ถ้าพูดถึงนักเขียนที่มีตัวละครหญิงโดดเด่นไม่แพ้โครงเรื่อง ชื่อของ “ทมยันตี” “โรสลาเรน” “ลักษณวดี”  “กนกเรขา” ย่อมลอยขึ้นมาในหมู่นักอ่านนิยายไทยเป็นแน่แท้

และเจ้าของนามปากกาเหล่านี้เป็นคน ๆ เดียวกัน คือ “คุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์” (2480-2564) นักเขียนผู้มีบทบาทสำคัญในการปลุกระดมคนเข้าสู่การสังหารหมู่ธรรมศาสตร์ หรือที่รู้จักกันในนาม “เหตุการณ์ 6 ตุลา” เมื่อปี 2519 แถมยังทำให้ใคร ๆ อยากเป็น “นางเอก” ในนิยายของเธอทั้งสิ้น

ด้วยคุณสมบัติที่ทั้งสวย เก่ง ฉลาด หัวก้าวหน้า นางเอกเหล่านี้จึงสะท้อนความเป็น independent women ออกมาอย่างเห็นได้ชัด ทว่าเมื่อเหลียวกลับมามองตัวละครเหล่านี้ และตัวตนของทมยันตีแล้ว เราอาจมองเห็นอะไรบางอย่างที่ย้อนแย้งกันอยู่

นอกจากวันที่ 8 มีนาคม จะเป็น “วันสตรีสากล” (International Women’s Day) แล้ว เดือนมีนาคมยังเป็นเดือนแห่งประวัติศาสตร์สตรี (Women History Month) เราเชื่อว่าประวัติศาสตร์แนวคิดเกี่ยวกับผู้หญิงก็สามารถสะท้อนผ่านนวนิยายที่โด่งดังแห่งยุคสมัยได้ด้วย

elementsth ขอพาคุณพลิกหน้ากระดาษ พินิจหน้าจอ ตามหาสิ่งที่ซ่อนอยู่ในตัวละครนางเอกที่เราคุ้นเคยไปด้วยกัน

มณีจันทร์ จาก ทวิภพ
หญิงสาวหัวก้าวหน้าที่ย้อนเวลาคืนสู่ “อดีต”

เมื่อนึกถึงนวนิยายย้อนเวลาหาอดีต ชื่อของ “ทวิภพ” คงเป็นเรื่องแรก ๆ ที่อาจจะนึกถึง เนื่องจากอนุภาคการข้ามภพที่ยูนีคผ่าน “กระจก” 

ประกอบกับความรักข้ามภพระหว่าง “มณีจันทร์” หรือ เมณี่ กับคุณหลวงอัครเทพวรากร ข้าราชการกรมท่า ผู้ดูแลเรื่องการระหว่างประเทศในขณะนั้น จึงผูกร้อยกันบนฉากความขัดแย้งสำคัญอย่าง “กรณีพิพาท ร.ศ. 112” ซึ่งเป็นสถานการณ์อันสุ่มเสี่ยงต่ออธิปไตยของรัฐชาติไปด้วย และหากโฟกัสที่ตัวละคร “มณีจันทร์” ผู้เป็นนางเอกของเรื่อง เราจะพบว่า เธอมีจุดพลิกผันสำคัญที่มีผลต่อการดำเนินเรื่องอย่างมาก

มณีจันทร์เป็น “สาวสมัยใหม่” เต็มสูตร เธอเป็นลูกสาวเอกอัครราชทูตประจำกรุงปารีส ได้รับการศึกษาจากประเทศตะวันตก มีแนวคิดก้าวหน้า ไม่ยี่หระต่ออดีตที่ผ่านมาของชาติ ขัดกับหน้าที่ของบิดาที่จำเป็นต้องรู้จักลึกซึ้งกับประวัติศาสตร์ของชาติ 

