“คลอง” สำคัญอย่างไร และมีคุณค่ามากแค่ไหนหากเทียบกับถนน 

คำพูดนี้อาจเป็นคำพูดที่พูดได้ว่าเป็นทัศนะของคนในปัจจุบัน ที่กำลังมอง “คลอง” กลายเป็นสิ่งที่ไม่มีความสำคัญ ไม่มีประโยชน์จนลืมเหลียวมองว่า ตั้งแต่ครั้งอดีตคลองอยู่ควบคู่กับเรามาช้านาน เป็นทั้งแหล่งอาหาร ที่อยู่อาศัย ใช้อุปโภคบริโภค ตลอดจนเป็นเส้นทางให้ผู้คนได้สัญจร

ปฏิเสธไม่ได้ว่าพื้นที่หนึ่งที่ได้รับผลกระทบ จากการที่ความสำคัญของคลองถูกทำให้หมดบทบาทลงไป (ย้ำว่าถูกทำ) คือกรุงเทพมหานคร คลองกลายเป็นพื้นที่ระบายน้ำเสีย กลายเป็นท่อธรรมชาติที่คอยรับกลิ่นเหม็น ของเหม็นจากชุมชนที่อยู่อาศัย

แต่หากมองตามเป็นจริงแล้วตั้งแต่อดีต-ปัจจุบัน คลองยังมีความสำคัญอยู่ ขอเพียงแต่ลมอย่าพึ่งลบลมหายใจของคลอง และต้องร่วมมือกันต่อลมหายใจของคลอง สร้างสองฝั่งคลองให้มีความหวัง หวนถึงวันในอดีต เพื่อดึงประโยชน์ของคลองตั้งแต่อดีตมาต่อยอดถึงปัจจุบัน ส่งต่อให้ลูกหลานเราในอนาคต

แน่นอนว่าเราจะรู้ประโยชน์ของคลองย่อมต้องกลับไปมองอดีตมองดูประโยชน์ของคลองเมื่อครั้งเก่าก่อนว่าเป็นอย่างไร มีประโยชน์แค่ไหน โดยคอลัมน์ AWAKE KNOW จะพาไปสำรวจบทบาทของคลอง ทั้งในเชิงคมนาคม ความสัมพันธ์ระหว่างคลองที่ยึดโยงกับการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ไปจนถึงแนวทางการพัฒนาคลองในต่างประเทศ ที่เขาสามารถทำให้คลองยังคงมีลมหายใจและผนวกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนได้

History Of “คลอง” ที่แสนสั้น

คลองนั้นอยู่ควบคู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน เพราะสังคมในภูมิภาคนี้ต้องใช้ ‘น้ำ’ เป็นปัจจัยหลักในการดำเนินชีวิต หรือที่เรียกง่าย ๆ ว่า ‘สังคมพลังน้ำ’

แต่เมื่อมองมาที่กรุงเทพฯ หลังจากที่มีการย้ายราชธานีจากกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี มาถึงกรุงเทพมหานคร ต้องบอกก่อนว่าคงจะมีคลองย่อย ๆ อยู่ ณ ที่แห่งนี้อยู่พอสมควร เพราะพื้นที่นี้มีผู้คนอาศัยอยู่มาเนิ่นน่าน และเป็นพื้นที่ที่มีความเป็นพหุวัฒธรรม มีชุมชนหลากหลายเชื้อชาติอยู่ร่วมกัน และสิ่งสำคัญที่ทำให้ชีวิตอยู่ได้นั่นคือ ‘คลอง’

เมื่อมีการย้ายราชธานีมาสู่กรุงเทพมหานคร แน่นอนว่ากรุงเทพฯ รับอิทธิพลการสร้างราชธานีมาจากกรุงศรีอยุธยา ฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่ลอกมาเพราะเป็นประโยชน์ในการป้องกันพระนคร คือ การขุดคลองรอบกรุงด้วย คลองจึงกลายเป็นเมกะโปรเจกต์ในยุคนั้น ในการสร้างเอาไว้เพื่อป้องกันข้าศึก เช่น การขุดคลองโอ่งอ่าง – บางลำพู การขุดคลองมหานาคในสมัยรัชกาลที่ 1 ที่ใช้แรงงานจากเขมรจาม เป็นต้น

คลองกับการคมนาคม

สังคมไทยหรือสังคมเอเชีย หรืออาจรวมถึงยุโรปด้วยก็ตาม ก่อนที่จะมีถนนย่อมต้องใช้คลองในการสัญจรไปมา เพราะเป็นเส้นทางที่สะดวก สามารถขุดเป็นสายย่อย ๆ เชื่อมกับแม่น้ำสายใหญ่ ๆ สู่เมืองได้ง่ายอีกด้วย

