หากพูดถึงต้นไม้แห่งการอธิษฐานและความปรารถนา หลายคนอาจจะนึกถึง “ต้นคริสต์มาส” ที่มักเป็นต้นสน ประดับประดาด้วยของตกแต่งและไฟกะพริบ มีดาวแห่งดาวิดอยู่ด้านบนสุด ในฐานะที่เป็นตัวแทนของพระเยซู ศาสดาแห่งศษสนานั้น

แต่ในทางพุทธศาสนาเอง ก็มีต้นไม้แห่งความปรารถนาเช่นกัน และมีบทบาทสำคัญในพิธีการ ก่อนจะแปรเปลี่ยนไปสู่การบริจาคทานในอีกรูปแบบหนึ่ง

ต้นไม้นั้น ก็คือ “กัลปพฤกษ์” ที่ใครหลายคนอาจคุ้นเคยจากการสอยดาวงานกาชาด หรือแม้กระทั่งเป็นช่ือถนนในฝั่งธนบุรี

elementsth สรุปการเสวนา “กัมพุชภาษาเสวนา” เรื่อง บุญกัลปพฤกษ์ในวัฒนธรรมไทยและกัมพูชา โดย ศ.ดร. Olivier de Bernon จากสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบุรพทิศ เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2567 จากสาขาวิชาภาษาเขมร ภาควิชาภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“กัลปพฤกษ์”: ความสัมพันธ์เชิงอำนาจและพิธีกรรม

อาจารย์โอลิวิเยร์กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของการศึกษา “บุญกัลปพฤกษ์” ในไทยและกัมพูชาว่า เริ่มต้นจากการพบเหรียญกษาปณ์ในกัมพูชาสมัยอาณานิคมที่เป็นหน่วยฟรังก์สวิส ด้านหนึ่งเป็นพระสาทิสลักษณ์ของสมเด็จพระหริรักษ์รามอิศราธิบดี (พระองค์ด้วง) พระมหากษัตริย์กัมพูชาในสมัยนั้น อีกด้านหนึ่งบอกมูลค่าของเหรียญกษาปณ์ดังกล่าว 

สิ่งที่น่าสนใจคือ เหรียญกษาปณ์เหล่านี้มีรอยร้าว บิ่น เนื่องจากมีบันทึกว่า เหรียญเหล่านี้นอกจากจะเป็นเงินใช้ชำระหนี้ตามกฎหมายแล้ว ยังใช้สำหรับใส่ในผลมะนาวเพื่อการโปรยทานจากต้นไม้ดังกล่าวด้วย

ตามคติพุทธศาสนาแต่โบราณ ต้นไม้ชนิดนี้อยู่บนสวรรค์ หากปรารถนาสิ่งใด เมื่ออธิษฐานต่อต้นไม้นี้ ก็จะสมหวังดังใจ รวมถึงคติไตรภูมิได้ระบุว่า กัลปพฤกษ์อยู่ใน “อุตตรกุรุทวีป” ซึ่งเป็นเสมือนโลกอุดมคติในจักรวาลวิทยาพุทธ ที่หากใครต้องการโภคทรัพย์ใด ๆ ก็จะสัมฤทธิผลเช่นเดียวกับต้นกัลปพฤกษ์บนสวรรค์

กล่าวเฉพาะคติไตรภูมินี้ ในไทยและกัมพูชาก็มีการยืมคติระหว่างกัน โดยในไตรภูมิฉบับภาษาเขมร มีใจความแบบเดียวกับ “ไตรภูมิโลกวินิจฉยกถา” คัมภีร์ไตรภูมิที่ชำระใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 1 โดยขยายเนื้อความจากใบลาน 10 ผูกในฉบับภาษาไทย เป็น 30 ผูกในฉบับภาษาเขมร ซึ่งนัยหนึ่ง ไตรภูมิภถา (หรือเตภูมิกถา) ถือเป็นวรรณคดีศาสนาที่มีนัยสำคัญทางการเมือง ในอันที่จะสร้างความชอบธรรมเชิงอำนาจต่อชนชั้นปกครองด้วยเช่นกัน

มากไปกว่านั้น อิทธิพลของกฎหมายและกฎเกณฑ์ทางสังคมจากไทยแพร่ไปยังกัมพูชา โดยเฉพาะในสมัยพระองค์ด้วง เช่นเดียวกับการเมืองไทยที่มีต่อราชสำนักกัมพูชา 

