ชีวิตของ “นโปเลียน โบนาปาร์ต” นั้นมีความโลดโผน ที่เรียกได้ว่าจากคนสามัญสู่ยอดรัฐบุรุษของฝรั่งเศส จากนายทหารชั้นผู้น้อยสู่จักรพรรดิของฝรั่งเศส และต้องเรียกได้ว่าจากสูงสุดคืนสู่สามัญเพราะพ่ายแพ้สงครามทำให้ต้องก้าวลงจากตำแหน่งจักรพรรดิ ลี้ภัยออกนอกประเทศถึงสองครั้งสองครา และไม่อาจกลับมาในวาระสุดท้ายของชีวิต
Awake Know บทความนี้จะพาไปสำรวจชีวิตของวีรบุรุษผู้นี้กัน เพราะ ณ บัดนี้ “ประวัติศาสตร์ สงครามและการปฏิวัติกำลังเริ่มต้นขึ้นแล้ว”
ลูกขุนนางบ้านนอกจากเกาะคอร์ซิกา
ภูมิหลังของเขา หาใช่คนฝรั่งเศสบนแผ่นดินฝรั่งเศสไม่ แต่เป็นคนเกาะคอร์ซิกา ซึ่งเป็นเกาะอยู่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ดังนั้นฐานะของเขาจึงถือเป็นคนบ้านนอก ถึงแม้ตระกูลของเขาจะเป็นขุนนางก็จริง แต่ก็เป็นขุนนางชั้นผู้น้อยที่ห่างไกลจากศูนย์กลางอำนาจของฝรั่งเศสนั่นเอง แทบจะเรียกว่าไม่ได้เขาไปอยู่ในวงจรอำนาจแต่อย่างใด แต่ด้วยโชคชะตาหรือสถานการณ์จำเป็นทำให้หนุ่มน้อย “นโปเลียน โบนาปาร์ต” ก้าวขึ้นสู่อำนาจ แบบที่เขาในวัยเด็กคงไม่คาดคิดเช่นกัน
บ้านนอกเข้ากรุง มุ่งสู่โรงเรียนนายร้อย
แต่กระนั้น บิดาของเขา “ชาร์ล มาเรีย โบนาปาร์ต” ผู้มีความทะเยอทะยาน ได้คิดเผื่ออนาคตของลูกชายเอาไว้ จึงมีแนวคิดให้เข้ารับการศึกษาในแบบฝรั่งเศสโดยส่ง นโปเลียน เข้าศึกษาโรงเรียนนายร้อยทหารที่เมือง โอเติง บรีแอนน์ และในที่สุดก็เข้าศึกษาในโรงเรียนทหารปารีส
เท่ากับว่าเส้นทางของเขาต้องเติบโตในกองทัพทหารบกฝรั่งเศส ที่ได้ชื่อว่าเป็นกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในภาคพื้นดิน และที่สำคัญในเวลาต่อมากองทัพนี้จะก้าวขึ้นมามีอิทธิพลและมีความสำคัญในไม่ช้า หนุ่มน้อยนโปเลียนเอง จะกลายเป็นนายทหารคนสำคัญ เพราะเขาเองได้ฉายแววอัจฉริยะทางด้านการทหารตั้งแต่สมัยเข้าศึกษาในโรงเรียนทหารนั่นเอง
เส้นทางการทหาร
เมื่อการปฏิวัติฝรั่งเศสเกิดขึ้นในปี ค.ศ.1789 ขณะนั้น นโปเลียนดำรงตำแหน่งนายร้อยโทประจำกองทัพ ในฐานะ “ผู้สังเกตการณ์”
ต่อมา เขากลายเป็นนายทหารที่สนับสนุนการปฏิวัติ ทำให้ถูกส่งไปปราบปรามฝ่ายสนับสนุนกษัตริย์ ณ เมืองตูลง (Toulon) เขาสามารถนำชัยชนะมาสู่กองทัพปฏิวัติได้สำเร็จ ยึดเมืองตูลงมาสู่มือรัฐบาลระบอบสาธารณรัฐได้
ณ ช่วงเวลาแห่งการปฏิวัตินั้นแน่นอนว่าย่อมมีฝ่ายที่เห็นด้วยและเห็นต่าง โดยในเมืองว็องเดแมร์ประเทศฝรั่งเศส ฝ่ายสนับสนุนราชวงศ์บูร์บงได้ลุกฮือต่อต้านระบอบสาธารณรัฐจนเกิดการปะทะกันขึ้น ในศึกคราวนี้เขาได้เป็นผู้บัญชาการ เขาได้ฉายแววโดดเด่นทางด้านการใช้ปืนใหญ่ โดยสามารถใช้ปืนใหญ่สลายการชุมนุมได้สำเร็จ