กรุงเทพมหานครเองเมื่อมีการวางตัวว่าจะเป็นราชธานี ย่อมต้องมีการขุดคลองสายย่อย ๆ เชื่อมพื้นที่ต่าง ๆ ในเมืองเข้าหากัน ตลอดจนขุดเชื่อมไปสู่หัวเมืองต่าง ๆ เพื่อใช้ในการเดินทางไปทำราชการตลอดจนสงครามอีกด้วย เช่น คลองพระยาบรรลือ คลองเจดีย์บูชา คลองภาษีเจริญ คลองมหาสวัสดิ์ คลองดำเนินสะดวก คลองแสนแสบ คลองประเวศบุรีรมย์ ถือเป็นคลองที่เราคุ้นเคยกันดี แต่หารู้ไม่ว่าในอดีต คลองเคยเปรียบเสมือนที่เป็นเส้นทางสัญจรของผู้คนในกรุงเทพมหานคร เป็นดั่งลมหายใจของผู้คนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครก็ว่าได้

และเมื่อเราพูดถึงการคมนาคมของคลองที่ใช้ในการสงคราม ก็ขาดไม่ได้ที่จะพูดถึงคลองแสนแสบซึ่งเป็นคลองที่ขุดจากคลองเดิม เชื่อมต่อจากกรุงเทพมหานครมุ่งสู่เส้นทางตะวันออก คือการไปสงครามอานัมสยามยุทธ ในช่วงรัชกาลที่ 3 เป็นคลองที่ขุดจากภาคกลางของประเทศไทยมุ่งสู่ด้านตะวันออกไปถึงดินแดนกัมพูชา ณ ปัจจุบัน

ทำให้เราปฏิเสธไม่ได้ว่าคลองนั้นมีความสำคัญในแง่การคมนาคมของประชาชน ราชการ ตลอดจนการเดินทางเพื่อไปทำสงครามอีกด้วย

เมื่อคลอง ยึดโยงกับการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม

เราพูดถึงภาพย่อยของคลองกันไปแล้ว คราวนี้จะมาพูดถึงภาพคลองในแง่การเมือง และเศรษฐกิจกันบ้าง นับตั้งแต่ครั้งอดีตในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การกวาดต้อนประชากร หรือการมีแรงงานมีความสำคัญมากกว่าการตีชิงพื้นที่

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อมีการไปทำสงครามกับประเทศเพื่อนบ้าน หากทำสงครามชนะ หรือแพ้ก็ตาม มักกวาดต้อนครัวเรือนประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาไว้ในกรุงเทพมหานคร เช่น คลองบางไส้ไก่ คลองพระโขนง ล้วนแล้วแต่มีการกวาดต้อนครัวเรือน ลาว หรือแขกมลายู มาไว้ในพื้นที่เหล่านี้ และในที่สุดจึงก่อเกิดวัฒนธรรมจากคนซึ่งถูกกวาดต้อน เมื่อครั้งที่เข้ามาในกรุงเทพมหานครอีกด้วย

เชิงการเมืองภายในเอง เพื่อเพิ่มความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจและการเมือง จึงมักจะมีการขุดคลองขยายระบบชลประทานการทำเกษตรเข้าไปในพื้นที่การเมืองของกลุ่มก้อนชนชั้นนำในกรุงเทพมหานคร เช่น ฝั่งธนบุรี เป็นถิ่นของตระกูลบุนนาค มีการขุดคลองฝั่งของตนเองเพื่อขยายพื้นที่เกษตรไปจนถึงราชบุรีเพชรบุรี เป็นต้น

การขยายพื้นที่เกษตร หรือขยายคลองเข้าสู่พื้นที่ต่าง ๆ ได้นำไปสู่การขยายฐานอำนาจทางเศรษฐกิจในการผลิตทรัพยากร สร้างความมั่งคั่งให้กับกลุ่มก้อนของตนเอง รวมถึงขยายฐานอำนาจกำลังคนในการแบ่งพื้นที่ให้เครือข่าย และไพร่ของตนเองอีกด้วย

ทำให้เราเห็นว่าคลองในอดีตนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมาก ทั้งเป็นทางสัญจรของผู้คน ตลอดจนในระดับประเทศยังเป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบในแง่ของการเมืองและเศรษฐกิจอีกด้วย

แต่ทำไมบทบาทของคลองจึงค่อยๆ ลดลงไป ?

