ทุกวันนี้ ลิปสติก (lipstick) เป็นเหมือนสิ่งสามัญประจำกระเป๋า มีตัวเลือกหลากหลายตั้งแต่เข้าถึงง่ายไปจนถึงไฮเอนด์ และหลากเฉดสี ตามแต่บุคลิกภาพที่เราอยากจะเป็นในแต่ละวัน personal color หรือ undertone ซึ่งมาจากเฉดสีของผิวหน้าและผิวกายของเรานั่นเอง

และหนึ่งในความหลากหลายของลิปสติกหลากสี ก็มีบรรจุภัณฑ์มากมายเป็นหนึ่งในปัจจัยนั้น ไม่ว่าจะเป็นลิปแท่ง ลิปกด ลิปจิ้มจุ่ม ลิปถ้วย (หรือที่เรียกว่า lip pot) ไปจนถึง ลิป pad ทว่าสิ่งที่อยู่ข้างใน ดูเผิน ๆ ก็เหมือนกันทุกยุคทุกสมัย เราขอชวนคุณมาสำรวจความเปลี่ยนแปลงของเครื่องสำอางคู่ปาก ไอเท็มคู่ตัวชิ้นนี้ไปด้วยกัน

ตะกั่ว ดอกไม้ มูลสัตว์ อำนาจ และความงาม

แม้คนโบราณจะยังไม่มีคำกล่าวที่ว่า ปากไม่แดง ไม่มีแรงเดิน แต่การใช้รงควัตถุ (หรือวัตถุที่มีสี) มาแต้มแต่งริมฝีปาก มีปรากฏมาตราบเท่าที่โลกนี้เริ่มสร้างอารยธรรมทีเดียว

3,500 ปีก่อนคริสตกาล ราชินีปูอาบิ (Pu-Abi) แห่งราชวงศ์อูร์ที่ 1 ในอารยธรรมเมโสโปเตเมีย ใช้ ตะกั่วขาวและหินบดสีแดงทาริมฝีปาก สื่อนัยถึงอำนาจและสิทธิขาดในการปกครองอาณาจักร เช่นเดียวกับคลีโอพัตรา (Cleopatra) ราชินีในตำนานแห่งอารยธรรมลุ่มแม่น้ำไนล์ ใช้สีแดงเลือดนกจากแมลงโคชินีลเพื่อทาทับริมฝีปาก ซึ่งการทาปากด้วยสีแดงชาดเหล่านี้ยังพบในเหล่าสตรีชนชั้นสูงในทั้งสองอารยธรรม และรวมไปถึงอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ ซึ่งอยู่ในอินเดียปัจจุบันด้วย 

ส่วนที่จีน ก็มีการคิดค้น “ชาดแผ่น” เพื่อแต้มแต่งริมฝีปากด้วยเช่นกัน ซึ่งทำมาจากแร่ซินนาบาร์ (แบบเดียวกับที่ควีนเอลิซาเบธที่ 1 ใช้นั่นแหละ) ก่อนที่สมัยราชวงศ์ฮั่นจะใช้ “ดอกหงหลาน”​ มาทำชาดแทน โดยนำดอกไม้ชนิดนี้มาตำให้ละเอียด ล้างน้ำ ตำแล้วตำอีก ตำแล้วตำอีก จนนำมาผสมกับส่วนประกอบอื่น ๆ ตากให้แห้ง แล้วนำมาบรรจุลงกระดาษ ซึ่งนอกจากดอกหงหลานแล้ว ก็ยังมีชาดจากดอกไม้อื่น ๆ ที่มีสีแดง อย่างกุหลาบ หรือดอกซานหลิว แม้กระทั่งสารขับถ่ายจากแมลงที่ทำให้เกิดชาด “หูเยียนจือ” ด้วยเช่นกัน โดยชาวจีนเชื่อกันว่า การนำชาดมาแต่งแต้มส่วนต่าง ๆ ของใบหน้า จะช่วยให้ดูมีเลือดฝาด สุขภาพดี อันเป็นคุณสมบัติของ “คนสวย” ในอุดมคติ

นอกจากนี้ การนำสารสกัดของชาดมาบรรจุใส่กระดาษนั้น ยังสะท้อนให้เห็นถึงคุณประโยชน์ของ “กระดาษ” ในฐานะ 1 ใน “สี่ยอดสิ่งประดิษฐ์” ของชาวจีน อันประกอบไปด้วย เข็มทิศ กระดาษ ดินปืน และการพิมพ์นั่นเอง

