ใกล้เข้าสู่หยุดยาว สงกรานต์ อีกคำรบหนึ่ง หลายคนเตรียมตัวเดินทางกลับบ้าน บ้างก็ลายาวตั้งแต่หยุดยาวต้นสัปดาห์ หลายคนคงชวนเพื่อนสนิทไปตี้วันสงกรานต์ เล่นน้ำที่ไหนดี หลายคนก็อาจจะเลือกใช้เวลากับครอบครัวในบ้านของตัวเอง ไม่ออกไปไหน
ส่วนในเชิงวัฒนธรรม สงกรานต์ ถือเป็นวาระ “ปีใหม่” ในทางประเพณีไทย แม้การนับศักราชจะเปลี่ยนไปจาก 13 เมษายน สู่ 1 เมษายน และ 1 มกราคม ตามปฏิทินสากลในปี พ.ศ. 2484 ในที่สุด และมาพร้อมกับบทบาทอื่น ๆ ที่ราชการกำหนดพ่วงมา ไม่ว่าจะเป็น วันผู้สูงอายุแห่งชาติ (13 เมษายน) หรือวันครอบครัว (14 เมษายน) ก็ตาม
ตามความเข้าใจของเรามาตั้งแต่วัยเยาว์ สงกรานต์มาพร้อมกับคำว่า “ปีใหม่ไทย” แทบจะอัตโนมัติ เช่นเดียวกับการ “สาดน้ำ” ผนวกกับในวัฒนธรรมสมัยใหม่ นางสงกรานต์เป็นหนึ่งในการโปรโมตกิจกรรมรับเทศกาลดังกล่าว โดยนำเอาดารา นักแสดง ไอดอล มาแต่งกายตามนางสงกรานต์ประจำปีนั้น ๆ
ที่สำคัญ เทศกาลสงกรานต์ยังกลายมาเป็นอาวุธสำคัญของ “Soft Power” ข้อต่อรองสำคัญในมิติการเมืองวัฒนธรรมไปด้วย
แต่ก่อนที่จะร่ายยาวถึงความสำคัญของวันปีใหม่ไทยไปมากกว่านี้ เราขอพาทุกคนกลับไปรู้จักกับ “ที่มา” ของวันสงกรานต์กันดีกว่า
สงกรานต์ = ปีใหม่ไทย จริงหรือ
ตามความเข้าใจของเรา ๆ วัฒนธรรมไทยมักจะเชื่อมโยงเข้าหา “อินเดีย” ในฐานะหนึ่งในรากอารยธรรมสำคัญของโลกอยู่เสมอ
หากพูดถึงการสาดน้ำในเทศกาล สงกรานต์ ก็มักจะมาคู่กับการสาดสีในเทศกาลโฮลี (Holi Festival) ที่ใกล้เคียงกันมาก ๆ แต่หากจะบอกว่าสงกรานต์มาจากอินเดียเลย ก็คงไม่ใช่เสียทีเดียว
ผศ. คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญา มหาวิทยาลัยศิลปากรผู้ล่วงลับเคยเสนอว่า สงกรานต์เป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยในระบบความเชื่อดั้งเดิม จะถือโอกาสขึ้นปีใหม่ในเดือน 5 ตามจันทรคติ (ราว ๆ เดือนเมษายน) เซ่นสรวงบูชา “ผี” ไม่ว่าจะเป็นผีที่รักษาธรรมชาติ ฟ้าดิน หรือวิญญาณบรรพบุรุษที่ล่วงลับ ต่อเมื่อวัฒนธรรมอินเดียเข้ามาแล้ว จึงนำมาปรับใช้กับปีใหม่ดั้งเดิม
ส่วนคำว่า สงกรานต์ นั้น มาจากภาษาสันสกฤตว่า สํกรานฺติ แปลว่า เคลื่อน หรือ ย้าย (หรือในภาษาบาลีเรียกว่า สังขารา เหตุนี้เอง ชาวล้านนาจึงเรียกวันแรกของเทศกาลสงกรานต์ว่า สังขารล่อง) ในที่นี้ จึงหมายถึง การเคลื่อนย้ายของดวงอาทิตย์จากราศีหนึ่งไปสู่อีกราศีหนึ่ง โดยมีการเข้าสู่ราศีเมษที่เรียกว่า “เมษสํกรานฺติ” (หรือ เมษสงกรานต์) เป็นการเคลื่อนย้ายครั้งใหญ่ที่สุด และถือกันว่าเป็น “ปีใหม่” นั่นเอง