จุดเปลี่ยนสำคัญของเธอ คือการได้ไปดู “ละครเงียบ”​ ว่าด้วยการตัดสินคดีพระยอดเมืองขวาง ที่เชื่อกันว่าเป็นหนึ่งในชนวนเหตุแห่งวิกฤตการณ์ร.ศ. 112 ด้วยความรู้สึกคุ้นเคยกับตัวละครบางตัว ชื่อของใครหลายคนที่เป็นเสมือนจิ๊กซอว์ของเหตุการณ์ต่าง ๆ ก่อนจะได้พบกับคุณลุงร้านของเก่า ที่เธอได้ซื้อกระจกบานใหญ่ และกลายเป็นสิ่งที่จะเปลี่ยนชีวิตของเธอไปตลอดกาล

ทวิภพ (2547)

บทความเรื่อง “จินตภาพของการสูญเสียและการสร้างความหมายของชุมชนในแบบแอฟเฟ็คท์ในทวิภพของทมยันตี” ของชุติมา ประกาศวุฒิสาร กล่าวถึงการวางโครงเรื่องและตัวละครมณีจันทร์ใน ทวิภพ ว่า ทมยันตีจงใจสร้างให้มณีจันทร์เข้าไปรับรู้และสัมผัสเหตุการณ์ในห้วงเวลาที่สยามสุ่มเสี่ยงต่อการ “เสียดินแดน” ผ่านโครงเรื่องโรแมนติกแฟนตาซี ที่ขับเน้นอารมณ์ร่วมที่เกี่ยวข้องกับสำนึกแบบชาตินิยมด้วย

มากไปกว่านั้น ความย้อนแย้งของความเป็น “หญิงก้าวหน้า” มณีจันทร์ยังสะท้อนผ่าน “นิมิต” ที่เกิดขึ้นผ่าน “ภาพในกระจก” ด้วย

มณีจันทร์เป็นสาวสมัยใหม่ แต่ภาพในกระจกเก่าบานต้นเรื่องเป็น “หญิงโบราณอันอ่อนหวาน” ในกระจกร้าวอันเป็นสิ่งต้องห้าม แต่เธอก็ยังเลือกซื้อกระจกนั้นไปเก็บไว้ในอาณาบริเวณส่วนตัวของเธอ ชุติมาอธิบายว่า ภาพในกระจกเก่าที่แตกเป็นเสมือน “ความปรารถนาที่ถูกกดทับ” เชื่อมโยงกับบริบทสังคมไทยสมัยใหม่ที่พยายามปฏิเสธและกดทับความเป็นไทยในขนบเอาไว้ 

การยื้อยุดระหว่าง “อดีต” และ “ปัจจุบัน” ของมณีจันทร์เกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้ง เธอกลับมายังปัจจุบัน เพื่อทำความเข้าใจอดีตในมุมหนึ่ง แล้วกลับไปยังอดีตที่เธอสัมผัสและประสบด้วยตนเอง ซึ่งหลักฐานต่าง ๆ ในปัจจุบัน ไม่มีอะไรเชื่อมโยงได้กับสิ่งที่มณีจันทร์พบเจอเลย กระทั่งเปียโนที่เธอเคยชอบเล่น กลับถูกแทนที่ด้วยเสียงมโหรีอย่างไทยด้วยซ้ำ

จนท้ายที่สุดแล้ว หลังจากเหตุการณ์สุ่มเสี่ยงต่ออันตรายของบ้านเมืองผ่านพ้นไป มณีจันทร์เลือกที่จะกลับไปเป็น “แม่มณี” ครองคู่กับหลวงอัครเทพวรากรอย่างมีความสุข

ตัวตนทันสมัยของเธอจึงสูญสลายไปพร้อมกับร่างกายในภพปัจจุบัน และกระจกเชื่อมโยงสองภพ เช่นเดียวกับแนวคิดชาตินิยมและประวัติศาสตร์แบบกระแสหลักที่จะ “คงอยู่” กับเราเป็นแก่นแท้เสมอไป