การปฏิวัติฝรั่งเศสเหมือนไฟลามทุ่ง ทำให้ฝรั่งเศสต้องทำการรบกับประเทศในยุโรป ไม่ว่าจะเป็นปรัสเซีย อังกฤษ จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (ออสเตรีย-ฮังการี) ออตโตมัน ทำให้เขากลายเป็นนายทหารที่โดดเด่น และได้ออกรบในสมรภูมิสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นสงครามในอิตาลี หรือในอียิปต์ (ซึ่งเราจะเห็นในภาพยนตร์อย่างแน่นอน) เขาจึงมีบทบาทที่โดดเด่น และมีบารมีในกองทัพอย่างสูง ทำให้ต่อมาการเข้าสู่จุดสูงสุดของชีวิตทางการเมืองไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปสำหรับ นโปเลียน โบนาปาร์ต
รัฐประหาร-ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งกงสุลแห่งรัฐ ตำแหน่งสูงสุดทางการเมือง (หรือเปล่า)
สถานการณ์ฝรั่งเศสภายหลังการปฏิวัติ ผ่านการนองเลือดและการถูกเลื่อยขาเก้าอี้ในระบอบสาธารณรัฐมาอย่างยาวนานนับทศวรรษ ทำให้ฝ่ายบริหาร หรือฝ่ายสภาของระบอบสาธารณรัฐบาลอ่อนแอ ประกอบกับมีกระแสข่าวว่าจะมีการนำพระเจ้าหลุยส์ที่ 18 น้องชายของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 กลับมาขึ้นครองราชย์ จึงนำไปสู่การรัฐประหารวันที่ 18 เดือนบรูว์แมร์ (ซึ่งตรงกับ 9 พฤศจิกายน) ในปี ค.ศ.1799 ล้มการปกครองของรัฐบาลเดิมจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาใหม่ สถาปนาระบอบกงสุลขึ้นมาบริหารประเทศ
แน่นอนว่าระบอบการปกครองรูปนี้เป็นการปกครองในรูปแบบการรวมศูนย์อำนาจการบริหารไว้ที่กงสุล โดยมีกงสุล 3 คน แต่คนที่มีอำนาจที่แท้จริงคือกงสุลหมายเลข 1 คือ “นโปเลียน” นั่นเอง
เหนือกงสุลยังมีจักรพรรดิรออยู่
หลายคนมองว่าตำแหน่งกงสุลคนที่ 1 เป็นตำแหน่งสูงสุดทางการเมืองในระบอบสาธารณรัฐอยู่แล้ว แต่สำหรับนโปเลียนแล้ว ตำแหน่งนี้ยัง “ไม่ใช่”
เพราะการมีกงสุลอีก 2 คนยังเป็นการแบ่งอำนาจให้คนอื่น ๆ อยู่ ประกอบกับตัวเขาเองสามารถนำพาฝรั่งเศสไปสู่จุดสูงสุด ด้วยการรบชนะอังกฤษ รบชนะออสเตรีย-ฮังการี จนสามารถยกเลิกตำแหน่งจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ขยายอิทธิพลของฝรั่งเศสเข้าไปในสวิสเซอร์แลนด์ รวมถึงในเยอรมนีได้สำเร็จ สถานการณ์เริ่มสุกงอมขณะนั้นนโปเลียน กงสุลผู้มีอำนาจเต็ม ได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นจักรพรรดิแห่งฝรั่งเศส
