ใครบอกว่าหมดยุคล่า “อาณานิคม” แล้ว ไม่จริง!

เพราะหมดยุคการยึดครองประเทศแล้ว ก็ยังมีอิสรภาพด้านอื่น ๆ ให้คำนึงถึงมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ การค้า หรือแม้กระทั่งเรื่อง “ขยะ”

“Waste Colonialism” หรือ “อาณานิคมขยะ” จึงกลายเป็นเรื่องที่ถูกมองข้ามไป แม้ว่าประเทศไทยจะเป็นหนึ่งในเป้าหมายของการสร้างอาณานิคมแบบนี้ก็ตาม แล้วความสำคัญของอาณานิคมแบบนี้คืออะไร ในสภาวะ “โลกเดือด” แบบนี้

ในที่ประชุมสหประชาชาติเมื่อปี ค.ศ. 1989 ได้กำหนดคำว่า Waste Colonialism หรือ “อาณานิคมขยะ” ขึ้นมา เพื่อนิยามการใช้อำนาจผ่านการยักย้ายขยะในประเทศของตนไปทิ้งที่ประเทศอื่น เริ่มต้นจากทวีปแอฟริกาที่ตกเป็นเหยื่อของการทิ้งขยะของกลุ่มประเทศซีกโลกเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ขยะอันตราย” ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิตมนุษย์อย่างมหาศาล

แน่นอนว่า จุดเริ่มต้นของการล่าอาณานิคมรูปแบบนี้มาจาก “การขนส่งขยะ” ซึ่งมักมาทางน้ำ ผ่านตู้คอนเทเนอร์ เรือขนส่ง และการค้าขายและนำเข้าขยะมาสู่ประเทศ ซึ่งไม่เพียงแต่จะทำลายทรัพยากรธรรมชาติและความมั่นคงทางอาหารเท่านั้น แต่ยังอาจถึงขั้นทำลายคุณภาพชีวิตของมนุษยชาติไปเลยก็ว่าได้ 

และยิ่งไปกว่านั้น ไทยก็อาจเป็นหนึ่งในอาณาเขตที่ถูกล่าอาณานิคมแบบนี้อยู่ด้วย

คอลัมน์ ABSTRACT ซึ่งว่าด้วยแนวคิดและเหตุการณ์ร่วมสมัย จึงขอเปิดเหตุผลว่าทำไมไทยต้อง “ใส่ใจ” กับเรื่องนี้มากขึ้นกว่าที่เคย และเราจะพอมีมาตรการอะไรที่รับมือกับ “อาณานิคมร่วมสมัย” นี้ได้บ้าง

Poor children collect garbage for sale,, the concept of pollution and the environment,Recycling old rubbish,World Environment Day

จากอุตสาหกรรมสิ่งทอสู่การค้า
: “Waste Colonialism” ที่เพิ่งสร้าง

ก่อนจะเล่าถึงเหตุผลที่เราต้องใส่ใจเรื่องนี้ ขอย้อนเวลากลับไปที่จุดเริ่มต้นของอาณานิคมขยะเมื่อศตวรรษที่ 19 กันก่อน

แน่นอนว่า การล่าอาณานิคม (จริง ๆ) ในสมัยนั้นเป็นผลพวงมาจาก “การปฏิวัติอุตสาหกรรม” ที่ไม่เพียงแต่จะล่าอาณานิคมเพื่ออุตสาหกรรมหนักและอาหารเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงอุตสาหกรรมสิ่งทอที่นำเอาวัสดุจากชาติอาณานิคมมาผลิต แล้วส่งออกไปค้าขาย ส่วนขยะอันล้นเหลือจากขั้นตอนการผลิตเหล่านั้น ก็ได้ส่งออกกลับไปยังอาณานิคมของตน

นัยหนึ่ง นี่คือการแสดง “อำนาจ” ที่มีเหนือดินแดนใต้ปกครอง และเป็นการกดทับให้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ต่อไปจะกลายเป็น “มลพิษ” 

เวลาผ่านไป แม้ชาติต่าง ๆ ได้อิสรภาพ มีอธิปไตยเหนือดินแดนของตน แต่การซื้อขายและขนขยะมาทิ้งก็ไม่ได้หยุดตามไปด้วย กลับกัน การซื้อขายขยะเองก็เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้ไม่น้อย เนื่องจากมูลค่าการซื้อขายขยะไปยังกลุ่มประเทศกำลังพัฒนานั้นสูงพอที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจมวลรวมได้ จากความเติบโตของตลาดขยะข้ามชาติที่สูงถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะสูงขึ้นไปจนแตะถึง 2.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2027