อังศุมาลิน จาก “คู่กรรม”
หญิงแกร่ง รักข้ามขั้ว และการแพ้ใจตัวเอง

นอกจากการข้ามเวลาใน “ทวิภพ” หลายคนอาจรู้จัก ทมยันตี จากนวนิยาย “คู่กรรม” ที่ได้รับการนำมาผลิตเป็นละครโทรทัศน์และภาพยนตร์หลายครั้งไม่แพ้กัน 

เรื่องราวของ “อังศุมาลิน” สาวอักษรศาสตร์ในครอบครัวที่มีแต่หญิง ทว่ามีจิตใจเข้มแข็งห้าวหาญไม่แพ้ชายชาตรี  โดยมีคนรักของเธออย่าง “วนัส” ลูกกำนันบ้านใกล้เรือนเคียง หนุ่มวิศวะผู้มีความคิดเห็นก้าวหน้า และเข้าร่วมขบวนการเสรีไทยในอังกฤษ ประเทศที่วนัสไปศึกษาต่อ พร้อมคำสัญญาผูกมัดหัวใจว่าให้รอกันและกัน

ด้วยสงครามโลกครั้งที่ 2 อันเป็นฉากหลังสำคัญของเรื่อง ทำให้ชีวิตของตัวละครทั้งหมดผันแปรไป ประเทศไทยถูกญี่ปุ่นยกพลขึ้นบก จอมพล ป. พิบูลสงครามประกาศยอมจำนนแก่กองทัพญี่ปุ่นและเข้าร่วม “วงศ์ไพบูลย์มหาเอเชียบูรพา” ขณะเดียวกันก็ประกาศนโยบายรัฐนิยม และพยายามสร้างชาติด้วยแนวคิดชาตินิยมให้ผู้คนรู้สึกถึง “ภาระหน้าที่” ต่อชาติบ้านเมือง 

อังศุมาลินก็เช่นกัน แม้เธอจะต้องหยุดเรียนกลางคันเช่นเดียวกับนิสิตนักศึกษาอื่น ๆ แต่เธอก็พยายามต่อต้านผู้รุกรานอย่างญี่ปุ่นในทุกวิถีทางที่จะทำได้ จนกระทั่งการมาถึงของทหารแห่งพระจักรพรรดินาม “โกโบริ” ที่ทำให้อังศุมาลินและครอบครัวพยายามวางตัวเป็นกลางในระหว่างสงครามที่ผู้คนเลือกข้างชัดเจน 

คู่กรรม (2533)

เรื่องราวทั้งหมดยิ่งเข้มข้นขึ้นเมื่อโกโบริพาอังศุมาลินหลบระเบิดในหลุมหลบภัย โดยเมื่อทั้งสองออกมา ข่าวลือแพร่สะพัดว่าอังศุมาลินถูก “ล่วงเกิน” จากทหารญี่ปุ่น ทำให้(จำ)ต้องแต่งงานกันเพื่อรักษาหน้าของอังศุมาลินไว้ ส่วนอังศุมาลินนั้น แม้ตลอดมาจะทำทีว่าไม่แยแสโกโบริ และมุ่งหมายให้เขาตาย ๆ ไปเสียที ทว่ากว่าจะเผยใจตัวเองว่ารักโกโบริก็เกือบจะสายเกินไป นี้เองทำให้ฉากที่โกโบริสิ้นใจที่สถานีรถไฟบางกอกน้อยจึงกลายเป็นฉากรักแสนตราตรึงทั้งหมู่ผู้อ่านและผู้ชมทั่วฟ้าเมืองไทย