ในทางกลับกัน อารยธรรมกรีกกลับมีภาพจำว่า ผู้หญิงที่ทาปากแดง คือคุณโส (เภณี) และตามมาด้วยการตีตราจากสังคมว่าเป็น “หญิงคนชั่ว” แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น สีแดงที่เหล่าคุณ ๆ นำมาใช้ทาปากกันก็ล้วนมาจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นลูกมัลเบอร์รี่ สาหร่าย ขี้ไคลของแกะ หรือแม้กระทั่งมูลจระเข้

จริงอยู่ที่คุณสมบัติของลิปสติกยุคแรกจะเน้นหนักไปที่ “สี” แดงฉาน แต่อีกสิ่งที่ตามมาไม่แพ้กันคือการรักษาความชุ่มชื้นของริมฝีปาก ไม่ว่าจะเป็นขี้ไคลแกะหรือมูลจระเข้ที่มีลักษณะคล้ายกับขี้ผึ้ง หรือแม้กระทั่งตะกั่ว ที่ว่ากันว่าจะช่วยต่อต้านแบคทีเรียและเชื้อโรคต่าง ๆ เนื่องจากในลุ่มแม่น้ำไนล์มีการระบาดของโรคติดต่อมากมาย 

ทว่า เหรียญมีสองด้าน แม้เราจะเล่าว่าตะกั่วมีข้อดีมากมาย แต่เวลาผ่านไปหลายศตวรรษให้หลัง ผู้คนจึงได้พบกับด้านมืดของสารชนิดนี้

กุหลาบอาบยาพิษ ปรอท และแม่มด

แฟนคลับประวัติศาสตร์อังกฤษ (รวมถึงยุโรป และประวัติศาสตร์โลก) คงจดจำ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 1 (Elizabeth I) แห่งราชวงศ์ทิวดอร์ได้เป็นอย่างดี ทั้งความเป็นลูกชังของกษัตริย์เฮนรี่ที่ 8 น้องสาวคู่ขัดแย้งของสมเด็จพระราชินีนาถแมรี่ที่ 1 ผู้เป็นพี่สาวต่างแม่และต่างนิกาย ไปจนถึงราชินีผู้ยิ่งใหญ่ ที่สร้างให้อังกฤษกลายเป็นมหาอำนาจทางทะเลจากการเอาชนะกองเรืออาร์มาดาแห่งสเปน ที่ได้ชื่อว่าเป็นกองเรือที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกขณะนั้น

แต่ความยิ่งใหญ่เหล่านี้จะคงอยู่ยาวนานยิ่งขึ้นไปอีก หากพระนางเจ้ามิได้ทรงใช้ “ตะกั่ว” ประทินโฉมของพระองค์

เนื่องจากพระนางเคยประชวรด้วยโรคฝีดาษ (ไข้ทรพิษ) เมื่อพระชนม์ 29 ทำให้เกิดรอยแผลเป็นทั่วพระพักตร์ พระนางจึงต้องใช้ตะกั่วในการ “เมคอัพ” ก่อนออกว่าราชการเสมอ ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีบันทึกว่าทรงใช้ลิปสติกจาก “แร่ซินนาบาร์” (ซึ่งเป็นแร่ปรอท) สีแดง และผสมด้วยสารปรอท เมื่อร่างกายของพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 1 ได้รับสารพิษทั้งตะกั่วและปรอทในปริมาณมากเกินไปจนกระทบถึงอวัยวะภายใน จึงทำให้ในช่วงสุดท้ายของพระชนม์ชีพ ก็ประชวรหนัก ไม่สามารถตรัสอะไรได้ จนกระทั่งสวรรคตในที่สุด

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 1 ในภาพวาด Armada ที่สะท้อนถึงจุดสูงสุดของพระนาง

แม้จะอันตรายถึงชีวิต แต่เหตุผลสำคัญข้อหนึ่งที่พระองค์จำต้องใช้เมคอัพพิษเหล่านี้ คือ การแสดงออกให้เห็นถึง “อำนาจ” และ “ความสง่างาม” ภาพวาดของพระองค์ที่ตกทอดมาถึงคนรุ่นหลังจึงเป็นภาพของพระราชินี พระพักตร์ขาวซีด พระโอษฐ์แดงสด ถือคทาและลูกโลกประดับกางเขน ซึ่งแสดงถึงอำนาจทั้งทางโลกและทางศาสนาไว้อย่างสมบูรณ์ 