พิธีกรรมการโปรยทานจากต้นกัลปพฤกษ์ในสมัยก่อนจึงปรากฏในชนชั้นสูง ทั้งในไทยและกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นพระราชพิธีลงสรงสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อปี 2429 หรือพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพรัชกาลที่ 5 ปี 2454 ส่วนในกัมพูชา มีการโปรยทานจากต้นกัลปพฤกษ์ในงานถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระนโรดม หรือนักองค์ราชาวดี หรืองานพระราชทานเพลิงพระศพพระสังฆราช นิล เที่ยง (หรือเนิล เตียง) ด้วย โดยครั้งหลัง มีการใช้ศัพท์ว่า “โปรยทาน” ในจดหมายเหตุซึ่งพิมพ์ขึ้นภายหลัง

ทว่า หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นต้นมา ดูเหมือนว่าการโปรยทานในราชสำนักก็เป็นอันยกเลิกไป เช่นเดียวกับในราชสำนักเขมรที่ประเพณีสูญหายไปในสมัยอาณานิคมฝรั่งเศส

“กัลปพฤกษ์” บนฝาผนัง

นอกเหนือจากคติจักรวาลวิทยาแบบไตรภูมิแล้ว ยังพบเห็นภาพการโปรยทานบนต้นกัลปพฤกษ์ในจิตรกรรมฝาผนังในพระอารามต่าง ๆ ทั้งในไทยและกัมพูชา

ในฝั่งไทย ภาพจิตรกรรมว่าด้วยต้นกัลปพฤกษ์มีอยู่มากมาย และมักปรากฏคู่กับ “มหาเวสสันดรชาดก” ชาดกเรื่องสำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ว่าด้วย “ทานบารมี” พ่วงกับอานิสงส์ว่า หากใครได้ฟังครบทั้ง 13 กัณฑ์ ก็จะได้ไปเกิดในโลกยุคพระศรีอาริยเมตไตรย ที่เป็นเสมือนโลกอุดมคติในอนาคต

ไม่ว่าจะเป็นจิตรกรรมฝาผนังสมัยอยุธยาตอนปลาย อย่างวัดชมภูเวก นนทบุรี หรือวัดมัชฌิมาวาส สงขลา ตลอดจนจิตรกรรมฝาผนังสมัยรัตนโกสินทร์ ทั้งวัดบวรสถานสุทธาวาส (วัดพระแก้ววังหน้า) วัดภาวนาภิรตาราม บางขุนนนท์ หรือพระที่นั่งทรงผนวช วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ล้วนแสดงให้เห็นถึงความเชื่อ ความศรัทธา และวิถีปฏิบัติที่สืบเนื่องกันมายาวนาน

ส่วนในฝั่งกัมพูชาเอง ก็มีจิตรกรรมฝาผนังว่าด้วยกัลปพฤกษ์ในรูปแบบเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นในพระเจดีย์เงิน วัดอุโบสถรตนาราม หรือวัดพระแก้ว ในพระบรมราชวังจตุมุข กรุงพนมเปญ ได้วาดถึงการโปรยทานในมหาเวสสันดรชาดก นครกัณฑ์​ โดยกล่าวถึงเมื่อพระเวสสันดรได้เสด็จกลับนครสีวิราชแล้ว เทพยดาทั้งหลายล้วนยินดี แล้วจึงได้บันดาลให้เงินทองจากต้นกัลปพฤกษ์ตกลงมายังเมืองดังกล่าว ทำให้ชาวเมืองทั้งหลายมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

อนึ่ง น่าสังเกตว่า ต้นกัลปพฤกษ์ในจิตรกรรมฝาผนังของทั้งสองประเทศ มีลักษณะเดียวกัน คือเป็นต้นพุ่มคล้ายดอกบัว บางแห่งมีสิ่งของต่าง ๆ ผูกอยู่ แสดงให้เห็นถึง “ฟังก์ชัน” ของพฤกษาพันธุ์นี้ ในอันที่จะเติมเต็มความปรารถนาของมนุษย์ให้เป็นจริง