หากจะพิเคราะห์กันต่อไป เราคงจะเห็นภาวะลักลั่นที่เกิดขึ้นภายในใจอังศุมาลิน ซึ่งเปรียบได้กับขั้วแห่งความรักชาติ และความรักส่วนบุคคลที่เกิดขึ้นท่ามกลางฉากความขัดแย้งใหญ่ต่อมนุษยชาติอย่างสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์ เขียนถึงเรื่องนี้ไว้ว่า ฉากสารภาพรักในตอนจบของเรื่องเป็นการ “แก้ตัว” ด้วยเหตุผลต่าง ๆ ที่เธอ (ไม่ได้) ตั้งใจจะผลักโกโบริไปสู่ความตาย 

นอกจากนี้ เรามองเห็นการให้อำนาจเพศหญิงในการเล่าเรื่องของทมยันตีได้อย่างชัดเจน แม้เราจะไม่รู้ต้นสายปลายเหตุของความ “รักชาติ” ของอังศุมาลินด้วยซ้ำ ทว่าการเล่าเรื่องผ่านโฟกัสนี้ ทำให้เรารับรู้ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในหัวใจของเธอ

ภิญญพันธุ์ยังกล่าวถึง “Female Gaze” ในนวนิยายเรื่องนี้ ผ่านสายตาอังศุมาลินที่จับจ้องเรือนร่าง “พ่อดอกมะลิ” ว่าเป็นการแสวงหาความอบอุ่นที่ไม่เคยได้รับเนื่องจากการขาดพ่อผู้เป็นเสมือนเสาหลักของบ้าน แต่ขณะเดียวกัน ในมุมมองเชิงภาพยนตร์ การให้อำนาจแห่งการจับจ้องแก่ตัวละครหญิงถือเป็นการให้อำนาจในการเล่าเรื่องและนิยามตัวตนแก่ตัวละครนั้น ๆ ไปด้วย 

เช่นนี้เอง เราจึงมองเห็นความลักลั่นย้อนแย้งของอังศุมาลิน หรือ “ฮิเดโกะ” เอง ทั้งการกลายเป็นอีกตัวตนที่พยายามผลักไส กระบวนการ “ปากบอกไม่ ใจบอกรัก” ที่เธอยื้อยุดตราบวาระสุดท้ายของโกโบริ กระทั่งภาวะความกลืนกลายของสังคมไทย ที่แปรบริบทจากการมองญี่ปุ่นเป็นศัตรูในห้วงสงคราม สู่การมองเป็นประเทศมหามิตรในเวลาเพียงไม่กี่สิบปีหลังจากนั้น

และหากทมยันตีเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า สารสำคัญของนวนิยายเรื่องนี้คือการก้าวข้ามสงครามด้วยมนุษยธรรม จึงไม่แปลกเลยว่า อีกด้านหนึ่งในอนาคตแสนไกล สิ่งที่ทมยันตีพยายามนำเสนอ จึงกลายเป็นการ Romanticize สงคราม โดยที่เธอเองก็เป็นหนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบจากสงครามนี้ไม่ต่างกันเลย

นิรา คงสวัสดิ์ จาก “ใบไม้ที่ปลิดปลิว”
ชีวิตดั่งใบไม้ที่หลุดลอยของ Transwoman คนหนึ่ง

หากจะใช้เพลงนี้ (รักที่อยากลืม) สรุปเรื่องราวของ “ใบไม้ที่ปลิดปลิว” นวนิยายของ ทมยันตี ที่กลายมาเป็นละครโทรทัศน์อีกเรื่องหนึ่งก็คงไม่ผิดนัก เพราะชีวิตของ “นิรา” ก็ถูกขีดเขียนตามค่านิยมของสังคมขณะประพันธ์ให้ปลิดปลิวเคว้งคว้างเช่นกัน

ด้วยความแค้น ชนันธวัชจึงตัดสินใจ “ผ่าตัดแปลงเพศ” เพื่อกลับบ้านเกิดมาเอาคืนผู้เป็นพ่อ ตัวการสำคัญที่ทำให้แม่ที่เธอรักเสียชีวิต 