ส่วนในไทยนั้น ต้องอธิบายก่อนว่า ระบบศักราชในประวัติศาสตร์ไทยมีหลายระบบ การขึ้นปีใหม่ที่เกิดขึ้นในแต่ละระบบศักราชก็จะแตกต่างกันออกไป วันสงกรานต์ที่อยู่ในคาบวันที่ 13-15 เมษายนนี้เอง ก็เป็นการเปลี่ยน “จุลศักราช” ในระบบของไทย ก่อนที่ในปี พ.ศ. 2432 ประเทศไทยจะใช้ “รัตนโกสินทร์ศก” เป็นระบบหลักในการนับปี และผันเปลี่ยนไปสู่การใช้ “พุทธศักราช” เมื่อ พ.ศ. 2460 ในที่สุด
สาดน้ำ อยู่คู่กับสงกรานต์มาจริงหรือ
เมื่อนึกถึงสงกรานต์แล้ว การสาดน้ำ ก็แทบจะเรียกได้ว่าเป็นไฮไลต์ของเทศกาลเลยทีเดียว แต่ที่จริงแล้วนั้น การสาดน้ำในเทศกาลนี้เพิ่งมาเกิดขึ้นได้ไม่นานนี้เอง
แง่หนึ่ง มีข้อสันนิษฐาน 2 ประการว่าด้วยที่มาของการสาดน้ำในเทศกาลนี้ โดยศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ ตั้งข้อสันนิษฐานว่า การสาดน้ำมาจากความไม่พอใจของชาวพม่าต่อทหารอังกฤษที่เป็นเจ้าอาณานิคม จึงใช้ประเพณีปีใหม่แต่ดั้งเดิมสาดน้ำใส่ทหารที่เข้ามาควบคุมดูแลพม่าในขณะนั้น ส่วนสุจิตต์ วงษ์เทศ ตั้งข้อสันนิษฐานว่า เป็นการต่อเนื่องจากการรดน้ำอัฐิบรรพบุรุษ เมื่อรดน้ำเรียบร้อยแล้ว ก็จะเอาน้ำที่เหลือสาดใส่หลังคาบ้านเรือนเพื่อลดความร้อนไปด้วย
ในอีกแง่หนึ่ง บทความเรื่อง “สาดน้ำ” พระนิพนธ์กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ (หรือ น.ม.ส.) ที่รวมพิมพ์ในภายหลังในชื่อ “ผสมผสาน” ซึ่งจัดพิมพ์ราว ๆ ปี 2477-2486 ระบุว่า การสาดน้ำในวัฒนธรรมไทยแต่เดิมมี 2 วาระด้วยกัน กล่าวคือ การซัดน้ำพระพุทธมนต์ในงานแต่งงาน (แบบในละครเรื่อง “บุพเพสันนิวาส”) อย่างหนึ่ง และการซัดน้ำในเทศกาลสงกรานต์ ที่จะรดน้ำผู้ใหญ่ที่มีอายุ 60 ขึ้นไป ตลอดจนถึงการสาดน้ำในลานวัดที่มีการก่อพระเจดีย์ทรายขึ้น
นัยหนึ่ง การ สาดน้ำ-ซัดน้ำ ในบทความของ น.ม.ส. เรื่องนี้ สอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้คน อันเป็นการปลดปล่อยจากกฎระเบียบ และประเพณีที่เคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องทางเพศ จึงเป็นโอกาสที่หนุ่มสาวจะได้พบปะหยอกเอินกัน อันจะก่อให้เกิดการสานสัมพันธ์กันต่อไป
แต่หากอ่านบทความเรื่อง สาดน้ำ ต่อไปนั้น จะพบว่า เมื่อราว 90 ปีที่แล้ว การสาดน้ำแบบเดียวกับในยุคสมัยเราก็เกิดขึ้นแบบ “นอกวงจริยา” แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการใช้สีละลายน้ำ การสาดน้ำคนที่ไม่เต็มใจจะเล่น หรือการบรรทุกน้ำบนรถกระบะไปตระเวนเล่นตามที่ต่าง ๆ อันเป็นการไม่สุภาพ