นอกจากอำนาจของผู้หญิงแล้ว คติความงามอย่างควีนเช่นนี้ยังแพร่กระจายในหมู่ชนชั้นสูงอังกฤษไปด้วยตลอดรัชกาล (ที่เรียกกันว่ายุค Elizabethan) ทว่าเมื่อพระนางสวรรคต มุมมองที่มีต่อ “ปากสีแดง” และการแต่งหน้าก็ต่างออกไป เห็นได้จากการตรากฎหมายในปี 1770 ที่ว่า ห้ามไม่ให้สตรีแต่งหน้า เพราะเป็นการยั่วยวนผู้ชายให้มาแต่งงานกับตน และจัดให้การแต่งหน้าเป็นพฤติกรรมของ “แม่มด”

หากว่ากันด้วยเรื่องความงามแล้ว หลังจากสงครามครูเสดจบลง และเกิดการสร้างรากฐานทางอำนาจใหม่ ๆ ขึ้นในยุโรปแล้ว ก็ค้นพบว่าเส้นทางสงครามนั้น ก็สามารถกลายเป็น “สนามการค้า” ได้เช่นกัน และด้วยการค้านี้เอง ที่ทำให้การใช้เครื่องสำอางจากตะวันออกกลางเผยแพร่เข้ามา และกลายเป็นไอเทมที่เข้ามากำหนดนิยามความ “งาม”​ ว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่พระเจ้าสรรค์สร้างขึ้นมาเช่นกัน

จริงอยู่ การ “ห้าม” ผู้หญิงไม่ให้ทำสิ่งนั้นสิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึง “ความกลัว” นำมาสู่การจัดระเบียบสังคมที่กำหนดบทบาทของแต่ละเพศเอาไว้อย่างเคร่งครัด

แต่เมื่อโลกก้าวไปข้างหน้า บทบาทต่าง ๆ ที่เคยขีดเส้นไว้ก็กลายเป็น “กำแพง” ที่จำกัดศักยภาพของผู้คน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้หญิง นั่นเอง

Lipstick: โลหะ การสังเคราะห์ และปรากฏการณ์ระดับโลก

หากมองประวัติศาสตร์ของโลกแล้ว การปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industrial Revolution) ถือว่าเป็นหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้เศรษฐกิจของโลกเปลี่ยนจากการผลิตเพื่อยังชีพไปสู่การผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการที่ไม่จำกัดของมนุษย์ ส่งผลกระทบสู่การล่าอาณานิคมเพื่อแสวงหาทรัพยากรที่เพิ่มมากขึ้น และก่อให้เกิดการคิดค้นวัตถุ-วัสดุใหม่ ๆ 

ลิปสติกก็เช่นกัน

การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้เกิด “ฟิล์ม” ในเชิงพาณิชย์ ต่อยอดจากการทดลองในหลายศตวรรษก่อนหน้า การบันทึกหน้าประวัติศาสตร์จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบนแคนวาสและสีน้ำมันอีกต่อไป และกลายเป็นการบันทึกความเคลื่อนไหวของแสง สะท้อนไปยังกระจก และกลายมาเป็นภาพถ่ายในที่สุด

ด้วยคุณสมบัติที่ “เรียล”​ ของภาพถ่ายในยุคแรก ๆ จึงทำให้ความต้องการลิปสติกเพื่อสร้างความงามนั้นเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากสีของริมฝีปากที่ถูกแต่งแต้มนั้นจะกลายเป็นสีดำ-สีเข้ม ดารา นักแสดง ที่อยู่หน้าสปอตไลต์จึงตามหาลิปสติกกันให้ควั่ก เพื่อให้หน้าตาบนหน้าสื่อนั้น “สดใส” แม้ไม่มีสีสันอื่น ๆ

กระแสนิยมในลิปสติกสวนทางกับค่านิยมทางสังคมในยุควิกตอเรียน (Victorian) ที่เคร่งครัดในศีลธรรมเป็นอย่างมาก การตีตราคนแต่งหน้าทาปากว่าเป็น “คุณโส” ก็ยังคงเป็นอยู่ ท่ามกลางคำสั่งสอนแห่งยุคที่หญิงและชายจะต้อง “บริสุทธิ์ผุดผ่อง” ทางความคิดและวิถีชีวิตเป็นอย่างยิ่ง

