ช่วงเวลาส่งท้ายปี นอกจากจะเป็นการรวบรวม “ที่สุด” เพื่อส่งท้ายปีเก่า ยังเป็นเวลาสำคัญของการกำหนด “เทรนด์” ของปีหน้าฟ้าใหม่ไปด้วย

เช่นเดียวกับล่าสุด Pantone บริษัทผู้กำหนดค่าสีระดับโลกเพิ่งประกาศว่า สีประจำปี 2025 คือสี Mocha Mousse สีน้ำตาลแห่งความสุข สงบ ที่ให้ความรู้สึกไม่อวดตัว แต่ก็ยังดูลักชูอยู่ เอาไปใช้ออกแบบเดี่ยว ๆ หรือใช้ร่วมกับสีอื่นๆ ก็เรียบหรูดูดีไม่น้อยทีเดียว

ตามหลักการแล้ว Pantone ได้ประกาศ Color of the Year เป็นประจำทุกปลายปี เพื่อเปิดโอกาสให้คอมมูนิตี้นักออกแบบและผู้ชื่นชอบสีได้มีพื้นที่แลกเปลี่ยนระหว่างกัน โดยเน้นไปที่สีกับวัฒนธรรม โดยสีแห่งปีนี้เองจะสะท้อนถึงอารมณ์ร่วมของสังคมในแต่ละปี ทั้งนี้ เว็บไซต์ The New York Times ได้ระบุว่า นี่คือครั้งแรกที่แพนโทนประกาศให้ “สีน้ำตาล” อยู่ในโทนสีประจำปี ตั้งแต่ประกาศผลมา 25 ปี 

แต่หากเราพิจารณากันดี ๆ แล้ว เทรนด์สีแห่งปีดูจะไม่มาในโทนอบอุ่นเลยสักนิด เพราะสีที่ทรงอิทธิพลที่สุดในปี 2024 นี้จะเป็นอะไรไปไม่ได้ นอกจาก brat green สีเขียวสะท้อนแสงสว่างจ้า หน้าปกอัลบั้มของ Charli XCX ที่กลายมาเป็นหนึ่งในศัพท์แห่งปี 2024 นี้ด้วย 

ฟังดูสวนทางกันอย่างเห็นได้ชัด แต่ในเมื่อสีน้ำตาล Mocha Mousse ได้ join the club สีแห่งปีแล้ว เราลองมาสำรวจความหมายของสีน้ำตาล ไปพร้อม ๆ กับมองดูเทรนด์สีไปด้วยกันดีกว่า

อบอุ่น มั่นคง

หากนึกถึงสีน้ำตาล สีของเปลือกไม้และดินคงเข้ามาในความคิดเป็นสิ่งแรก ๆ เพราะเป็นสีที่มองเห็นได้ในธรรมชาติ โดยกระบวนการการได้มาของสีน้ำตาลจะได้มาจากดิน สนิม หรือหมึกของหมีกกระดอง ก่อนที่จะเกิดการสังเคราะห์สารเคมีขึ้นมา

อาจเรียกได้ว่า สีน้ำตาลเป็นสีที่แทบจะอยู่คู่กับมนุษยชาติมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์

เหตุนี้เอง สีน้ำตาลจึงเชื่อมโยงกับความรู้สึกอบอุ่น มั่นคง และถ่อมตัว (down-to-earth) ขณะเดียวกัน นอกจากสีเขียว สีน้ำตาลยังเป็นสีหลักที่เรามักพบในสินค้าเพื่อความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นแก้วน้ำที่ย่อยสลายง่าย ถุงผ้าปอกระเจา หรือกระดาษต่าง ๆ 

ทว่าชื่อเรียกของสีน้ำตาลนั้นแทบจะเกิดขึ้นในช่วงหลัง ๆ โดยในภาษาอังกฤษ คำว่า brown (หรือในภาษาอังกฤษโบราณคือ brún แปลว่า สีคล้ำ) ปรากฏครั้งแรกในบทกวี Cursor Mundi ที่แต่งขึ้นราว ๆ ค.ศ. 1300 เพื่อบรรยายสีผม โดยเกิดขึ้นหลังจากสีดำ ขาว แดง เหลือง เขียว และน้ำเงิน ซึ่งในยุคต่อมา นักวิทยาศาสตร์ได้หยิบเอาสีน้ำตาลเข้ามาอยู่ในการสังเกตการทดลอง หรือสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสีเปลือกเกาลัด (Chestnut Brown) สีคอและอกของนกบ่น (Red Grouse) และหินแจสเปอร์อียิปต์ หนึ่งในหินสำคัญที่ปุโรหิตไอยคุปต์สวมใส่

ส่วนในภาษาไทยสีน้ำตาลนั้นก็ยังมาจาก “ธรรมชาติ” อยู่ดี คือเป็นสีที่เรามองเห็นน้ำตาลโตนดที่ไหลซึมออกมาจากต้นตาลนั่นเอง ก่อนที่กระบวนการขัดสีให้เป็นน้ำตาลทรายขาวจะเกิดขึ้น และทำให้น้ำตาล (sugar) ในความรับรู้ของเราเป็น “สีขาว” ในที่สุด