เมื่อเราพิจารณาปีที่จัดพิมพ์บทความชุด “ผสมผสาน” เป็นครั้งแรก ก็จะพบว่าในยุคนั้นเกิดความเปลี่ยนแปลงทางวิถีชีวิตสืบเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม ข้อวิจารณ์ดังกล่าวจึงเป็นการชี้ถึงที่มาและแสดงความเห็นต่อสถานการณ์ทางวัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย
ตราบจนปัจจุบัน ความโจ๊ะ ความสนุกสนานของการเล่นน้ำสงกรานต์ถือเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกนับแสนนับล้านคนเข้ามาสัมผัสบรรยากาศ และกลายมาเป็น “Soft Power” สำคัญของประเทศผ่านการแสดงความเป็นไทยออกมาด้วย


แล้วตำนาน นางสงกรานต์ มาจากไหน
ส่วนที่เราเห็นศิลปิน ดารา ไอดอลหญิง แต่งกายด้วยชุดไทยพร้อมแคปชัน นางสงกรานต์ ประจำแต่ละปีนั้น ในหนังสือ “พระราชพิธีสิบสองเดือน” พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 5 ที่อธิบายถึงธรรมเนียม ประเพณี และที่มาของพระราชพิธีต่าง ๆ ในราชสำนักระบุว่า มีการบันทึกตำนานนี้ไว้ในฐานะส่วนหนึ่งของจารึกวัดโพธิ์ (วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม) เล่ากันว่า ตำนานนี้มาจากฝ่ายรามัญ
เรื่องมีอยู่ว่า เศรษฐีผู้หนึ่ง มีทรัพย์สมบัติมากมาย มีภรรยา แต่ไม่มีลูกสักที กลับกัน เพื่อนบ้านที่เป็นชายขี้เมา แม้จะไม่มีทรัพย์สมบัติ แต่เขามีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมือง เมื่อทั้งสองบังเอิญพบกัน ชายขี้เมาก็ปราศรัยขึ้นมาก่อนว่า เหตุใดเศรษฐีจึงยังไม่มีบุตรเสียที น่าเห็นใจ เห็นทีไม่อาจมีใครสืบสกุลและความร่ำรวยของเศรษฐีได้
เศรษฐีได้ยินดังนั้นก็วิตกกังวล จึงปรึกษากับภรรยา แล้วบนบานศาลกล่าวต่อเทพยดาฟ้าดินให้ตนมีบุตรชายสืบสกุล ที่สุดแล้ว การสังเวยดังกล่าวก็ได้ผล ทั้งสองให้กำเนิดบุตรชายคนหนึ่งที่ชื่อว่า “ธรรมบาลกุมาร”
เมื่อธรรมบาลเติบโตขึ้น เขาก็มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด เรียนจบคัมภีร์ไตรเพทในศาสนาพราหมณ์ ทั้งยังสามารถสื่อสารภาษานกได้ เขาจึงกลายยเป็นผู้บอกมงคลให้กับชาวบ้านจนมีชื่อเสียงขจรขจาย กระทั่งวันหนึ่ง ท้าวกบิลพรหม ซึ่งเป็นพระพรหมบนสวรรค์ ได้ลงมาทายปัญหากับธรรมบาล โดยพนันไว้ว่า หากธรรมบาลตอบได้ ตนก็จะตัดศีรษะตนเองบูชา แต่หากธรรมบาลตอบไม่ได้ ก็จะต้องตัดศีรษะของเขาเช่นกัน
ปัญหานั้นมีอยู่ว่า
- เวลาเช้า ราศี (หรือ ศรี) ของคนอยู่ที่ใด
- เวลากลางวัน ราศีของคนอยู่ที่ใด
- เวลาเย็น ราศีของคนอยู่ที่ใด
