ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า “ชา” เป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก แถมยังอาจมองได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของทวีปเอเชีย จากต้นกำเนิดในประเทศจีน สู่กรรมวิธีการปลูก เก็บ และชงอย่างพิถีพิถันใน “ญี่ปุ่น” แพร่หลายไปเรื่อย ๆ ในอีกหลายประเทศ ปรุงใส่เครื่องเทศแบบ “อินเดีย” “เมียนมา” ปรุงอย่าง “ไทย” และอีกหลายวัฒนธรรม
มาวันนี้ เมนูชาสารพัดรูปแบบเป็นที่นิยม ตั้งแต่ชานมแบบไต้หวันที่เป็นที่นิยมทั่วโลก จนกระทั่ง tasteatlas องค์กรจัดอันดับอาหารระดับโลก ได้ยกให้ “ชาไทย” ติด 1 ใน 10 เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ที่อร่อยที่สุดในโลกอีกด้วย ไหนยังจะมีสารพัดรูปแบบชาให้เราเลือกสรร หากเพียงแต่ได้เดินในซูเปอร์มาร์เก็ต พูดคุยกับร้านชาสเปเชียลตี้ หรือแม้กระทั่งไถแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ (E-Commerce) ในเวลาว่าง ๆ
วันนี้ 15 ธันวาคม เป็นวันชาสากล วันที่ตั้งขึ้นมาให้ผู้คนตระหนักถึงวัฒนธรรมการดื่ม “ชา” ที่แพร่หลายมานับพันปี เราจึงอยากชวนคุณดื่ม (หรือจิบ) ชาสักแก้วแล้วไปค้นหาเรื่องป๊อบ ๆ จากชาทั่วโลกไปด้วยกัน
**คำเตือน: ชาเป็นเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเป็นส่วนประกอบ ไม่ควรดื่มเกินขนาดเพราะอาจทำให้ตาค้างได้
Milk Tea Alliance – เมื่อเครื่องดื่มสื่อสาร “เสรีภาพ”
แม้ว่าจีนจะเป็นต้นกำเนิดของ “ชา”จนแพร่หลายไปทั่วโลก แต่เรื่องไม่น่าเชื่อคือ ชานี่แหละเป็นเครื่องมือย้อนกลับมาปะทะกับนโยบายของจีนเอง
“พันธมิตรชานม” (Milk Tea Alliance) ถือกำเนิดขึ้นจากความเห็นที่ตรงกันเรื่องประชาธิปไตยและเสรีภาพของประเทศในภูมิภาคเอเชีย โดยเริ่มต้นจากนโยบาย “จีนเดียว” (One China) ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญต่อการเรียกร้องเอกราชของไต้หวันและฮ่องกง ซึ่งทั้งสองต่างก็มีเมนูชานมเป็นของตัวเอง ประจวบกับความตื่นตัวทางการเมืองของคนไทยในช่วงนั้น ทำให้ชาไทยกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหว และกลายมาเป็นเครือข่ายออนไลน์ที่ชื่อว่า “พันธมิตรชานม” ในที่สุด

ภาพมีมอันลือลั่นข้างบนนี้จึงได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการรวมตัวเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยและเสรีภาพในดินแดนของตนเอง มากไปกว่านั้นพันธมิตรชานมยังได้ขยายไปสู่การเรียกร้องประชาธิปไตยในเมียนมา ด้วยการผสมผสานกับ “ชาพม่า” รวมถึงการเอารัดเอาเปรียบของทุนจีนในอินเดีย ผ่าน “ชามาซาล่า” (Masala Chai) อีกด้วย เรียกได้ว่าวัฒนธรรมชาใส่นมที่ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงจากต้นทางนอกจากจะช่วยชูรสชาให้มีมิติมากขึ้นแล้ว ยังชูประเด็นสังคมให้อิมแพ็กต์อีกด้วย
ถึงในปัจจุบัน ดูเหมือนพันธมิตรชานมจะกลายเป็นเรื่องที่ซาไป แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่คือหลักฐานหนึ่งที่ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของ “อาหาร” หรือแม้กระทั่ง “วัฒนธรรมประชานิยม” (Pop Culture) ที่เป็นเครื่องมือสื่อสารเจตจำนงของผู้คน และสำนึกทางการเมืองในยุคสมัยหนึ่ง ๆ ด้วย
Matcha Trend – ชาเขียวเพื่อสุขภาพ และความรื่นรมย์
อีกภูมิทัศน์ที่น่าสนใจในเมืองท่องเที่ยวอย่างกรุงเทพฯ เชียงใหม่ และอีกหลาย ๆ แห่ง คือการมีคาเฟ่มัทฉะในย่านท่องเที่ยวหลาย ๆ แห่ง ถึงขั้นที่หลายร้านตั้งใจชูให้ร้านตนเป็น specialist ด้านชาเขียวเลยทีเดียว
นอกเหนือจากประวัติศาสตร์การชงชาแบบญี่ปุ่นที่กลายเป็น Must have ในทริปท่องเที่ยวแทบทุกทริปไปแล้ว ความนิยมมัทฉะยังมีเหตุผลอีกอย่างที่สำคัญคือ ชาเขียวเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ที่ช่วยในการทำงานของระบบการไหลเวียนของเลือด
อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ แถมยังช่วยลดการเกิดมะเร็ง และลดน้ำหนักด้วย
แต่นอกเหนือจากประโยชน์ที่บอกไป ชาเขียวสามารถนำไปดัดแปลงทำเมนูต่าง ๆ ได้มากมายจากเกรดการคั่วที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเกรดเบเกอรี เกรดสำหรับทำอาหาร และเกรดสำหรับพิธีชงชา (Ceremonial) แถมยังมีวาไรตี้ชามากมาย ไม่ว่าจะเป็นโฮจิฉะ เกนไมฉะ หรือมัทฉะที่เราคุ้นเคย ทำให้เราเห็นการสร้างสรรค์เมนูต่าง ๆ รวมถึงทำให้ร้านชาต่าง ๆ สามารถชูความเชี่ยวชาญของตนเป็นจุดขายได้ด้วย
นัยหนึ่ง พิธีชงชาแบบญี่ปุ่นกลายมาเป็นวัฒนธรรมที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต่อการรับแขก เพื่อแสดงความจริงใจและให้เกียรติต่อผู้มาเยือน โดยสำหรับบางคน การได้พบกันในพิธีชงชา อาจเป็นการพบกันครั้งเดียวในชีวิต จึงควรปฏิบัติต่อกันอย่างดีที่สุดในระยะเวลาที่ใช้ร่วมกัน

ด้วยความเข้มงวดของพิธีการ ความพิถีพิถัน รวมถึงระยะเวลาที่ยาวนาน ได้สะท้อนให้เห็นคุณค่าสำคัญของความเป็นญี่ปุ่น คือความ “ใส่ใจ” ในรายละเอียด และสุนทรียะที่มีต่อเรื่องสามัญในชีวิต
แถมสำหรับชาวปั่นงานโต้รุ่ง ชาเขียวมีปริมาณคาเฟอีนสูงกว่าชาชนิดอื่น ๆ จึงเป็นตัวเลือกที่ดี ถ้าคุณอยากจะลุยงานแบบไฟลุกท่วม แต่แต่ ก็อย่างที่บอก กินเยอะระวังตาค้างนะจ๊ะ
Coffee or tea? จะรับชาหรือกาแฟดีล่ะ
ย้อนกลับไปไม่กี่ปีก่อน ประโยค Coffee or Tea (จะรับชาหรือกาแฟดี) กลายเป็นแคปชันภาพในโซเชียลมีเดียเต็มไปหมด ซึ่งที่มาที่ไปก็มาจากคำถามของแอร์โฮสเตสว่า จะรับชาหรือกาแฟไว้ดื่มบนเครื่องบิน
เอาเข้าจริง ชาติที่ทำให้วัฒนธรรม “การดื่มชา” แพร่หลายไปทั่วโลกกลับเป็น “อังกฤษ” ที่รับเอาการดื่มชาเข้าไปสู่วงสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สังคมชั้นสูง อย่างจริงจังจนกลายเป็น tea time ยามบ่าย เอกลักษณ์หนึ่งของเมืองผู้ดี และวัฒนธรรมนี้ก็ได้เผยแพร่ไปในดินแดนอาณานิคมทั่วโลก จนขึ้นไปถึงบนฟ้าอย่าง “เครื่องบิน” ด้วย ซึ่งการจิบชายามบ่ายนี้เอง ก็ชี้ให้เห็นถึงเวลาที่จริงจังกับ “ชา” แต่ก็ยังแฝงความเป็นมิตรไว้เป็นนัย ๆ
อย่างเมื่อสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ครองราชย์ครบ 70 ปี ก็มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอสนุก ๆ ที่ทรงร่วมแสดงกับเจ้าหมี Paddington ในบรรยากาศทรงเลี้ยงน้ำชา ก็ชวนอมยิ้มและส่งสารถึงโลกว่า อังกฤษพร้อมโอบรับความหลากหลายในเครือจักรภพ หรือแม้กระทั่งเกม “Coffee or Tea” เกมละลายพฤติกรรมที่ให้เลือกระหว่างของสองสิ่งเหมือนเลือกรับชาหรือกาแฟ หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อเกม This or that นั่นเอง
แต่ถึงแม้จะไม่แน่ชัดว่าทำไม Coffee or Tea ถึงได้กลายมาเป็นแคปชันคู่แก้วเครื่องดื่มได้ เราต้องยอมรับว่าวัฒนธรรม Cafe hopping หรือการไปนั่งชิลล์ตามร้านกาแฟเป็นวัฒนธรรมการท่องเที่ยวหนึ่งที่น่าสนใจทีเดียว เนื่องจากไม่ต้องเจอกับอากาศร้อน มีเครื่องดื่มและขนมรองรับเผื่อจะหาอะไรรองท้อง แถมยังได้รูปกลับบ้านจากการแต่งร้านที่สวยงาม ทำให้แทบทุกพื้นที่ต้องมีร้านกาแฟ (ที่มักมีชาเป็นเมนูรอง) เพื่อรองรับการท่องเที่ยวเช่นนี้ด้วย โดยเฉพาะในเมืองที่ร้อนสุด ๆ แบบเดินออกไปไหนก็สามารถละลายติดพื้นได้แบบเมืองไทยเรา
และด้วยความเป็นเมืองร้อนนี่เองที่ก่อให้เกิด “น้ำแข็งไสชาไทย” เมนูดับร้อนคลายเหนื่อยที่กลายมาป็อบปูลาร์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แม้ที่จริงแล้วชาไทยและชาอื่น ๆ จะวนเวียนในเมนูเครื่องดื่มจนชินชา หลายคนอาจมองว่าเป็นเมนูบ้าน ๆ แต่เราเชื่อว่าเรื่องราวของชาและป็อปคัลเจอร์ที่เกี่ยวข้องก็น่าลิ้มลองและไม่เคยชาชิน