ชนันธวัช สิริวัฒน์ จึงตายไป ส่วน นิรา คงสวัสดิ์ ก็ถือกำเนิดขึ้นมา โลดแล่นในวงสังคม พร้อม ๆ กับมุ่งหมายชำระแค้นให้สำเร็จ ด้วยอาวุธคือ “ความสวย” ยิ่งกว่าผู้หญิงโดยเพศกำเนิดด้วยซ้ำ

ทว่า สิ่งที่เธอตัดสินใจดูเหมือนจะทำร้ายเธอเองทั้งหมด ตั้งแต่การเอาคืนพ่อ จนถึงการตกหลุมรัก “ชัชวีร์” ผู้เป็นอาแท้ ๆ ของเธอ จนที่สุดแล้ว ทุกอย่างล้มเหลว นิราแก้แค้นไม่สำเร็จ ผิดหวังในรัก ชีวิตพังทลายไม่เหลือชิ้นดี และจบลงที่การฆ่าตัวตายในที่สุด การออกแบบให้นิรากระทำสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นเรื่องต้องห้าม (taboo) ของสังคมไทยเช่นนี้ กำลังต้องการฉายภาพคนข้ามเพศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หญิงข้ามเพศ เป็น “ตัวอันตราย” หรือไม่

ใบไม้ที่ปลิดปลิว (2562)

หากลองดูสังคมไทยและโลกในปี 2528-2531 ปีที่ ใบไม้ที่ปลิดปลิว เผยแพร่ครั้งแรกในฐานะนิยายตอนของ แพรวสุดสัปดาห์ จนถึงตีพิมพ์รวมเล่มครั้งแรก มิติการมองคนข้ามเพศยังเป็นไปในแง่ลบ นั่นคือ หญิงข้ามเพศไม่มีทางเป็นหญิงจริงแท้ได้ ในขณะที่เลนส์การมองนิราของนวนิยายเรื่องนี้เต็มไปด้วยความสงสาร แม้จะดูเหมือนเมตตากรุณา แต่ก็ไม่อาจปิดบังทัศนคติเชิงลบดังกล่าวมาข้างต้นได้เลย 

ขณะเดียวกัน ภาพของผู้มีความหลากหลายทางเพศและหญิงข้ามเพศดูจะเลวร้ายลงไปอีก เมื่อผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายแรกของโลกคือผู้มีความหลากหลายทางเพศ สายตาของผู้คนในขณะนั้นจึงเต็มไปด้วยแรงเหยียดต่อสิ่งที่ไม่ตรงกับระบบเพศทวิลักษณ์สิ้นเชิง และเป็นเช่นนี้มาหลายทศวรรษ จนกระทั่งความคิดเชิงลบเหล่านี้กลายเป็นสิ่งล้าหลัง และถูกมองเหยียดกลับไม่ต่างจากที่พวกเขาเคยกระทำ ส่วนผู้อยู่ร่วมไวรัสเอชไอวีก็ได้รับการโอบรับจากสังคม มียาต้านหลากหลายชนิด และก้าวเข้าสู่การค้นคว้าวิจัยให้สามารถหายขาดได้

และเมื่อมองด้วยเลนส์อย่างปัจจุบัน นิราคือผู้หญิงคนหนึ่ง ไม่ต่างอะไรจากผู้หญิงในโลกที่เผชิญความรุนแรงในครอบครัว ไม่ต่างอะไรจากผู้หญิงที่ถูกกระทำจากแนวคิดชายเป็นใหญ่และกรอบเพศทวิลักษณ์ ไม่ต่างอะไรจากชีวิตของเพื่อน พี่ น้อง แม่ หรือผู้หญิงสักคนที่เราคุ้นเคย