ความย้อนแย้งนี้ยิ่งชัดเจนขึ้นอีก เมื่อปี 1883 ในงาน International Colonial and Export Exhibition ที่อัมสเตอร์ดัม เมืองหลวงของเนเธอร์แลนด์ ได้มีการจัดแสดง Lipstick แท่งแรกของโลก ก่อนที่ในปีต่อมา ชาติต่าง ๆ จะเริ่มสนใจนวัตกรรมชิ้นนี้มากขึ้น รวมถึง Guerlain แบรนด์น้ำหอมชั้นนำจากปารีสที่ได้ทดลองผลิตลิปสติกรุ่นแรก ซึ่งประกอบด้วยไขมันกวาง น้ำมันจากตัวบีเวอร์ และขี้ผึ้ง ผสมกับสีและขึ้นรูปด้วยกระดาษไข โดยมีชื่อรุ่นว่า Ne M’oubliez Pas ปรากฏว่าเจ้าลิปสติกแท่งแรกนี้ก็ขายดีเทน้ำเทท่าในเวลานั้น 

ลิปสติกสมัยใหม่แท่งแรกของ Guerlain
/source: La Maison Guerlain

จากนั้นเป็นต้นมา แท่งลิปได้รับการพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ โดยในสหรัฐอเมริกา ได้มีการทดลอง คิด ค้น และปรับบรรจุภัณฑ์ของลิปสติก จากที่อยู่ในกระดาษไขคล้ายสีเทียน มาสู่แท่งโลหะ มีกลไกให้ฉวยใช้ง่ายกว่าเดิม โดยผลิตภัณฑ์ที่เลื่องชื่อที่สุดคือผลงานของ มอริส เลวาย (Maurice Levy) ที่นำโลหะมาผลิตเป็นแท่งบรรจุลิปสติก ในนามของบริษัท Scovil Manufacturing จนกลายเป็นตัวเปลี่ยนเกมของวงการเครื่องสำอางโลก ทั้งในเชิงการผลิต และการบริโภค

จึงไม่แปลกใจที่ในทศวรรษ 1920s คุณผู้หญิงทั้งหลายจะใช้ “สีแดง” บนริมฝีปากของตนเป็นเครื่องยืนยันในสิทธิเหนือเนื้อตัวร่างกาย และทลายขีดจำกัดศักยภาพของตนเอง โดยได้รับแรงบันดาลใจจาก เอลิซาเบธ อาร์เดน (Elizabeth Arden) ผู้ประกอบการเครื่องสำอางพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์และโดนใจคุณผู้หญิงจนประสบความสำเร็จในระดับโลก

Elizabeth Arden /source: Elizabeth Arden

ความสำเร็จครั้งนี้มีผลให้ “สีแดง” บนริมฝีปากนำมาซึ่งการเรียกร้องการอนุญาตให้ผู้หญิงใช้สิทธิเลือกตั้ง การออกผลิตภัณฑ์ลิปสติกสีเดียวกับเครื่องแบบราชนาวีหญิง การมี “ลิปสติก” เป็นสวัสดิการสำหรับแรงงานหญิงในโรงงานอุตสาหกรรม การต่อต้านนาซีเยอรมนีของฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 2 กระทั่งการเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักกิจกรรมหญิงและต่อต้านเผด็จการในนิการากัวในปี 2018

ความเคลื่อนไหวผ่านการ wear red lipstick เหล่านี้เอง ทำให้นิตยสาร Vogue บันทึกว่า การทาลิปสติก คือ “หัวขบวน” ของกิริยาอาการแห่งศตวรรษที่ 20 ซึ่งถือได้ว่า “ไม่เกินจริงเลย”

มองลิปสติก จากวันนี้ ไปวันหน้า

มาจนถึงทุกวันนี้ ลิปสติกประกอบไปด้วยส่วนประกอบใหญ่ ๆ สามส่วน คือ Wax ไขมัน และสี ซึ่งมักจะเป็นส่วนผสมจากธรรมชาติ และสารสำคัญที่มีสมบัติโดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นการบำรุงริมฝีปาก เม็ดสีแน่น ติดทน หรือความเบาของเนื้อลิป

