ในระยะสองสามปีมานี้ เรามักจะเห็นรองเท้า “Mary Jane” เป็นส่วนหนึ่งของแฟชั่นและการแต่งตัวเสมอ
ส่วนหนึ่ง รองเท้าหุ้มส้นมีสายคาดนี้อยู่ในความคุ้นเคยของคนไทยอยู่แล้ว อย่าง “รองเท้านักเรียนหญิง” รวมถึงองค์ประกอบสำคัญอย่าง “สายคาด” ที่สามารถไปอยู่ร่วมกับรองเท้าทรงไหนก็ได้ จะส้นสูงขนาดไหน หุ้มส้นหรือไม่ เขาก็เข้ากันไปหมด
แต่ประวัติความเป็นมาของรองเท้าสายคาดนี้ มีมาตั้งแต่ยุค 20s หรือถ้าเทียบง่าย ๆ คือยุคสมัยเดียวกับ “อนงค์” นางเอกจาก “หนึ่งในร้อย” ละครรอมคอมสะท้อนความคิดแนวเฟมินิสม์ เรื่อยมาจนกลายมาเป็นรองเท้า must have item ที่ใคร ๆ ก็ใส่ได้ เพราะมีทรงมากมายให้เลือกสรร แบบไม่จำกัดเพศและช่วงวัย
ประวัติศาสตร์วัฒนธรรม “รองเท้า” นี้มาแต่ใด elements ขอจูงมือพาคุณเต้นสวิงกลับไปหาที่มาด้วยกัน
คำแนะนำก่อนอ่าน: สวมใส่เสื้อผ้าที่สบายและเป็นตัวของตัวเองได้เลย เพราะมีทั้งจังหวะหยุดนิ่งและสวิงในบทความนี้
01
เริ่มต้นจาก “รองเท้าเด็ก”
ย้อนกลับไปเมื่อต้นศตวรรษที่ 20 Mary Jane ถือกำเนิดขึ้นมาในฐานะ “รองเท้าเด็ก” ด้วยรูปทรงฝ่าเท้าแบน หัวรองเท้ากลม และเอกลักษณ์สำคัญคือ “สายคาด” ที่รัดระหว่างแต่ละข้างของรองเท้า
ส่วนชื่อรองเท้า Mary Jane นั้น มีที่มาอย่างไรไม่ปรากฏแน่ชัดนัก แต่โดยทั่วไปแล้ว ผู้คนจะเข้าใจว่า ชื่อของรองเท้าแบบนี้มาจากตัวละคร “แมรี่เจน” นางเอกจากการ์ตูน “บัสเตอร์ บราวน์” (Buster Brown) ซึ่งเป็นที่นิยมมากในสมัยนั้น

จากความนิยมของการ์ตูนคอมิคเรื่องนี้ ริชาร์ด เอฟ. เอาต์คอลต์ (Richard F. Outcault) ผู้เขียนและเจ้าของลิขสิทธิ์จึงมองหาลู่ทางทำรายได้เพิ่มเติม เขาจึงเข้าพบกับ จอห์น บุช (John Bush) เจ้าของรองเท้า Brown Shoes เพื่อทำสินค้าลิขสิทธิ์ขึ้นมา
เมื่อ Buster Brown เจอกับ Brown Shoes จึงหนีไม่พ้น “รองเท้า” ที่มีเอกลักษณ์ ทั้งคู่จึงเลือกรองเท้าของตัวละครนางเอกของบัสเตอร์มาทำรองเท้าสำหรับเด็กหญิงที่ทนทาน น่ารัก และสุภาพ ดึงดูดใจเด็กหญิงให้สวมใส่รองเท้าสายคาดนี้ จนกลายมาเป็นไอเท็มเด็ดที่นักเรียนใช้ไปโรงเรียน
เหตุนี้เอง ที่ทำให้รองเท้าแมรี่เจนกลายเป็นที่จดจำ ในฐานะ “รองเท้านักเรียนหญิง” ที่แพร่หลายไปแทบจะทั่วทุกมุมโลก จนกลายมาเป็นแฟชั่นของผู้ใหญ่ต่อไป