โดยธนัฏฐากุล พรทิพยพานิช ได้รวบรวมคำเรียกสีในวรรณคดีลายลักษณ์ตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรีจนถึงรัชกาลที่ 6 พบว่า คำเรียกสีน้ำตาลปรากฏครั้งแรกในบทละครเรื่อง อิเหนา พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 2 

“บรรดาเสนานายทหาร ใส่เสื้อสีน้ำตาลก้านแย่ง”

โดยจัดว่า สีน้ำตาลเป็นคำเรียกสีพื้นฐานหากเทียบกับทฤษฎีของเบอร์ลินและเคย์ ในนิยามที่เป็นคำเดี่ยว ไม่มีคำขยาย มีความหมายโดดเด่นและมั่นคง ไม่เป็นชื่อเรียกเดียวกับวัตถุ และไม่ยืมมาจากภาษาอื่น 

อนึ่ง จากบทละครดังกล่าว เราอาจสังเกตได้ว่า เครื่องแบบของเจ้าหน้าที่รัฐ มักมี “สีน้ำตาล” เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เช่น เครื่องแบบสีกากีของข้าราชการและตำรวจไทย ที่ได้รับอิทธิพลมาจากสีเครื่องแบบทหารอินเดีย ก่อนที่จะเลิกใช้ไป โดยสีกากีนั้นมีที่มามาจากภาษาเปอร์เซีย แปลว่า ฝุ่น ด้วย 

น่าสนใจว่า ความหมายของชุดข้าราชกาารที่แพร่หลายในปัจจุบัน คือความยึดโยงตนเองเข้ากับ “ดิน” เพื่อถ่อมตัวต่อประชาชน และสะท้อนความ “ติดดิน” เป็นความเชื่อมโยงที่เข้ากับภาษาได้อย่างน่าอัศจรรย์

ยากจน เก่า และสีจากศพ

แง่หนึ่ง สีน้ำตาลเชื่อมโยงกับความ “ยากจน” โดยเป็นสีที่สามารถย้อมได้จากธรรมชาติ ไม่ต้องนำเข้ารงควัตถุจากที่ไหน โดยกลายเป็นที่มาของคำว่า เพลเบียน (Plebian) ที่หมายถึงชนชั้นคนธรรมดาในอาณาจักรโรมัน 

แต่อีกแง่หนึ่ง ก็มีสีน้ำตาลที่มีราคาแพง และอาจไม่เป็นที่น่าพิสมัยเช่นกัน นั่นคือสีน้ำตาลมัมมี่ (Mummy Brown) ที่เกิดจากการบดมัมมี่ให้เป็นผงเพื่อมาใช้เป็นวัตถุดิบของการทำสี

ทั้งนี้ การนำมัมมี่มาบดเกิดจากการลักลอบค้ามัมมี่ที่รุ่งเรืองถึงขีดสุดในช่วงศตวรรษที่ 16-17 โดยมีการขนส่งไปยังอังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี โดยเป็นที่ชื่นชอบของศิลปินจากคุณสมบัติที่สามารถผสมกับสีอื่นได้ง่ายกว่า ทว่าอาจทำให้เกิดรอยแตกในภาพได้ในเวลาต่อมา 

ภาพ The Calling of Saint Matthew ของ Caravaggio ใช้สีน้ำตาลเพื่อการเล่นแสงและเงาในภาพมากขึ้น (Wikipedia)
ภาพเสรีภาพนําประชาชน (liberty leading the people) (Wikipedia)

ความนิยมในสีน้ำตาลมัมมี่นี้ ทำให้หลายภาพในประวัติศาสตร์ใช้สีดังกล่าวไปโดยไม่รู้ตัว เช่น “เสรีภาพนำประชาชน” ภาพไอคอนิกที่สะท้อนถึงเหตุการณ์ปฏิวัติฝรั่งเศสครั้งแรกเมื่อ 1789 ก็ใช้สีนี้ประกอบ ส่วนอิทธิพลด้านชื่อสีนั้น ก็แทรกไปยังชื่อสีอีกสีหนึ่ง คือ Caput Mortuum (สีหัวกะโหลก) หรือที่รู้จักกันในนาม “Cardinal Purple” ในปัจจุบันด้วย

หรืออีกความหมายหนึ่ง สีน้ำตาลอาจเชื่อมโยงถึง “สิ่งเก่า ๆ” ไม่ว่าจะเป็นกระดาษเก่าที่เหลืองกรอบ หรือภาพต่าง ๆ ที่กลายเป็นสี “ซีเปีย” ซึ่งมีที่มาจากแหล่งต้นกำเนิดสีน้ำตาลยุคแรก ๆ ที่สุดอย่าง หมึกกระดอง ด้วยซ้ำ 

แม้สี “ซีเปีย” เป็นที่รู้จักมาตั้งแต่สมัยโรมันก็จริง แต่กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งในทศวรรษ 1880s เนื่องจากการล้างภาพขาวดำอาจทำให้ภาพอยู่ไม่คงทน ช่างล้างรูปจึงใช้กระบวนการทางเคมีเข้ามาช่วย โดยแปลงสีเงินเมทัลลิกให้กลายเป็นซิลเวอร์ซัลไฟด์ ทำให้ภาพที่ล้างออกมาคงทนต่อมลภาวะมากขึ้น แถมให้ความรู้สึกฟุ้งชวนฝัน 

