกได้ส่งสัญญาณเตือนถึงมนุษยชาติมาเนิ่นนาน ผ่านสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนในทุก ๆ ปี
หากเปรียบโลกเราเป็นดั่งเรือนร่าง ดาวเคราะห์ดวงนี้คงเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่สุกงอมและใกล้แหลกสลายเต็มที
อุตสาหกรรม “การท่องเที่ยว” จึงต้องเปลี่ยนรูปแบบการพัฒนาที่ต่างไปจากเดิม เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า การท่องเที่ยว เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ได้สร้างผลกระทบอันมหาศาลให้กับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ และสิ่งแวดล้อม ไม่ต่างจากอุตสาหกรรมหนักที่กำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
“เราไม่สามารถใช้ปัจจัยเดิม ๆ มาสร้างความสำเร็จให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้อีกแล้ว จะมุ่งสร้างรายได้อย่างเดียว แล้วทอดทิ้งทรัพยากรธรรมชาติไม่ได้ ต่อไปนี้อัตรารายได้ของการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น ต้องสวนทางกับอัตราการทำลายสิ่งแวดล้อมที่ลดลง เป็นเป้าหมายสำคัญของการท่องเที่ยวไทย ซึ่งสอดคล้องกับตัวชี้วัดของ UNWTO ในปัจจุบัน”
ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เน้นย้ำถึงการเดินหน้าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ประเทศไทยกำลังจะก้าวต่อไปนับจากนี้
“เพราะถ้าเรายังทำรูปแบบเดิม สิ่งที่เพิ่มเติมคือเราจะตายกันแน่นอน อย่างทุกวันนี้ เราได้เป็นประจักษ์พยานเห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกที่วิปลาสไปหมด อะไรที่ไม่ควรเกิดก็เกิด ดังนั้นเราต้องเปลี่ยน ทุกคนต้องช่วยกัน”


เพราะรักษ์โลกไม่ใช่ทางเลือก แต่คือทางรอด
แม้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเรามักจะได้ยินคำว่า ‘รักษ์โลก’ จนชินหู มองเห็นคำดังกล่าวตามสื่อต่าง ๆ และแผ่หลาปรากฏอยู่บนโปสเตอร์แคมเปญรณรงค์ให้ตื่นรู้เรื่องการอนุรักษ์อยู่บ่อยครั้ง
แต่จุดเปลี่ยนที่ทำให้ผู้คนเริ่มสนใจเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อมรอบตัวมากขึ้น ในแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน กลับกลายเป็นช่วงสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 โดยรายงาน ‘Carbon Neutral Tourism’ ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่า ในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสที่ได้ทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการบริการซบเซาลงเป็นประวัติการณ์ แต่มีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น ไม่เพียงแต่ประเทศไทย แต่เป็นทั่วโลก นั่นคือการฟื้นฟูของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภาพของสัตว์ต่าง ๆ ที่ออกมาใช้ชีวิตอย่างไม่เคยเห็นมาก่อน กลายเป็นจุดเปลี่ยนให้คนส่วนใหญ่ฉุกคิดถึง ความสำคัญของสิ่งแวดล้อมมากขึ้น กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เริ่มวางแผนอย่างจริงจังเพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติ
สอดคล้องกับผลสำรวจโดย Exodus Travels ที่ได้ทำการเจาะลึกทัศนะของนักท่องเที่ยว พบว่า กลุ่มคนรุ่นใหม่ ชาว Millennials และ Gen Z ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและจริยธรรมในการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก พร้อมกับชี้ว่าธุรกิจท่องเที่ยวที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการใส่ใจสิ่งแวดล้อมจะมีโอกาสประสบความสำเร็จในการดำเนินกิจการมากขึ้น
ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ปัจจุบันธุรกิจท่องเที่ยวในไทย เช่น โรงแรมและรีสอร์ทต่าง ๆ ก็เริ่มมีนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนที่ชัดเจนมากขึ้นกว่าแต่ก่อน
“เครือโรงแรมหลายแห่ง ผ่านมาใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในการสร้างสิ่งปลูกสร้าง พร้อมออกแบบโครงสร้างให้ลดการใช้พลังงานไฟฟ้า และที่พบมากที่สุดก็คือหลายที่เริ่มหันมาใช้วัตถุดิบจากชุมชนท้องถิ่นที่อยู่รายรอบมากขึ้น หรือของต่างประเทศ สายการบินหลายแห่งก็เริ่มปรับตัวแล้ว ไม่ว่าจะเป็น United Airlines, SAS, Etihad Airways ที่เริ่มนำเทคโนโลยีเชื้อเพลิงทางเลือกมาใช้ รวมถึงมีนโยบายลด Food Waste ในการให้บริการอาหารบนเครื่องบิน ถือเป็นสัญญาณที่ดีของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ที่ภาคธุรกิจเริ่มปรับตัว”
“เพราะอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเองก็มีส่วนร่วมในการสร้างปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม สร้างมลภาวะ ในขณะเดียวกันก็มีความจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ ดิน น้ำ อากาศ และอื่น ๆ ทั้งในรูปแบบของสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยว จึงเกิดการใช้ทรัพยากรในปริมาณอย่างมหาศาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”
“หากไม่เปลี่ยนรูปแบบการท่องเที่ยวแบบเดิม ๆ ที่เคยทำกันมา อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยก็จะก้าวไปสู่วิกฤตเชิงซ้อนในมิติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนการท่องเที่ยวที่ลดลง เสื่อมโทรม และไม่มีการพัฒนาเชิงคุณภาพ ทั้งในส่วน Demand Side และ Supply Side ขาดศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก จากอัตราการเติบโตที่ลดลง ทั้งในแง่จำนวนและรายได้ และไม่มีภูมิคุ้มกันระยะยาวซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุด”
ทั้งนี้ การท่องเที่ยวสีเขียว หรือ ‘Green Tourism’ จึงถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น หนึ่งในรูปแบบของการท่องเที่ยวสีเขียว คือ การท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Tourism) ที่จะนำไปสู่การท่องเที่ยวที่ปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Carbon Neutral Tourism) ซึ่งไม่มีการปล่อยก๊าซเป็นกระจกสู่ชั้นบรรยากาศเพิ่มขึ้นจากการท่องเที่ยว ถือเป็นดั่งเกราะป้องกันผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่กำลังเกิดขึ้น และทำให้การ ‘รักษ์โลก’ เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม ไม่ใช้เพียงสโลแกน
ปูทางท่องเที่ยวไทย ให้ Green เต็มตัว
สร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นระยะยาว
“ทุกย่างก้าวที่เราใช้ชีวิต เราต่างล้วนสร้าง ‘ก๊าซเรือนกระจก’ โดยไม่รู้ตัว แม้กระทั่งการหายใจ ก็สามารถสร้างคาร์บอนไดออกไซด์ได้แล้ว”
ถือเป็นวรรคตอนที่น่าสนใจ ซึ่งปรากฏอยู่ในรายงาน “Carbon Neutral Tourism” ของ ททท. เพราะแค่ในระดับปัจเจกเราก็สามารถปล่อยก๊าซคาร์บอนได้แล้ว
แล้วถ้าเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ล่ะจะขนาดไหน?