นี่เป็นการทำลายขนบเดิมของยุโรปจากเดิมมีเพียงตำแหน่งจักรพรรดิหนึ่งเดียว คือ จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ แต่ ณ บัดนี้ได้มีตำแหน่งจักรพรรดิแห่งฝรั่งเศสเกิดขึ้นแล้ว นั่นก็คือจักรพรรดินโปเลียน แห่งราชวงศ์ “โบนาปาร์ต” นั่นเอง
เมื่อเขาก้าวขึ้นเป็นจักรพรรดิ ก็สามารถนำพาฝรั่งเศสไปสู่จุดสูงสุดไม่ว่าจะเป็นการรบชนะกองทัพชาติพันธมิตร ทั้งปรัสเซีย, ออสเตรีย, รัสเซีย และ อังกฤษ ถึงแม้กองทัพพันธมิตรจะมีกำลังพลมากกว่ากองทัพฝรั่งเศส แต่กระนั้นฝรั่งเศสสามารถกำชัยชนะได้สำเร็จถึงขนาดยกทัพล่วงเข้าไปสถาปนา ดัชชีวอร์ซอ (Duché de Varsovie) ในดินแดนโปแลนด์ได้สำเร็จหลังจากที่หลายปีก่อนโปแลนด์ถูก 3 อาณาจักรอย่าง ปรัสเซีย ออสเตรีย และรัสเซีย แบ่งดินแดนกันไปปกครอง
จากสูงสุดสู่สามัญ
คนเราเมื่อมีจุดสูงสุดย่อมมีจุดต่ำสุด จักรพรรดินโปเลียนเมื่อรบชนะทั่วยุโรปก็มีจุดผิดพลาดที่นำไปสู่การพ่ายแพ้เช่นกัน
ต้นเหตุของความพ่ายแพ้คือ เขาต้องการกีดกันการค้าของอังกฤษกับภาคพื้นทวีปยุโรปเพื่อให้เศรษฐกิจของอังกฤษย่ำแย่ แต่กระนั้นหลายประเทศ เช่น โปรตุเกส ก็ไม่ตอบรับนโยบายนี้เช่นกัน ทำให้ฝรั่งเศสทำสงครามติดพันกับทั้งโปรตุเกสและอังกฤษในคาบสมุทรไอบีเรีย
ขณะที่เขาทำสงครามกับโปรตุเกสและอังกฤษกองทัพออสเตรียลุกขึ้นต่อต้านฝรั่งเศสอีกครั้ง ประกอบกับรัสเซียตัดรอนไมตรีด้วยการปฏิเสธที่จะร่วมมือกับนโปเลียนบุกอังกฤษ ทำให้นโปเลียนกรีธาทัพกว่า 600,000 คนมุ่งสู่รัสเซีย ขณะที่รัสเซียมี จอมพลมิคาฮีล คูตูซอฟ ใช้แผนถอยทัพเผาเมืองตัดเสบียง ทำให้กองทัพฝรั่งเศสที่ทนความหนาวของรัสเซียไม่ไหว ประกอบกับเข้าเมืองไหนก็ถูกเผาไม่มีเสบียง ต้องพ่ายแพ้ต่อความหนาวและความหิวโหย เมื่อเขาถึงเมืองหลวงอย่างมอสโกว์ ก็เหลือแต่เมืองที่ว่างเปล่าและเมืองที่ถูกเผาทำลาย ทำให้จำเป็นต้องถอยทัพกลับฝรั่งเศส
อากาศหนาวของรัสเซียทวีความรุนแรงมากขึ้นทำให้กองทัพฝรั่งเศสเสียหายอย่างหนัก จากที่ยกไป 600,000 คน เหลือกลับมาเพียงหมื่นกว่าคนเท่านั้น เมื่อกษัตริย์ทั่วยุโรปผู้เป็นอริราชศัตรูได้รู้ข่าวความพ่ายแพ้ของจักรวรรดิแห่งนี้ ต่างตั้งกองทัพพันธมิตรมารุมกระหน่ำนโปเลียนอีกครั้ง เพราะถือเป็นจังหวะเหมาะสมที่จะล้มราชวงศ์โบนาปาร์ต คราวนี้ จากชัยชนะทั่วสารทิศ กลับกลายพ่ายแพ้ที่ทำให้ต้องสละราชสมบัติและถูกเนรเทศไปยังเกาะเอลบา
สมัย 100 วันและการอวสาน
ถึงแม้ นโปเลียน จะพ่ายแพ้ถูกเนรเทศไปยังเกาะเอลบา แต่เขาก็หาทางหนีกลับมาแผ่นดินฝรั่งเศสได้อีกครั้งโดยขึ้นชายฝั่งฝรั่งเศสที่เมืองลียง