ธรรมบาลยังตอบคำถามไม่ได้ในทีแรก จึงขอผัดผ่อนว่า จะให้คำตอบในอีก 7 วันข้างหน้า ท้าวกบิลพรหมก็ยอมตกลง และกลับสู่พรหมโลกไป ส่วนชายหนุ่มตัวละครเอกของเรื่องก็คิดไม่ตก คิดเท่าไร ก็ไม่สามารถตอบได้ จนกระทั่งถึงวันที่ 6 ธรรมบาลก็ยังหาคำตอบไม่ได้ จึงพักผ่อนด้วยการไปนอนใต้ต้นตาลคู่
ประจวบกับมีนกอินทรีสองตัวผัวเมียบินกลับมาจากการหาอาหาร ทั้งสองพูดคุยกันว่า วันรุ่งขึ้น (ซึ่งก็คือวันครบสัญญาที่ธรรมบาลขอเลื่อนให้คำตอบจากท้าวกบิลพรหม) ก็จะไม่ต้องเหนื่อยหาอาหารอีกต่อไป เพราะจะได้กินศพธรรมบาลกุมารที่ยังคิดปัญหาไม่ตกอยู่
ด้านอินทรีตัวผู้รู้คำตอบ ก็ได้เฉลยให้ตัวเมียฟังว่า
- เวลาเช้า ราศีของคนอยู่ที่หน้า เหตุนี้ คนจึงล้างหน้าในเวลาเช้า
- เวลากลางวัน ราศีของคนอยู่ที่อก เหตุนี้ คนจึงอาบน้ำชำระร่างกายในเวลากลางวัน
- เวลาเย็น ราศีของคนอยู่ที่เท้า เหตุนี้ คนจึงล้างเท้าก่อนกลับเข้าเรือนของตัวเอง
ฝ่ายธรรมบาลได้รู้เฉลย (แบบไม่ต้องคิดเอง) เช่นนี้ก็ดีใจ ถึงวันรุ่งขึ้น ก็ได้นำคำตอบนี้ไปตอบท้าวกบิลพรหม ซึ่งเป็นคำตอบที่ … ถูกต้อง!
ตามสัญญา ท้าวกบิลพรหมจะต้องตัดศีรษะตนเองบูชาธรรมบาลกุมาร แต่กระนั้น ท้าวกบิลพรหมก็คิดไม่ตก เพราะเศียรของตนนั้น ไปตกที่ได้ก็จะเกิดวินาศขึ้นที่นั้น ท้ายที่สุด ท้าวกบิลพรหมก็รู้ทางออก จึงเรียกบุตรสาวทั้งเจ็ดมาสั่งเสียครั้งสุดท้าย ว่า ให้นำเศียรของตนไปเก็บไว้ที่ถ้ำในเขาไกรลาส เมื่อถึงปี ให้บุตรสาวผลัดเปลี่ยนกันมาเชิญเศียรเวียนรอบเขาพระสุเมรุ 1 รอบ เรียงตามอาวุโส ก่อนจะนำกลับไปเก็บไว้ที่เดิม ทำเช่นนี้ทุกปีอย่าได้ขาด แล้วนางทุงษะเทวี บุตรสาวคนโตของท้าวกบิลพรหมก็รับเศียรของผู้เป็นบิดาใส่พาน และกระทำตามคำสั่งเสียเช่นนี้สืบมา บุตรสาวของท้าวกบิลพรหมจึงได้ชื่อว่าเป็น “นางสงกรานต์” ตั้งแต่นั้นมา
โดยรายนามนางสงกรานต์ มีดังต่อไปนี้
1. นางทุงษเทวี
ทุงษเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันอาทิตย์ ทัดดอกทับทิม มีปัทมราค (แก้วทับทิม) เป็นเครื่องประดับ ภักษาหารคืออุทุมพร (มะเดื่อ) อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ขวาถือจักร พระหัตถ์ซ้ายถือสังข์ เสด็จไสยาสน์เหนือปฤษฎางค์ครุฑ
2. นางโคราคเทวี
โคราคเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันจันทร์ ทัดดอกปีบ มีมุกดาหาร (ไข่มุก) เป็นเครื่องประดับ ภักษาหารคือเตละ (น้ำมัน) อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ขวาถือพระขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายถือไม้เท้า เสด็จประทับเหนือพยัคฆ์ (เสือ)