02
สู่แฟชั่นยุค Flapper
ไม่เพียงแต่เด็กเท่านั้นที่สนใจรองเท้าคาดส้น
เพราะรองเท้าแมรี่เจนได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของ Subculture (วัฒนธรรมย่อย) ด้านแฟชั่นของสาว ๆ ในยุค 20s ไปด้วย
หลายคนอาจคุ้นเคยกับลุคของ Coco Chanel แฟชั่นดีไซเนอร์ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Chanel หรือ Clara Bow ดาราหญิงยอดนิยมที่กลายเป็นไอคอนของยุค ไม่ว่าจะเป็นผมบ๊อบหน้าม้า ชุดเดรสสายเดี่ยว หรือสร้อยคอไข่มุก แต่อีกหนึ่งแนวแฟชั่นที่หลายคนคุ้นเคยคือ Flappers ที่มาพร้อมกับเดรสสั้น ถุงน่อง และรองเท้าส้นสูง โดยหนึ่งในนั้นคือ “รองเท้าแมรี่เจน”

โดยที่มาของแฟชั่นแนว Flappers ก็แสนจะเก๋ เพราะเป็นแฟชั่นที่เกิดมาพร้อมกับความเป็นสมัยใหม่ เสรีนิยมเริ่มแบ่งบาน แนวคิดสตรีนิยมหรือ “เฟมินิสม์” เริ่มก่อตัว แถมยังเป็นยุครุ่งเรืองของดนตรีแจ๊สอีกต่างหาก
ยุคนี้เองที่ผู้หญิงเริ่ม “เข้าสังคม” มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการออกงานเองโดยไม่ต้องอาศัยงานเปิดตัว (หากนึกไม่ออก ลองนึกถึงสาว ๆ ในซีรีส์ Bridgerton ดู) การเริ่มทำงานนอกบ้าน หรือหากเข้างานสังสรรค์ พวกเธอก็พร้อมจะดื่มเหล้า เคล้ากลิ่นบุหรี่ พาตัวเองไปโรงหนัง ฟลอร์เต้นสวิง และพร้อมเปิดบทสนทนาเรื่องลึก ๆ ที่เคยเป็นพื้นที่ของผู้ชาย ทั้งประเด็นหนัก ๆ อย่างสังคม ปรัชญา หรือแม้กระทั่งทัศนคติเรื่องเซ็กซ์และบทบาททางเพศ

เสื้อผ้าอาภรณ์เลยกลายเป็นเครื่องมือหนึ่งที่บ่งบอกว่า นี่คือยุคสมัยที่จะโอบรับความแตกต่างหลากหลาย ขบถต่อธรรมเนียมที่กดเราไว้ใต้ชายคา และลุกขึ้นมาเบิกบานในเสรีภาพ ทั้งในชีวิต เรือนร่าง และหัวใจรัก ซึ่งเราอาจหยิบยืมรองเท้าวัยเยาว์มาสวมใส่ได้อีกในดีไซน์ที่โตขึ้น
เพราะถึงแม้สายคาดจะทับหลังเท้าเราไว้ แต่รองเท้านี่แหละจะพาเราโลดแล่นไปสู่อิสระ!
03
รองเท้าที่ใส่ได้ทุกสถานการณ์
ล่วงเลยจากยุค flappers รองเท้าแมรี่เจนได้ปรากฏตัวบ่อยขึ้น บ่อยขึ้น
ทั้งในสื่อภาพยนตร์ ละคร นิตยสารแฟชั่น หรือฟลอร์เต้นรำในยุค 50s-60s ที่รองเท้าแมรี่เจนช่างเหมาะเหม็งกับการเต้นสวิงที่ทั้งรวดเร็ว ใช้ gesture หลากหลายทั้งเต้น หมุน กระโดด มาจนถึงยุค 60s ซึ่งเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กับรองเท้าแบบนี้
เพราะดีไซเนอร์นาม แมรี่ แควนท์ (Mary Quant) ได้ออกแบบรองเท้าแมรี่เจน พร้อม ๆ กับรองเท้า และเสื้อผ้าแบบอื่น ๆ โดยนำ “Twiggy” นางแบบแห่งยุคมาเป็นแบบ ตั้งแต่นั้นมา รองเท้าสายคาดนี้ก็กลายมาเป็นไอเท็มหลักในการแต่งตัวของสาว ๆ จวบจนปัจจุบัน เหตุนี้เอง เมื่อแมรี่เสียชีวิตลง Twiggy ได้โพสต์แสดงความเสียใจว่า หากไม่มีเธอ ยุค 60s คงไม่เป็นอย่างที่เราได้รับรู้
จวบจนปัจจุบัน รองเท้าแมรี่เจนไม่ได้มีแค่รองเท้าหนัง สายคาดหนา มีส้นพอประมาณ แต่ยังมีหลากวัสดุ หลายรูปแบบ ตั้งแต่ส้นสูง ส้นตึก ส้นเข็ม สายคาดเดี่ยว คู่ เป็นกากบาท ทำจากหนัง จนถึงผ้ากำมะหยี่หลากหลายสีสัน
ขณะเดียวกัน รองเท้าแมรี่เจนกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง จนเป็น “ดาวเด่น” ของร้านรองเท้าที่ดีไซเนอร์ต้องงัดความคิดสร้างสรรค์ การใช้วัสดุ และกลเม็ดมากมาย ที่ล้วนทำให้คิวพรีออเดอร์ยาวววววว อย่างน่าประหลาดใจ