แม้ในเวอร์ชันละครเมื่อปี 2562 จะมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียด และตอนจบไปในแนวทางที่โอบรับความหลากหลายยิ่งขึ้น นิราเลือกที่จะกลับไปใช้ชีวิตของตัวเองกับตราบาปที่ติดอยู่ในใจ (ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับการเป็น transwoman) 

แต่หนึ่งสิ่งที่เราไม่ควรหลง และ ลืม คือ transwoman is woman

และตัวตนของผู้หญิงทุกคนไม่ควรสูญสลายหายไป เหมือนชื่อว่า “นิรา” ที่แปลว่า “ไม่มี”

ย้อนพินิจ ชีวิต “ทมยันตี”

แม้โรลองด์ บาร์ตส์ (Roland Barthes) นักปรัชญาคนสำคัญผู้เสนอแนวคิด “ความตายของนักประพันธ์” (Death of the Author) แต่ชีวิตของ ทมยันตี เองก็ไม่อาจพรากออกจากนวนิยายของเธอไปได้

แน่ล่ะ ส่วนหนึ่งของความเข้มแข็งของเธอย่อมมาจาก “ชีวิต” ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวยาวนาน เป็นประจักษ์พยานของเหตุการณสำคัญในโลกมากมาย ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 มาจนการแพร่ระบาดของโควิด-19 สิ่งเหล่านี้ล้วนประกอบสร้างความคิด ไปจนถึงงานที่พรั่งพรูออกมาจากปลายปากกาของเธอไม่น้อย

ไม่ว่าจะเป็นความฝันที่อยากเรียนอักษรศาสตร์ จนกลายมาเป็นนักเรียนหญิงรุ่นแรก ๆ ของคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีในรั้วแม่โดม สายสัมพันธ์กับทหาร การก่อตั้งชมรมแม่บ้าน ที่กลายเป็นที่มาของการจัดรายการวิทยุในสถานียานเกราะเพื่อปลุกใจชาวบ้านให้ลุกขึ้นต้านคอมมิวนิสต์ อันเป็นตัวแปรสำคัญที่ก่อให้เกิดการสังหารหมู่นิสิต นักศึกษา ประชาชนในเช้ามืดวันที่ 6 ตุลาคม 2519 จนได้รับตำแหน่งทางการเมือง หรือชีวิตสมรสอันลุ่ม ๆ ดอน ๆ จนกลายเป็น “คดีชู้รักบันลือโลก” สิ่งเหล่านี้ล้วนประมวลมาอยู่ส่วนเสี้ยวของตัวละครหญิงของเธอทั้งสิ้น

อีกหนึ่งความโดดเด่นของเธอ คือทักษะทางการเลือกใช้คำที่เรียกได้ว่าหาตัวจับยาก นวนิยายทั้งสามเรื่องที่เรายกมาคงเป็นหลักฐานที่ทำให้ใคร ๆ ต่างเคลิบเคลิ้มต่อโครงเรื่อง สำนวน และไวบ์ชวนให้อินในแต่ละเรื่อง แต่ขณะเดียวกัน ด้วยฤทธิ์น้ำคำของเธอ ก็เป็นชนวนสำคัญที่ทำให้เกิดความรุนแรงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย

แม้เธอจะเคยเขียนเอาไว้ใน “ทวิภพ” ว่า “…เหตุผลในแต่ละยุคแตกต่างกัน การจะนำเหตุผลที่เกิดในยุคหนึ่งไปประเมินในอีกยุคหนึ่งหาได้ไม่…”

แต่

“…ท่านสังเกตไหมว่า เพลงที่เขาร้องนั้นเป็นเพลงสู้ไม่ถอยค่ะ ก็บังเอิญก่อนจะเกิดเรื่องสองอาทิตย์ดิฉันได้เข้าไปในป่าสุราษฎร์ธานี ดิฉันเข้าไปต่อเพลงนี้กับหัวหน้าทหารป่า … ดิฉันก็ถามว่าไอ้เพลงนี้เขาร้องทำไม เขาก็ตอบว่าเพลงนี้นั้น เขาร้องเชียร์สำหรับให้ทหารป่าจับอาวุธขึ้นต่อสู้กับทหารของเรา…”