3. นางรากษสเทวี
รากษสเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันอังคาร ทัดดอกบัวหลวง มีโมรา (หิน) เป็นเครื่องประดับ ภักษาหารคือโลหิต (เลือด) อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ขวาถือตรีศูล พระหัตถ์ซ้ายถือธนู เสด็จประทับเหนือวราหะ (หมู)
4. นางมัณฑาเทวี หรือ มณฑาเทวี
มัณฑาเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันพุธ ทัดดอกจำปา มีไพฑูรย์ (พลอยสีเหลืองแกมเขียว) เป็นเครื่องประดับ ภักษาหารคือนมและเนย อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ขวาถือเหล็กแหลม พระหัตถ์ว้ายถือไม้เท้า เสด็จไสยาสน์เหนือปฤษฎางค์คัสพะ (ลา)
5. นางกิริณีเทวี
กิริณีเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันพฤหัสบดี ทัดดอกมณฑา (ยี่หุบ) มีมรกตเป็นเครื่องประดับ ภักษาหารคือถั่วและงา อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ขวาถือพระขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายถือปืน เสด็จไสยาสน์เหนือปฏษฎางค์ชสาร (ช้าง)
6. นางกิมิทาเทวี
กิมิทาเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันศุกร์ ดัดดอกจงกลนี มีบุษราคัมเป็นเครื่องประดับ ภักษาหารคือกล้วยและน้ำ อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ขวาถือพระขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายถือพิณ เสด็จประทับยืนเหนือมหิงสา (ควาย)
7. นางมโหทรเทวี
มโหทรเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันเสาร์ ทัดดอกสามหาว (ผักตบชวา) มีนิลรัตน์เป็นเครื่องประดับ ภักษาหารคือเนื้อทราย อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ขวาถือจักร พระหัตถ์ซ้ายถือตรีศูล เสด็จประทับเหนือมยุราปักษา (นกยูง)
ส่วนความเชื่อที่ว่า นางสงกรานต์มีความสัมพันธ์กับ “ดวงชะตา” ของบ้านเมืองในปีนั้น ๆ พระราชพิธีสิบสองเดือนได้อธิบายไว้ว่า
“…มีคำทำนายที่พูดกันอยู่โดยมากว่าถ้าปีใดกินถั่วกินงาแล้วก็ร้องกันว่า “เออปีนี้ข้าวปลาจะบริบูรณ์” ถ้าปีใดกินเลือดแล้วสั่นหัวดิกๆ ไป ครางออดๆ แอดๆ ว่า “ปีนี้จะตีกันหัวล้างข้างแตกมาก” ถ้าปีใดถือปืนก็ว่าปีนั้นฟ้าจะคะนอง นัยหนึ่งว่าถ้าหลับตาแล้วคนมักจะเป็นตาแดงมาก นัยหนึ่งว่าถ้าลืมตาแล้วคนมักจะเป็นตาแดงมาก ถ้าจะถามไล่เลียงเอาแน่นอนให้เล่าให้ตลอดเรื่อง ก็มักจะบอกจําไม่ได้ไปแทบทุกคน เว้นแต่อย่างไรไม่ทราบ ช่างเชื่อถือกันแน่นหนามั่นคงทั่วทุกคน สุดแต่ถ้าถึงสงกรานต์แล้วเป็นโจษกันไปได้จนตลอดทั้งสามวัน บ่นตุบๆ ตับๆ เออๆ ออๆ ไป