หากเราจำกัดขอบเขตให้แคบลงมา เฉพาะในภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เพียงอุตสาหกรรมเดียว กลับพบว่าได้สร้างร่องรอยการปล่อยก๊าซคาร์บอน หรือคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon footprint) ในทุกกิจกรรมที่เกิดขึ้นของการท่องเที่ยวเลยทีเดียว ตั้งแต่การเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยว การทำกิจกรรม การทำอาหาร ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าในที่พัก ก๊าซคาร์บอน ที่เกิดขึ้นจะกักเก็บความร้อนของโลก ไม่ให้ระบายออกไปได้ ททท. ยกตัวอย่างให้เห็นภาพอย่างชัดเจนว่า เปรียบเสมือนกับการถูกคลุมถุงพลาสติกให้โลก จนเกิดเป็นฝ้า และอุณหภูมิภายในร้อนอย่างรวดเร็วนำไปสู่ภาวะโลกเดือด (Global Boiling) อย่างที่เราประสบอยู่ทุกวันนี้
เมื่อจะลดตัวการที่ทำให้เกิดโลกร้อนอย่างก๊าซเรือนกระจก จึงจำเป็นต้องมีการวัดปริมาณการปล่อยก๊าซดังกล่าวว่าแต่ละอุตสาหกรรม หรือภาคธุรกิจปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปมากแค่ไหน เมื่อสามารถลดหรือกักเก็บได้ และผ่านการรับรอง ก็สามารถนำเครดิตตรงนี้ไปซื้อขายในตลาดได้ ปัจจุบันมีประเทศที่ตั้งเป้าหมายเพื่อความยั่งยืน Net Zero หรือ Carbon Neutrality ด้วยการใช้คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) เป็นกลไก จำนวน 151 ประเทศ จาก 198 ประเทศทั่วโลก
การส่งเสริมการตลาดท่องเที่ยวแบบยั่งยืน ที่ ททท.วางหมุดหมายไว้เป็นเส้นชัย นอกจากจะช่วยสร้างสมดุลให้กับธรรมชาติ ยังเป็นการสร้างมูลค่าตลาดคาร์บอนเครดิตไทย ไปพร้อม ๆ กับการพัฒนาการจัดการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ และการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ โดยให้เหมาะสมกับบริบทของภาคธุรกิจท่องเที่ยวไทย
“เรา (ททท.) ได้วาง 20 เส้นทางท่องเที่ยวโลว์คาร์บอน ให้นักท่องเที่ยวสามารถร่วมฟื้นฟู และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไปพร้อมกับการท่องเที่ยว ใน 5 ภูมิภาค เช่น โฮงฮอมพญ๋า ล้านนา จ.เชียงใหม่, เชียงคาน จ.เลย, ชุมชนบางน้ำผึ้ง บางกอบัว จ.สมุทรปราการ, ชุมชนขนมแปลก จ.จันทบุรี, คลองสังเน่ห์ จ.พังงา และชุมชนเมืองเก่าต่าง ๆ เช่น เมืองเก่าตะกั่วป่า จ.พังงา, เมืองเก่าทับเที่ยง จ.ตรัง และเมืองเก่าภูเก็ต”
ทั้งหมดล้วนแต่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่อุดมไปด้วยธรรมชาติ และความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมแทบทั้งสิ้น
นอกจากนี้ในต่างประเทศ ททท. ยังร่วมมือกับพันธมิตรสมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (TEATA) พร้อมด้วย Tourlimk ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว และเศรษฐกิจไทยให้มีความยั่งยืน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดการจัดทำแพ็คเกจท่องเที่ยวเสนอขายต่อไป


เป้าหมายในปี 2567 กับความฝันที่อยากให้สำนึกเชิงนิเวศเกิดขึ้น
“คุณภาพคู่มูลค่า และมุ่งหน้าสู่ความยั่งยืน”
คือพันธกิจหลักของ ททท. ในปีนี้ ด้วยการประสาน ความร่วมมือกับพันธมิตรรอบทิศ ด้วยการ ผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนองค์กรทั้งการตลาดและการพัฒนาด้วยฐานข้อมูลดิจิทัล การผลักดันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้ Shape to Net Zero Tourism และลงลึกถึงกลุ่มวัฒนธรรมย่อยทั้งในกลุ่ม Mass และ Niche โดยเรียกกลยุทธ์นี้ว่า Sub Culture Movement
นอกจากนี้การสร้างสำนึกเชิงนิเวศให้เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ก็เป็นสิ่งที่สร้างความท้าทายเป็นอย่างมาก