“…อันแม่น้ำเจ้าพระยานี้มันเป็นชื่อศักดินา เพราะมียศเป็นถึงเจ้าพระยา เขาจึงเปลี่ยนชื่อใหม่เรียบร้อยแล้วค่ะ เขาเปลี่ยนชื่อว่าเป็นแม่น้ำประชาชน ท่านจะอยากมีแม่น้ำประชาชนหรือไม่ก็สุดแต่…”

สิ่งเหล่านี้ก็เป็นคำพูดของเธอเช่นกัน

อย่างไรก็ดี ข้อเท็จจริงหนึ่งที่เป็นที่ยอมรับ คือ ลักษณะเด่นสำคัญของนางเอกของเธอ ที่ทั้งสวย เก่ง แกร่ง สู้กลับความเป็นชาย กลายมาเป็นงานศึกษาและวิทยานิพนธ์หลายต่อหลายชิ้น หลายคนเชื่อว่า นี่คืออิทธิพลของแนวคิดสตรีนิยม ที่ปลุกให้ผู้หญิงเชื่อว่า ตนสามารถกำหนดและขีดเส้นทางเดินของตัวเองได้ ขณะเดียวกันก็พร้อมโต้กลับหากมีใครมาราวี ดังที่เราได้นำเสนอ 3 นางเอกเบื้องต้นนั้นแล้ว

กระนั้น ความลักลั่นของความเป็นหญิงและเหตุการณ์ต่าง ๆ ของทมยันตีเองก็นำเสนออีกความคิดหนึ่ง

คือต่อให้ไม่ว่าจะก้าวหน้าสักเพียงไร สุดท้าย ก็ต้องสยบยอมต่ออำนาจบางอย่างตามครรลองดั้งเดิมของสังคมอยู่ดี ไม่ว่าสิ่งเหล่านั้นจะมีนามให้เอ่ยอ้างว่า ความรัก มนุษยธรรม ประวัติศาสตร์ ชาตินิยม หรือแม้กระทั่ง ธรรมชาติ ก็ตาม

ท้ายที่สุด อย่างที่บาร์ตส์ว่า นักเขียนตายแล้ว แต่งานของคนเหล่านั้นจะยังอยู่ในมือผู้อ่านและนักวิจารณ์ต่อไป และเป็นหน้าที่ของคนรุ่นหลังเหล่านี้จะประเมิน วิเคราะห์ ให้ค่า 

ว่าวรรณกรรม รวมไปถึงนางเอกเหล่านี้ เป็น “คันฉ่องโคมฉาย” ส่องอะไรให้บ้านเมืองเรา

ภาพโดย กรรณิการ์ (2532)

อ้างอิงจาก

cuir.car.chula.ac.th

the101.world

anowl.co

themomentum.co

thaitradingfocus.com

thaihealth.or.th

thematter.co

praphansarn.com

youtube.com

doct6.com

readawrite.com

มหาวิทยาลัย ฉบับ Freshy The Journey

ชุติมา ประกาศวุฒิสาร. (2562). จินตภาพของการสูญเสียและการสร้างความหมายของชุมชนในแบบแอฟเฟ็คท์ในทวิภพของทมยันตี ใน ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร (บรรณาธิการ). การสร้างความรับรู้ของสังคมไทย เล่ม 1: เรื่องเล่า. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ สกสว.

ผู้เขียน

  • เกวลิน ถนอมทอง

    นักเขียนฟูลไทม์ประจำองค์กรภาคประชาสังคมแห่งหนึ่ง มีสกิลการทำพอดแคสต์เล็กน้อย สนใจเรื่องเมือง อาหาร การเดิน และการใช้เวลาขบคิดอยู่ลำพัง

    View all posts