เมื่อข่าวการลักลอบเข้าพรมแดนมาถึง จอมพลมิเชล ไนย ผู้สาบานว่าจะจับเขาต่อหน้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 18 แห่งราชวงศ์บูร์บงที่หวนกลับมานั่งบัลลังก์อีกครั้ง ได้แปรพักตร์เข้ากับนโปเลียนมุ่งสู่กรุงปารีส ทำให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ต้องเสด็จลี้ภัยออกจากฝรั่งเศส เป็นการเริ่มต้นสมัยนโปเลียนอีกครั้ง
กองทัพพันธมิตรยุโรปจึงร่วมมือกันอีกครั้งทำการสู้รบในสมรภูมิวอเตอร์ลู ณ เบลเยียม นำไปสู่ความพ่ายแพ้ของนโปเลียนทำให้เขาถูกเนรเทศไปสู่เกาะเซนต์เฮเลนา และเสียชีวิตที่นั่นไม่มีวันได้หวนคืนสู่ฝรั่งเศสแผ่นดินอันเป็นที่รักของเขาได้อีกเลย
เรียกได้ว่าในหน้าประวัติศาสตร์นั้น “นโปเลียน” มีชีวิตโลดโผนสมกับเป็นรัฐบุรุษ จากขุนนางบ้านนอกก้าวขึ้นสู่ความเป็นจักรพรรดิ ทำศึกสะท้านสะเทือนไปทั่วยุโรป และก็มีคราวตกต่ำต้องถูกเนรเทศเป๊นชีวิตที่มีรสชาติของความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เป็นอีกคนหนึ่งที่ประวัติศาสตร์ต้องจารึก แต่ตัวเขาเองคงจะไม่พอใจการจารึกเรื่องราวความเปลี่ยนแปลงของเขาตอนท้ายสักเท่าไหร่ เพราะมันเป็นการที่เขาต้องล่วงหล่นจากอำนาจที่เขาอุตส่าห์สร้างมากับมือนั่นเอง
แต่เรื่องเล่ากล่าวขานไม่รู้จบ
แม้ชีวิตของนโปเลียนจะจบสิ้นลงแล้ว แต่โลกก็ยังกล่าวขานเรื่องราวของเขาอย่างไม่รู้จบ เขากลายเป็นแบบอย่างของนักการเมือง ทหาร และจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ผู้เป็น “หลาน” ของเขา
เรื่องราวยังถูกนำมาสร้างเป็น เกมส์ อย่าง Napoleon Total War ภาพยนตร์ รวมถึงล่าสุด ผู้กำกับอย่าง Ridley Scott ก็ยังนำภาพยนตร์เรื่อง Napoleon มาฉายอีกครั้ง
อันที่จริงแล้ว ในแง่ความเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เพียงช่วงเวลาประวัติศาสตร์ของตัวเขาเองเท่านั้น แต่เมื่อเขาจากไปก็ยังมีเรื่องราวความเปลี่ยนแปลงของเขาอยู่เสมอ จากการผลิตซ้ำการเล่าเรื่องเกี่ยวกับเขา ไม่ว่าจะจากทั้งภาพยนตร์ ซีรีส์ การ์ตูน หรือเกมส์ ที่ล้วนมีรายละเอียดที่เปลี่ยนแปลงแตกต่างกันออกไป
ทำให้เราเห็นว่า เรื่องราวของเขานั้นถูกนำมาเสนออย่างไม่รู้จบ สมกับเป็น “นโปเลียน” วีรบุรุษที่ชอบความเปลี่ยนแปลง (หรือเปล่า) ???
- ศ.อนันต์ชัย เลาหะพันธ์ .ยุโรปสมัยใหม่ ค.ศ.1492-1815 .โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากร .2560.
- รศ.ดร.ชาคริต ชุ่มวัฒนะ .สังเขปประวัติศาสตร์สมัยใหม่ คริสต์ศตวรรษที่ 15-18 .ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ .2564.