ตะวันตก ถนน ลบ คลอง

การล่าอาณานิคมที่เข้ามาเยือนตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 เริ่มมีการหวาดระแวงการแทรกแซงของตะวันตก และมีกลุ่มขบวนการที่ต้องการสร้างความทันสมัย จนมีคำว่า ‘เอาอย่างอารยประเทศ’ ขึ้นมา สิ่งหนึ่งที่เราเอาอย่างต่างชาติ นั่นก็คือการให้ความสำคัญกับ ถนนที่ลาดด้วยยางมะตอยหรือซีเมนต์ โดยเชื่อว่าจะเป็นการสร้างระบบคมนาคมได้ทัดเทียมบรรดาอารยประเทศ

แต่อย่าพึ่งเข้าใจผิดว่าบ้านเราไม่มีถนนมาก่อน เพียงแต่เราไม่ได้ให้ความสำคัญ ถนนที่ตัดผ่านเป็นเพียงถนนลูกรังดินแดง หรือเป็นทางผ่านเกวียนที่ใช้เชื่อมต่อระดับชุมชนเท่านั้น ถนนแบบนี้แน่นอนว่าเมื่อฝนตกย่อมทำให้เกิดการสัญจรลำบาก ผิดจากคลองที่สามารถเดินทางได้สะดวกรวดเร็วกว่า ในอดีตการสัญจรทางบกจึงไม่ได้รับความนิยม

แต่เมื่อนำวิทยาการอย่างตะวันตกเข้ามา อย่างการตัดถนนเจริญกรุงถนนสายแรก กลายเป็นสิ่งแปลกใหม่ที่ชนชั้นนำไทยต่างนิยม และตั้งเป้าเรื่อยมาว่าหากพัฒนาถนนไปที่ใดย่อมมีความเจริญดั่งคำขวัญในยุค จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ว่า “น้ำไหล ไฟสว่าง ทางสะดวก” เรื่อยมา แต่เมื่อมีถนนเข้ามาคลองในกรุงเทพมหานครจึงค่อย ๆ ถูกลดบทบาทลงเป็นเพียงที่ระบายน้ำเท่านั้นเอง

นั่นเป็นเพราะความเข้าใจแบบผิด ๆ ที่คิดว่าหากมีถนนและจะกระจายความเจริญ แต่หารู้ไม่กำลังทำลายวิถีชีวิตของผู้คนสองฝั่งคลอง ตลอดจนทำลายวัฒนธรรมที่มีต้นกำเนิดจากคลองลงไปจากกรุงเทพมหานครด้วย เพราะในทางตรงกันข้าม ประเทศตะวันตกที่เราเอาอย่างความศิวิไลซ์ ยังคงรักษาคลองเอาไว้ได้อยู่ และทำให้ลมหายใจของคลองยังอยู่คู่กับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและประชาชนของชาติเขาอีกด้วย

แนวทางพัฒนาคลองของเนเธอแลนด์

ขณะที่เรากำลังทำคลองให้กลายเป็นพื้นที่ระบายน้ำ แต่ต่างประเทศกลับพยายามปรับตัวเข้ากับคลอง ใช้ประโยชน์กับคลองในแง่ของความสุขของประชาชน และทำให้เกิดรายได้ต่อประเทศของพวกเขาอีกด้วย

ในประเทศเนเธอแลนด์มีหมู่บ้านชื่อว่าGiethoorn Village’ ซึ่งเป็นหมู่บ้านไร้รถยนต์ ตั้งอยู่ที่จังหวัดโอเฟอไรส์เซิล (Overijssel) ท่ามกลางทิวทัศน์อันงดงามของชนบท ได้ขึ้นชื่อเรื่องคลองที่มีสายน้ำใสสะอาด เรียงรายไปด้วยบ้านเรือนสไตล์ดัตช์โบราณ หลังคาสีน้ำตาลแดง โดยสะพานข้ามคลอง ที่นี่ได้รับฉายาว่า “เวนิสแห่งเนเธอร์แลนด์” ผู้คนสัญจรไปมาด้วยเรือแคนู เรือพาย หรือเรือไฟฟ้า แทนที่จะใช้รถยนต์

โดยภาครัฐให้ความสนับสนุนและมีการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของชุมชน  และยังสร้างอัตลักษณ์ของชุมชนจนเกิดรายได้จากการท่องเที่ยวอีกด้วย

นี่เป็นตัวอย่างของบางประเทศเท่านั้นที่พยายามปรับตัวและวิถีชีวิตให้เข้ากับคลองนั่นเอง แต่หัวใจหลักที่เขาสามารถทำได้นั้นต้องเกิดความเข้าใจ และมีแนวคิดสร้างสรรค์ในการต่อยอดพัฒนาเมือง ไม่ได้มองแค่ความเจริญอย่างเดียว พวกเขาจึงสามารถต่อลมหายใจของคลอง จนคลองกลายเป็นสิ่งที่สำคัญในชีวิต และก่อให้เกิดรายได้ให้กับประชาชน และชาติของพวกเขาอีกด้วย

อ้างอิงจาก

matichonweekly.com  2

today.line.me

inzpy.com

silpa-mag.com

luehistory.com

กุลดา เกษบุญชู มี้ด. สมบูรณาญาสิทธิราชย์ วิวัฒนาการรัฐไทย. ฟ้าเดียวกัน

บัณฑิต จุลาสัย ,รัชดา โชติพานิช. เขตคลองมองเมือง. มติชน

ผู้เขียน