วันเพื่อนมีได้ทุกวัน
นอกเสียจากเราจะมี “เพื่อน” “จริง ๆ” จำนวนมาก ในทุก ๆ สังคม และสามารถ keep in touch ไว้ได้อย่างแข็งแกร่ง คำกล่าวนี้ก็อาจจะดูเกินจริงไปหน่อย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ถ้ามี “วันเพื่อน” สักวันหนึ่ง ก็คงพิเศษไม่น้อย
เพราะไม่ว่าภาระงานที่รับผิดชอบอยู่จะใหญ่แค่ไหน แบกยศแบกศักดิ์อะไรบนบ่า แต่พอได้เจอหน้าเพื่อน เราก็พร้อมจะวางภาระและยศศักดิ์เหล่านั้นลง แล้วกลายเป็นเด็กวัยรุ่นคนนั้นที่เคยบ้าบอ เคยเมาหัวราน้ำ เคยทำอะไรโก๊ะ ๆ เปิ่น ๆ ไปด้วยกันได้เสมอ
ตัดภาพไปที่สหรัฐอเมริกา ดินแดนที่มีวันศักดิ์สิทธิ์อย่าง “วันขอบคุณพระเจ้า” (Thanksgiving Day) ให้ใช้เวลากับคนสำคัญ ซึ่งมักหมายถึง “ครอบครัว” แต่ในกระแสสังคมสมัยใหม่ ครอบครัวอาจไม่ได้เกิดจากสายเลือด แต่เป็น “เพื่อน” นี่จึงเป็นที่มาของ “Friendsgiving” วันขอบคุณพระเจ้า ที่เราจะใช้ช่วงเวลาพิเศษนี้ไปกับมิตรสหายของเรา
เอาเข้าจริง Friendsgiving เป็นคำที่เกิดใหม่ โดยพจนานุกรม Merriam-Webster ได้บรรจุคำนี้เข้าไปในปี 2020 โดยหมายถึงการเฉลิมฉลองด้วยอาหารมื้อใหญ่ ในวันขอบคุณพระเจ้า หรือวันที่ใกล้เคียง โดยเริ่มใช้ครั้งแรกในปี 2007 บนอินเทอร์เน็ต เพื่อนัดรวมตัวเหล่าคนไกลบ้าน มาร่วมมื้อพิเศษในวันขอบคุณพระเจ้า หลังวิกฤต “แฮมเบอร์เกอร์ ที่ทำให้เกิดการอพยพสู่เมืองใหญ่ ไขว่คว้าโอกาสและเงินงาน
เว็บไซต์ของ Merriam-Webster ยังบอกอีกว่า การแพร่กระจายของคำว่า “Friendsgiving” สะท้อนปรากฏการณ์การแพร่กระจายของคำได้เป็นอย่างดี คือ เกิดขึ้นก่อนในภาษาพูด แพร่กระจาย ก่อนจะบรรจุความหมายและให้คำนิยามในภาษาเขียนในที่สุด

แล้ว Friendsgiving เขาต้องทำอะไรกันบ้างล่ะ
มีสารพัด How-to และไอเดียมื้ออาหารมากมาย หากลองได้ค้นคำดังกล่าวลงไปบนเสิร์ชเอนจิน (Search Engine) ซึ่งเน้นไปที่ความสนุกสนาน และการใช้เวลาร่วมกันคนที่เรารัก อาหารแบบที่แชร์กันได้ เหมาะกับการแชร์กันกิน ทำให้คิดถึง “บ้าน” รวมถึงอาหารซิกเนเจอร์อย่างไก่งวงอบ หรือไม่มีก็ได้ อย่างที่รู้สึกอบอุ่นใจกับอาหารมื้อนี้จริง ๆ ส่วนธรรมเนียมปฏิบัติก็ไม่มีอะไร นอกจากทำตัวสบาย ๆ แบบที่อยู่บ้าน
ขอบคุณพระเจ้า ที่มีเพื่อนอยู่บนโลกนี้
แต่พัฒนาการเชิงคอนเซปต์ของ Friendsgiving ก็น่าสนใจไม่น้อย