“เรื่องแบบนี้มันต้องเกิดขึ้นนะ แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ต้องใช้ระยะเวลา ซึ่งถ้าไม่ทำตอนนี้ จะไปทำตอนไหน จริง ๆ แล้วมันเป็นความฝันอย่างหนึ่งของ ททท. เลยที่อยากไปให้ถึง ซึ่งการสร้างจิตสำนึกเชิงนิเวศมันต้องซึมลึกลงไปในระดับที่เรียกว่าในชีวิตประจำวัน อย่าง โคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก เขาใช้จักรยานในการเดินทางในชีวิตประจำวัน พอเรื่องพวกนี้มันเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันแล้วพอจะไปทำอย่างอื่น มันก็จะกลายเป็นสำนึกติดตัวไม่ว่าจะทำกิจกรรมอะไรก็ตาม รวมไปถึงการท่องเที่ยวด้วย” ผู้ว่าการ ททท. กล่าว
ประเด็นนี้เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ ททท. ต้องการพลิกฟื้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวด้วยการสร้างระบบนิเวศใหม่ขึ้นมา โดยมีคุณค่า สร้างความสมดุลและความยั่งยืน สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวสร้างภูมิคุ้มกันให้กับความมั่นคงทางการท่องเที่ยวเพื่อให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยก้าวสู่ High Value and Sustainable Tourism ทางด้าน Supply Side และ Demand Side
– ด้าน Supply Side มุ่งสร้างมาตรฐานความยั่งยืน โดยนำ เป้าหมายการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน หรือ STGs มาจัดทำเกณฑ์ในการประเมินให้แก่ผู้ประกอบการนำไปใช้พัฒนาสินค้าและบริการการท่องเที่ยวให้มีมาตรฐาน
โดย ททท. จะมอบประกาศนียบัตรดาวแห่งความยั่งยืนให้แก่ผู้ประกอบการที่สามารถปฏิบัติตามเป้าหมายได้ ใน 3 ระดับ ได้แก่ 3 ดาว 4 ดาวและ 5 ดาว ซึ่ง จะเร่งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเนี่ยได้รับดาวแห่งความยั่งยืนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 ภายในปี 2568
นอกจากนี้ยังมีการดำเนินโครงการเพื่อส่งเสริม การท่องเที่ยว อย่างรับผิดชอบ เช่น โครงการ CF-Hotels สำหรับธุรกิจโรงแรม โดยร่วมมือกับ หน่วยงานวิจัย และสถาบันการศึกษาพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์ คำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับธุรกิจโรงแรม และเสนอทางเลือกกิจกรรมต่าง ๆ ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจ ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายจากการใช้พลังงานให้ผู้ประกอบการโรงแรม ผ่าน www.cf-hotels.com ปัจจุบันมีผู้ประกอบการโรงแรมเข้าร่วมโครงการจำนวน 122 แห่งใน 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ
– ด้าน Demand Side สร้างการตระหนักรู้ให้นักท่องเที่ยวได้เข้าใจการท่องเที่ยวแบบรักษ์โลก ได้แก่ การท่องเที่ยวแบบ Low Carbon ,การเคารพวิถีชุมชน อัตลักษณ์และวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่ และสนับสนุนให้ผู้ประกอบการชุมชนนำอัตลักษณ์ท้องถิ่นมาต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่ม
สนับสนุนการเที่ยวเมืองรองเพื่อกระจายรายได้ไปยังชุมชนต่าง ๆ อย่างทั่วถึง และสนับสนุนให้ท่องเที่ยวอย่างเข้าใจชุมชนและใส่ใจในสิ่งแวดล้อม
การเดินไปสู่เป้าหมาย ‘การท่องเที่ยวสีเขียว’ ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่าจะเป็นโอกาสในการขยายฐานตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพ เช่น กลุ่มความสนใจพิเศษ กลุ่ม Health & Wellness ที่มีกำลังซื้อสูง กลุ่มคนรุ่นใหม่ Gen Z และกลุ่ม Millennials
“เมื่อ Green Tourism เกิดขึ้น จะทำให้การเข้ามาของกลุ่มนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึง นำมาซึ่งการสร้างงานสร้างรายได้ เกิดการหมุนเวียนของระบบเศรษฐกิจฐานราก รวมทั้งเกิดการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐาน และสิ่งอำนวยความสะดวกที่หลากหลาย ทำให้สภาพเศรษฐกิจและสังคมมีการเติบโต และพัฒนาอย่างรวดเร็ว และที่สำคัญ Green Tourism จะช่วยเพิ่มเสน่ห์ของการท่องเที่ยวไทยและส่งเสริมภาพลักษณ์ให้ไทยเป็นจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวยั่งยืนในสายตาของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก”