ฟังดูแล้ว นี่อาจเป็นจุดดุลยภาพของสองฝ่ายตามทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ คือคนซื้อรับได้ คนขายโอเค แต่ความไม่โอเคมันมีอยู่ว่า การนำเข้าขยะจำนวนมหาศาลส่งผลถึงความเป็นอยู่ของ “ผู้คน” ผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย แถมการสร้างอาณานิคมขยะเช่นนี้ มีความสัมพันธ์กับภูมิรัฐศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง เพราะผู้ขายส่วนใหญ่เป็นประเทศมหาอำนาจเดิมและประเทศในกลุ่มซีกโลกเหนือ ส่วนผู้ซื้อมักอยู่ในซีกโลกใต้ เรียกได้ว่าเป็น “อาณานิคมที่เพิ่งสร้าง” ในสังคมร่วมสมัยอย่างแท้จริง

ซึ่งรายละเอียดความไม่โอเคที่แท้จริงมันอยู่ที่หัวข้อต่อไปนี่แหละ

ผลกระทบในอีกซีกโลก และสารพิษที่แพร่กระจาย

จริงอยู่ ที่การค้าขยะเป็นเหตุผลสำคัญของการก่อร่างสร้างอาณานิคมสารพิษ ในฐานะอาณานิคมในโลกร่วมสมัย แต่อีกสาเหตุสำคัญ คือ “องค์ความรู้เรื่องสิ่งแวดล้อม” ที่ดูเหมือนจะถูกปลุกให้ตื่นกันเป็นบางซีกของโลกเท่านั้น

ชุดความคิดเกี่ยวกับ “จิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม” มีความสัมพันธ์กับฐานะเศรษฐกิจของแต่ละประเทศอย่างแยกกันไม่ออก กล่าวคือ หากประเทศไหนมีฐานะทางเศรษฐกิจที่ดีกว่า ก็จะมีเวลาคิดถึง “คุณภาพชีวิต” ได้มากกว่า รวมไปถึงคิดเรื่องสิ่งแวดล้อมได้มากกว่า 

กลุ่มประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจจึงไม่เพียงแต่เร่งการผลิตเพื่อเศรษฐกิจของตัวเองเท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงปริมาณการปล่อยมลพิษด้วย สวนทางกับทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้ในการผลิตสิ่งของต่าง ๆ ที่ร่อยหรอลงไป จากวัฒนธรรมการบริโภคที่ล้นเกิน ขยะปริมาณมหาศาลจึงถูกถ่ายโอนจากซีกโลกเหนือสู่ซีกโลกใต้ ที่ได้ชื่อว่าเป็น “ปลายทาง” ของขยะจากอุตสาหกรรม ท่ามกลางกลไกของระบบทุนนิยม เมื่อประกอบกับข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ ยิ่งทำให้ขั้นตอนการกำจัดขยะอย่างถูกวิธี ความเคร่งครัดต่อการตรวจสอบคุณภาพขยะถูกเบลอออกไป ทั้ง ๆ ที่มีคำขวัญอยู่แทบจะทุกที่ว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจ อันเนื่องมาจากองค์ความรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมที่นำมาสู่การตระหนักรู้ต่อ “อาณานิคมขยะ” นั่นเอง

โดยสถิติของ World Economic Forum ได้ระบุว่า เมื่อปี 2022 ขยะจากสหภาพยุโรปกว่า 1.1 ล้านตันถูกส่งออกไปยังประเทศอื่น ๆ นอกสหภาพ โดยกว่า 31% ถูกส่งออกไปยังตุรกี (ทูร์เคีย) และกว่า 20% ถูกส่งออกไปยังประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

มากไปกว่านั้น หากนับจำนวนขยะอิเล็กทรอนิกส์เฉลี่ยรายคนแล้ว พบว่า สหภาพยุโรปครองแชมป์การส่งออกขยะชนิดนี้ โดยประชากร 1 คน จะส่งออก e-waste มากถึง 22.4 กิโลกรัม รองลงมาคือ ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ที่คนละ 21.3 กิโลกรัม

และทั้งหมดที่ว่ามานี้ คุณอ่านไม่ผิด หน่วยที่ใช้วัดต่อคนคือหน่วย “กิโลกรัม” จริง ๆ

นอกจากนี้ ความเสียหายในเชิงสิ่งแวดล้อมก็เลวร้ายไม่แพ้กัน อย่างกรณีสิ่งแวดล้อมของประเทศกานา ที่กลายเป็นแหล่งรวมขยะหลากหลายประเภทด้วยกัน ตั้งแต่ขยะจากอุตสาหกรรมแฟชั่น ไปจนถึงขยะอิเล็กทรอนิกส์ ขยะสิ่งทอจำนวนมากถูกส่งไปกำจัดยังบ่อขยะ หรือเผาทำลายซึ่งก่อให้เกิดมลภาวะทางอากาศ แถมยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในแทบทุกมิติ ตั้งแต่สารก่อมะเร็งที่แพร่กระจายในอากาศ ไปจนถึงสารปนเปื้อนในดินและแหล่งน้ำ ไปจนถึงไมโครพลาสติกที่อาจปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมจากใยโพลีเอสเตอร์ ซึ่งเป็นวัสดุหลักของขยะสิ่งทอที่ถูกส่งไปกานา

สถิติและความเสียหายระดับนี้เองที่ทำให้ชาติต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างอาณานิคมขยะลุกขึ้นมาต้านพฤติกรรมดังกล่าวจากอีกฟากหนึ่งของโลก

และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็เป็นหนึ่งในภูมิภาคเป้าหมายของอาณานิคมสารพิษนี้

แล้วทำไมไทยต้องใส่ใจ Waste Colonialism?