ในยุคสมัยหนึ่ง นอกจากเรื่องเศรษฐกิจที่ทำให้คนอยู่ไกลบ้าน สภาพสังคมทำให้กลุ่ม LGBTQIAN+ เป็นตัวประหลาดที่ถูกกีดกันออกจากอ้อมกอดของพระเจ้า รวมถึง “ครอบครัว” กลุ่มบุคคลที่ใกล้ชิดที่สุด การเฉลิมฉลองวันแห่งความอบอุ่นและการขอบพระคุณจึงเกิดขึ้นในบรรยากาศของ “เพื่อน” ผู้ร่วมสถานการณ์เดียวกัน เป็นครอบครัวที่เลือกเองของกันและกัน ก่อนที่คอนเซปต์นี้จะแพร่กระจายออกไป จนกลายเป็นอีกทางเลือกของการเฉลิมฉลองมิตรภาพที่อบอุ่นเสมือนครอบครัวด้วย
แง่หนึ่ง นี่คือการโต้ตอบกับขนบเพศทวิลักษณ์ ท่ามกลางความเชื่อของศาสนากำหนดให้เพศมีเพียงสอง แต่อีกแง่ นี่คือพื้นที่ที่จะสำแดงความเป็นตัวของตัวเองออกมา ถอดหน้ากากที่ต้องสวมไว้ในโลกจริง แล้วใช้เวลานี้เสมือนการ “อยู่บ้าน” ของเราเอง
มากไปกว่านั้น คำ ๆ นี้ ยังไปปรากฏเป็นชื่อภาพยนตร์คอมเมดี้ในปี 2020 ที่ว่าด้วยงานวันขอบคุณพระเจ้าที่สุดแสนวายป่วง เต็มไปด้วยความสัมพันธ์ที่สุดแสนอลวน แต่ก็เน้นย้ำความสำคัญของ “Chosen Family” หรือครอบครัวที่เราเลือกเองอย่างเต็มที่ไม่แพ้กัน

จริงอยู่ ว่าการฉลองวันขอบคุณพระเจ้ากับผองเพื่อนอาจทำให้เรารู้สึกใกล้ชิดกับขนบที่เคยทำในวัยเยาว์ แต่อีกนัยหนึ่ง นี่ได้กลายมาเป็น “ธรรมเนียมใหม่” ในสังคม ที่ทั้งฉลองวันสำคัญกับเพื่อน ๆ และครอบครัวไปพร้อม ๆ กัน
หลายคนจึงกังวลถึงงบประมาณการเงินที่บานปลายออกไป เมื่อต้องฉลองถึง 2 ครั้งในเดือนเดียว (และหากนับรวมเทศกาลฮัลโลวีนในเดือนก่อน และการฉลองปีใหม่ในเดือนหน้า เท่ากับว่าต้องฉลอง 4 ครั้งเลยทีเดียว)
แต่หากมองอีกแง่ ปริบทสังคมคนรุ่นใหม่ ได้นำ Friends เข้ามา เพื่อแทนที่คำว่า Thanks ใน “Thanksgiving” แสดงให้เห็นถึงปรากฏการณ์ของวงความสัมพันธ์ที่แตกต่างจากอดีต ด้วยสเปกตรัมของความรู้สึก บาดแผลและการให้ความสำคัญกับจิตใจ
หากยกตัวอย่างสุดคลาสสิก คำถามวันรวมญาติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกายภาพ ความสวยหล่อ สถานะหัวใจ แพลนสร้างครอบครัว ไปจนถึงการอวดและข่มว่าด้วยความสำเร็จของชีวิต คงจะมาพร้อมกับการรวมตัว ความอบอุ่นที่เกิดขึ้นอาจมากไปจนกลายเป็นไฟที่ร้อนกว่าในเตาผิงด้วยซ้ำ นี่จึงอาจสะท้อนถึงคุณค่าที่เปลี่ยนแปลง พลวัตของความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไปตามการเติบโตในแต่ละขวบปีของชีวิต
ครอบครัวอาจไม่ได้กำหนดด้วยสายเลือดเพียงอย่างเดียว แต่อาจกำหนดได้ด้วย “สายสัมพันธ์” ที่ผูกร้อยกันไว้ การเข้าอกเข้าใจในสถานการณ์เดียว ๆ กัน เป็นพื้นมาร์ชเมลโลว์ ที่ล้มเท่าไรก็ไม่เจ็บ
และถึงแม้วันเพื่อนจะมีไม่ได้ “ทุกวัน” แต่การได้รู้ว่าบนโลกนี้มีคนที่พร้อมซัพพอร์ต ร่วมทุกข์ร่วมสุขไปด้วยกันทุกวัน
มันก็น่าดีใจไม่น้อย
อ้างอิงจาก