แต่ต่อมา เมื่อวิทยาการก้าวหน้าขึ้นเรื่อย ๆ เทคโนโลยีภาพสีซีเปียจึงค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยการกลับมาของภาพขาวดำอีกครั้งในช่วงทศวรรษ 1920 ก่อนจะเกิดฟิล์มสีขึ้นในทศวรรษต่อมา และเป็นที่นิยมยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ภาพซีเปียจึงเป็นเสมือนตัวแทนของอดีตที่ชวนฝัน และมู้ดเฉพาะตัวที่คลาสสิกนั่นเอง

“ความสุขที่เรียบง่าย”

ตัดภาพกลับมาที่ปัจจุบัน เหตุผลสำคัญที่สี Mocha Mousse ขึ้นแท่นสีแห่งปี 2025 เป็นเพราะว่า เมื่อการแพร่ระบาดของโควิด-19 ผ่านเลยไป โลกก็โอบรับ “ความสุขที่เรียบง่าย” ได้มากขึ้น สวนทางกับสีแห่งปี 2023 และ 2024 อย่างสี Viva Magenta และ Peach Fuzz ตามลำดับ ที่แสดงถึงความหวังที่ก่อตัวว่าโลกจะผ่านพ้นจากการแพร่ระบาดใหญ่ ชีวิตที่เฉาจะสดใสขึ้นมากกว่าเดิม

มากไปกว่านั้น มอคค่ามูสยังเชื่อมโยงกับ Little Treat Culture ที่เติบโตมากขึ้น กล่าวคือ ผู้คนใช้เวลากับการค้นหาความสุขเล็กน้อยในชีวิตประจำวันมากขึ้น อย่างการซื้อมอคค่ามูสสักเสิร์ฟ รอให้เราลิ้มรสความหวาน เติมน้ำตาลให้สมอง แค่นี้ก็ฟินแล้ว แถมสอดคล้องกับเทรนด์ผู้บริโภคที่แสวงหา “ความสงบภายใน” และหลีกหนีโลกรอบตัวที่วุ่นวาย 

ทั้งนี้ แพนโทนยังร่วมมือกับแบรนด์ต่าง ๆ เพื่อนำสีน้ำตาลมอคค่ามูสเข้าสู่สายตาวงการออกแบบมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ตโฟน Motorola กระดาษโน้ต Post-it หรือแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ Joybird

ทว่าในรอบปี 2024 สีสดใสดูจะครองกระแสจริง ๆ ตั้งแต่สีเขียวจากอัลบั้ม brat ของ Charli XCX หรือสีเขียวจากตัวละครในภาพยนตร์ Wicked ที่เพิ่งเข้าโรงไปไม่นาน และหากย้อนกลับไปในปี 2023 สีชมพูสดใสแบบบาร์บี้กลายเป็นสีที่ทรงอิทธิพลสูงมากยิ่งกว่าสีแห่งปีอย่าง Viva Magenta

กองบรรณาธิการ Style โต๊ะแฟชั่นของ The New York Times ออกมาวิพากษ์การเลือกสีแห่งปีครั้งนี้ โดยเสนอว่า สีเหลืองแบบกล้วยยังดูจะเหมาะกว่า สอดคล้องกับข่าวงานศิลปะ กล้วยแปะเทปกาว ที่ปิดราคาประมูลไปได้ที่ 215 ล้านบาท และถูกอีสไปแล้วเรียบร้อย หรือแม้กระทั่งสีทองก็ยังถูกเสนอ เพราะรัฐบาลทรัมป์ 2 ทำให้นึกถึงยุคทองชุบ (Gilded Age) ซึ่งเป็นยุคเศรษฐกิจรุ่งเรือง แต่มนุษยธรรมรุ่งริ่งในอเมริกา

ความนิยมเกี่ยวกับสีจริง ๆ จึงไม่อาจคาดเดาได้ผ่านวงการดีไซน์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่สถานการณ์ต่างหากที่กำหนดความนิยม และในโลกที่เต็มไปด้วยความปั่นป่วนวุ่นวาย ความสงบเป็นสิ่งที่ใคร ๆ กำลังตามหา แต่อย่าลืมว่า สิ่งที่เป็นกระแสมักฉูดฉาดเสมอ 

แล้วสีสดกับสีเรียบ อะไรจะนิยมกว่ากันในศกหน้านี้

อ้างอิงจาก

pantone.com

usatoday.com

nytimes.com

oldholland.com

adobe.com

pirun.ku.ac.th

eu.winsornewton.com

silpa-mag.com

adaymagazine.com

ผู้เขียน

  • เกวลิน ถนอมทอง

    นักเขียนและ NGO ที่สนใจการเมือง รัฐธรรมนูญ และวิถีของผู้คน ใฝ่ฝันถึงเมืองที่เดินดี สังคมที่เห็นหัวทุกชีวิต และคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า

    View all posts