ความหลากหลายทางบรรจุภัณฑ์ก็เป็นเรื่องสำคัญไม่น้อยในการสร้างความจดจำ ไม่ว่าจะเป็น “ลิปกด” ที่มีกิมมิคในการกดเพื่อนำเนื้อลิปสติกออกมาใช้ หรือ “Lip pot” ที่บรรจุเนื้อลิปสติกลงไปในถ้วย ประกอบกับฝาในรูปทรงต่าง ๆ ใช้คู่กับ Lip blender ที่ป้องกันการปนเปื้อนเชื้อโรค (ในฐานะของใช้ส่วนบุคคล) จนถึง ดินสอเขียนขอบปาก (Lip pencil) ที่เพิ่มมิติให้กับรูปหน้าและรูปปากมากขึ้นด้วย ตลอดจนการกลับมาของ “ลิปสติกแบบแผ่น” ที่นำส่วนผสม

แต่สิ่งที่ตามมาหลังจากความเปลี่ยน คือ แล้วในวันข้างหน้า ลิปสติกที่บรรจุภัณฑ์กำลัง “หวนคืนสู่จุดเริ่มต้น” จะมีพัฒนาการด้านส่วนผสมอย่างไรต่อ

นอกเหนือจากการใช้ส่วนผสมและทดลองแบบ Cruelty-free โดยไม่ทดลองกับสัตว์ และ Vegan คือใช้ส่วนผสมที่ไม่ได้มาจากสัตว์ 100% แล้ว เทรนด์การผลิตลิปสติกก็จะสอดคล้องไปกับเครื่องสำอางอื่น ๆ ไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบ Plant-based ที่สกัดมาจากพืช รวมถึง “ความยั่งยืน” (Sustainability) ที่กลายเป็นความเคลื่อนไหวกระแสหลักของโลกปัจจุบัน

มากไปกว่านั้น วัสดุและสูตรที่ Customize ตามแต่ละบุคคล ก็สอดคล้องกับเทรนด์ที่ผูกโยงกับอัตลักษณ์ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น personal color ที่ขับเน้นใบหน้าให้โดดเด่น หรือการบำรุงด้วยการเปลี่ยนสีตามค่า pH เพื่อบ่งบอกสุขภาพ รวมไปถึงการสร้างบรรจุภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่บ่งบอกถึงบุคลิกของแต่ละคน เช่น พวงกุญแจ ที่สามารถใช้ร่วมกับการห้อย art toy หรือกระเป๋าเหรียญด้วย

แง่หนึ่ง ลิปสติกที่เราพกพา ก็เปรียบเสมือนเครื่องรางและอาภรณ์ประจำตัว  เอลิซาเบธ เทย์เลอร์ นักแสดงฮอลลีวูดระดับตำนานมี Quote ประจำใจว่า

Pour yourself a drink, put on some lipstick, and pull yourself together

ลิปสติกจึงไม่ได้มีบทบาทเพียงแค่สร้างความงามเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนสำคัญที่สะท้อน “ตัวตน” ที่ทั้งเป็นแล้ว เป็นอยู่ และที่ต้องการเป็น แต่เหนือสิ่งอื่นใด นอกเหนือจากมาตรฐานและคุณค่าความงามแล้ว เนื้อลิป บรรจุภัณฑ์ ยังบ่งบอกถึงตัวเรา ทั้งในเชิงสุขภาพ และจิตใจได้เป็นอย่างดี

ดังนั้น ลิปสติกที่ match ที่สุดจึงไม่ได้เป็นไปตามรีวิว หรือมาตรฐานใด ๆ หากแต่มันคือเสียงตะโกนในใจที่บ่งบอกความต้องการของเรานั่นเอง

อ้างอิงจาก

nationalgeographic.com

britannica.com

ecommons.luc.edu

daily.jstor.org

culturefrontier.com

silpa-mag.com

thebeautestudy.com

modelrocklashes.com

wongnai.com

cosmeticsdesign-europe.com

ผู้เขียน

  • เกวลิน ถนอมทอง

    นักเขียนฟูลไทม์ประจำองค์กรภาคประชาสังคมแห่งหนึ่ง มีสกิลการทำพอดแคสต์เล็กน้อย สนใจเรื่องเมือง อาหาร การเดิน และการใช้เวลาขบคิดอยู่ลำพัง

    View all posts