เว็บไซต์ The Guardian เคยสัมภาษณ์พนักงานร้านรองเท้าชื่อดังหลายแห่งถึงกุญแจสำคัญที่ทำให้รองเท้า Mary Jane เป็นนิยมอยู่เสมอ ซึ่งเราขอสรุปว่ามี 4 อย่างด้วยกัน คือ
สวมใส่ง่าย — ด้วยสายคาดที่ช่วยให้สวมง่ายยิ่งขึ้น
สบายเท้า — จากรูปทรงพื้นฐานที่เป็นแบบแบน ๆ เข้ากับรูปเท้าที่หลากหลาย
ดีไซน์เก๋ — ออกแบบได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นส้นแบบไหน หัวรองเท้าแบบใด ก็เก๋ไก๋ทั้งนั้น ทำให้ดูทั้ง feminine และ boyish ได้
และ “ใส่ได้ทุกสถานการณ์” ไม่ว่าจะเป็นใส่ไปทำงานที่ออฟฟิศ ออกเที่ยวเล่นในเมืองยามว่าง เล่นกับหลานที่สนามเด็กเล่น ออกไปสังสรรค์กับเพื่อนฝูง หรืองานวิวาห์ที่รองเท้าสายคาดเข้ากับเดรสเจ้าสาวขาวผ่องอย่างน่าอัศจรรย์
จึงไม่แปลกที่รองเท้าแบบนี้จะข้ามผ่านกาลเวลาหน่วยศตวรรษมา “ป๊อบ” ได้
04
รองเท้าที่ใส่ได้ทุกเพศ
ไม่ใช่แค่ผู้หญิงเท่านั้น แต่ผู้ชายก็สามารถสวมรองเท้า Mary Jane shoes ได้เหมือนกัน อย่าง Tyler the Creator และ Harry Styles ก็เคยสวมรองเท้าแบบนี้ ทว่าในตลาดแฟชั่น รองเท้าแมรี่เจนยังคงติดภาพรองเท้าของผู้หญิงอยู่
จนกระทั่งไม่นานมานี้ มีหลากหลายแบรนด์ที่ออกไลน์สินค้ารองเท้า Mary Jane for men หลากหลายสไตล์ ทั้งแบบหนังคลาสสิก ตกแต่งสไตล์แจ๊ส หรือแม้กระทั่งแบบเรียบหรูดูดี ก็มีครบถ้วน


โดยส่วนใหญ่ แบรนด์แฟชั่นจะออกแบบให้เป็นทรง Loafer ที่คุ้นเคย แต่ขณะเดียวกัน รองเท้าแมรี่เจนแบบที่เราคุ้นเคยก็ได้รับการ Mix&Match กับเสื้อผ้าชายได้อย่างเข้ากันดี ยิ่งในยุคแฟชั่นทะลุกรอบเพศ การจับไอเท็มต่าง ๆ มาแต่งตัวก็เป็นมูฟเมนต์ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ราวกับโลกแห่งแฟชั่นคือโลกแห่งการปลดปล่อยตัวตน และกำหนดความงามโดยมีบรรทัดฐานเป็นเรื่องรอง ๆ จนแทบจะหมดความสำคัญไปเลยทีเดียว
แง่หนึ่ง เราอาจบอกได้ว่า เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป รองเท้าก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่บ่งบอกพัฒนาการของแนวคิดในสังคม จากรองเท้าเด็กที่มาจากตัวละครที่รัก สู่แฟชั่นของสาว ๆ ที่ก้าวข้ามกรอบกั้น แถมยังทะลุกรอบเพศไปได้อีก
ซึ่งสิ่งเหล่านี้อยู่ในวัฒนธรรมแฟชั่นที่เราสวมใส่ทุกวันนั่นเอง
อ้างอิงจาก