แล้วต้องอธิบายต่อ ว่าเรื่องสงกรานต์นี้มีมาแต่เมืองจีน เมืองจีนเขาเห็นก่อน ถ้าวันใดจะสงกรานต์แล้วเขาตระเตรียมช่างเขียนไปคอยอยู่ที่ริมทะเลหลายๆ คนด้วยกัน พอเวลาเช้ามืดพระสงกรานต์ขึ้นจากทะเลพอแลเห็นเขาก็วาดรูป คนหนึ่งวาดรูปตัวนาง คนหนึ่งวาดรูปตัวพาหนะ อีกคนหนึ่งวาดรูปบริวาร พูดเหมือนอย่างพระยะโฮวาสร้างโลก เพราะการที่พระยะโฮวาสร้างโลกนั้นมนุษย์คนเดียวต้องสร้างเสียวันยังค่ำ แต่สัตว์ทั้งหลายนับด้วยโกฏิด้วยล้านสร้างวันเดียว เท่ากันกับสร้างคนๆ หนึ่งฉันใด เจ๊กที่วาดรูปพระมหาสงกรานต์นี้ก็เหมือนกัน ตัวนางมหาสงกรานต์คนเดียวช่างเขียนคนหนึ่ง พาหนะตัวเดียวช่างเขียนคนหนึ่ง บริวารแสนโกฏิเขียนคนเดียวเหมือนกัน แต่ว่าช่างเถอะอย่าทักเลย ที่ต้องเขียนหลายคนออกไปเช่นนี้ เพราะเวลาที่เห็นนั้นน้อยนัก ถ้าผู้ที่จะคอยเขียนพริบตาลงเมื่อไรก็ไม่เห็นพระสงกรานต์แล้ว ถ้าคนกระพริบตาถี่ๆ เห็นจะให้เป็นช่างไปคอยเขียนไม่ได้ แต่ถ้าเวลานี้พวกจีนจะลงทุนซื้อเครื่องถ่ายรูปม้าห้อสักเครื่องหนึ่งไปตั้งไว้ พอสงกรานต์ขึ้นมาบีบปราดเดียวก็จะได้รูปเทวดาอันวิเศษมาขายมีกำไรมากกว่าที่ลงทุนซื้อเครื่องถ่ายรูปหลายร้อยเท่า…
…ในท่านทั้งเจ็ดที่มานี้ อยู่ข้างจะทรงพาหนะนั้นแข็งๆ ด้วยกันทุกองค์ สู้คนขี่ม้าเซอคัสได้ เสด็จมาแล้วไม่ขี่ตามปรกติเลย ทรงแผลงท่าต่างๆ ไป คือพระอาทิตย์ยกตั้งแต่เช้าจนเที่ยง ไม่ว่าองค์ใดมายืนทั้งสิ้น แต่ไม่ต้องทรงถือบังเหียนเหมือนเซอคัส ตั้งแต่เที่ยงไปจนค่ำนั่งทั้งสิ้น ตั้งแต่ค่ำไปจนเที่ยงคืน นอนลืมตาทั้งสิ้น ตั้งแต่เที่ยงคืนไปจนรุ่งนอนหลับตาทั้งสิ้น เพราะเหตุที่นางมหาสงกรานต์เล่นเซอคัสท่าต่างๆ คนละสี่ท่าสี่ท่าเช่นนี้ จึงเป็นยี่สิบแปดท่าเปลี่ยนกันไป จนคนที่ดูฉากเขียนนั้นเห็นมีแปลกๆ เสมอ น่าเชื่อว่าจีนเขาเขียนมาแต่เมืองจีนก่อนจริง เพราะว่าถ้าเขียนไว้เป็นตําราสำหรับแขวนวนๆ กันไปแล้วก็คงจะเหมือนกันบ่อยๆ หรือเป็นระเบียบเรียบร้อย นี่แปลกกันถึงยี่สิบแปด และลักๆ ลั่นๆ เช่นนี้ เห็นปีละครั้งก็พอเหลือที่จะจำได้…”
เหตุนี้เอง ในทางโหรจึงเฝ้ารอการ “ประกาศสงกรานต์” เพื่อเป็นการทำนายรับศักราชใหม่ และเป็นข้อเตือนใจให้ระมัดระวังเรื่องต่าง ๆ ไปในคราวเดียวกัน
ส่วนพวกเรานั้น ขอสุขสันต์วันสงกรานต์ถึงผู้อ่านทุกคนไป ขอให้มีช่วงเวลาที่สุขสดชื่นเหมือนสายน้ำ
อ้างอิงจาก
ภารตะ-สยาม ผี-พราหมณ์-พุทธ ของ ผศ. คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง
ผสมผสาน
dhamtara.com