และหากย้อนกลับไปในสมัยก่อนหน้า ยังปรากฏว่ามีภาพแกะสลักรูปต้นกัลปพฤกษ์บนสวรรค์ ในบริเวณสถูปบุโรพุทโธ (Borobudur) ที่ประเทศอินโดนีเซียด้วย จึงเป็นไปได้ว่า ในยุคจารีต คติเรื่อง “บุญกัลปพฤกษ์”​ เป็นที่แพร่หลายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตามการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในขณะนั้น

อัน “อุดม” ไปด้วย “คติ”

แม้การสร้างต้นกัลปพฤกษ์สำหรับโปรยทานจะเริ่มหายไปตามกาลเวลา และเหลือเพียงภาพวาด ภาพถ่าย และลายลักษณ์อักษรเท่านั้น แต่คติเรื่อง “กัลปพฤกษ์” และการให้ทานดังกล่าวก็ยังอยู่จวบจนปัจจุบัน

อย่างน้อยที่สุด กิริยาการ “โปรยทาน” ตามงานบุญงานบวช กระทั่งงานปลงศพ ก็ยังคงอยู่ในสังคมไทย ซึ่งมีผู้แสดงทัศนะว่า ในอดีตอาจเป็นการแยกกันระหว่างโปรยผลกัลปพฤกษ์ และการ “โยงโปรย” ในงานศพ อันมีที่มาจากราชรถสำหรับพระบรมศพและพระศพ แต่บางแห่ง ก็มีคำเรียก “เหรียญโปรยทาน” ว่า “กัลปพฤกษ์” หรือ “เหรียญกัลปพฤกษ์” ก็ว่า หรือบางแหง ไม่เพียงแต่โปรยเหรียญเท่านั้น แต่ยังมีสิ่งของเครื่องใช้เล็ก ๆ อย่างผ้าเช็ดตัวผืนเล็กร่วมด้วย 

เราได้สอบถาม อ.โอลิวิเยร์ ว่า ที่กัมพูชายังมีการ “โปรยทาน” หรือไม่ อาจารย์ตอบว่า ไม่พบแล้ว ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายประการหนึ่ง

อีกสิ่งหนึ่งที่เชื่อมโยงกับ “กัลปพฤกษ์” คือต้นสอยดาวตามงานรื่นเริงต่าง ๆ อย่างขณะนี้ ก็มีซุ้มสอยดาวมากมายในงานกาชาด ที่เชื่อมโยงกับการให้ประโยชน์ต่อสาธารณะ รวมถึงงานวัดต่าง ๆ ที่แสดงให้เห็นอานิสงส์ของการบริจาคทานที่ว่า “ยิ่งให้ ยิ่งได้” อย่างเป็นรูปธรรม (แม้เราจะแอบหวังรางวัลใหญ่อยู่ก็ตาม)

นัยหนึ่ง ใน “โลกปัญญาติ” คัมภีร์จักรวาลวิทยาของพม่า ยังมีการกล่าวถึงการโปรยทานกัลปพฤกษ์ด้วยว่า เป็นการโปรยทานเงินทองจากพระพุทธเจ้าอีกด้วย 

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ จึงเป็นเครื่องสะท้อนว่า กัลปพฤกษ์ ไม่เพียงแต่แสดงถึงการบำเพ็ญทานบารมี โดยเฉพาะชนชั้นสูงแล้ว แต่ยังแสดงถึง “อุดมคติ” ของคนธรรมดาสามัญ ที่ต้องการชีวิตที่ดีขึ้นไปด้วย

แต่ในโลกความเป็นจริงไม่มีต้นกัลปพฤกษ์ให้วิงวอนขอ แต่คุณภาพชีวิตที่ดีก็เป็นเรื่องที่ห่างไกลสำหรับสังคมไทย การศึกษาให้เข้าใจความเชื่อ ความศรัทธาของผู้คนจึงเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ทำให้เรา “เข้าใจ” ความเป็นมนุษย์ เห็นอกเห็นใจ และฝันถึงสังคมที่ผู้คนเข้าใจกัน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีถ้วนหน้า

ผู้เขียน

  • เกวลิน ถนอมทอง

    นักเขียนและ NGO ที่สนใจการเมือง รัฐธรรมนูญ และวิถีของผู้คน ใฝ่ฝันถึงเมืองที่เดินดี สังคมที่เห็นหัวทุกชีวิต และคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า

    View all posts