แม้เมื่อนึกถึง “อาณานิคมขยะ” อาจไม่มีชื่อ “ประเทศไทย” เป็นชื่อแรก ๆ ที่ถูกเอ่ยถึง แต่จากข้อมูลการปล่อยขยะข้ามแดนจากสหรัฐอเมริกา ไทยถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายของการสร้างอาณานิคมขยะนี้ด้วย มากไปกว่านั้น ไทยเองก็เผชิญกับปัญหามลพิษมากมาย ไม่ว่าจะเป็นฝุ่น PM 2.5 ทุกหน้าแล้ง หรือปัญหาสารพิษจากบ่อขยะและอุตสาหกรรมภายในประเทศ

ยิ่งเมื่อเราเผชิญหน้ากับปัญหาสภาวะภูมิอากาศแปรปรวนรุนแรง ขยะนำเข้าก็อาจเป็นตัวแปรที่ทำให้สภาวะนี้รุนแรงขึ้นกว่าเดิม

รายงานเรื่อง Climate Risk and Respond in Asia ของ McKinsey Global Institute ระบุว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเผชิญกับสภาวะ Climate Change อย่างรุนแรงเร็วกว่าภูมิภาคอื่น ๆ ซึ่งนี่รวมถึงไทย ที่จะเผชิญผลกระทบอันร้ายแรงของภูมิอากาศแปรปรวนนี้ด้วย

ผลกระทบดังกล่าว ส่งผลต่อทั้งเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของผู้คนในภูมิภาคเป็นอย่างมาก และด้วยอุณหภูมิเฉลี่ยของภูมิภาคที่อาจสูงขึ้นถึง 2 องศาเซลเซียสภายในปี 2050 ยิ่งหากได้รับผลกระทบจากขยะนำเข้าด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ปริมาณมลพิษเพิ่มสูงขึ้นกว่าเดิมอีก ส่งผลต่อปัญหาสุขภาพของผู้คนเป็นอย่างยิ่ง

มากไปกว่านั้น มาตรการการจัดการขยะในเชิงนโยบาย จะไม่อาจทำได้จริงหากเรา “ละเลย” ปัญหาเกี่ยวกับการนำเข้าขยะ เพราะเมื่อปี 2566 ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบ นโยบายควบคุมการนำเข้าพลาสติก โดยมีสาระสำคัญว่า เมื่อพ้นวันที่ 31 ธันวาคม 2567 (หรือเข้าสู่ปี 2568) เศษพลาสติกจะกลายเป็นสินค้าต้องห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักร ไม่ว่าจะในเขตปลอดอากรหรือไม่ก็ตาม ส่วนในระดับระหว่างประเทศ แม้จะมีอนุสัญญาบาเซิลที่มีใจความสำคัญเพื่อควบคุมการเคลื่อนย้ายและกำจัดของเสียอันตรายข้ามแดน แต่สิ่งที่สำคัญคือการป้องกันการลักลอบนำเข้าขยะ ที่อาจทำให้ปัญหายังคงอยู่เหมือนเดิม

ในขณะเดียวกัน การสร้างมาตรการที่ป้องกันการลักลอบนำเข้าขยะ และการป้องกันอธิปไตยจากการรุกรานเชิงสิ่งแวดล้อมยังเป็นการป้องกันการ “ฟอกเขียว” ที่ทำให้ธุรกิจ หรือประเทศต่าง ๆ ดูปลอดมลพิษไปด้วย

ในขณะที่ประเทศไทยซึ่งประกาศตนเป็นครัวโลกนั้น แต่หากหลังครัวเต็มไปด้วยขยะมากมาย ก็คงน่าเป็นห่วงน่าดู

อ้างอิงจาก

shado-mag.com

remake.world

sac.or.th

bloomberg.com

greennews.agency

greenpeace.org

ผู้เขียน

  • เกวลิน ถนอมทอง

    นักเขียนและ NGO ที่สนใจการเมือง รัฐธรรมนูญ และวิถีของผู้คน ใฝ่ฝันถึงเมืองที่เดินดี สังคมที่เห็นหัวทุกชีวิต และคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า

    View all posts