1
ขอเริ่มต้นประเด็น Death Awareness ด้วยคำถามหนึ่งข้อ
เราเกิดมาเพื่ออะไร
คำตอบของแต่ละคนอาจต่างกันไป แต่ใครเล่าจะรู้ว่า เราจะใช้ชีวิตไปตามเหตุผลเหล่านั้นจนถึงเมื่อไรกัน
“เราจะรู้ซึ้งถึงความตาย เมื่อคนที่เรารักตาย”
ผศ. คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง นักวิชาการศาสนา ยูทูปเบอร์ อินฟลูเอนเซอร์ ผู้เพิ่งจากไปเมื่อคืนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2568 ได้เคยกล่าวคำนี้ไว้ และเราหลายคนได้เห็นคำอาลัยจากเพื่อนพ้องของ “อาจารย์ตุล” ในทุก ๆ สเปกตรัมชีวิตของอาจารย์
ในเชิงศาสนามีการเปรียบเทียบความตายไว้มากมาย ทั้งเงียบเชียบและกู่ก้อง ทั้งมืดมนและสว่าง เป็นการเดินทางสู่อีกภพ หรือเดินทางสู่ความเวิ้งว้าง เป็นความอาลัย (พัวพัน) และ “อนาลัย” (หมดความพัวพัน) เป็นเพื่อนและศัตรูในคราวเดียว เป็นภัยคุกคาม กระทั่งเป็น “ความสงบ”
บังเอิญ (เกินไป) ที่ช่วงนี้เรารับรู้ถึงความสูญเสียบ่อยครั้ง บ่อยคน บ่อยครอบครัว จนน่าใจหาย
ใครเลยจะรู้ว่า การส่งยิ้มให้กัน ทักทายกัน หรือแม้ทะเลาะกัน อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่เรามีปฏิสัมพันธ์กับคนคนหนึ่ง ยิ่งเป็นคนที่รักด้วยแล้ว ยิ่งไม่มีทางได้รู้
เมื่อย้อนคิดถึงความสูญเสียที่เกิดขึ้นในชีวิต แม้พวกเราในวัยยี่สิบกว่าอาจผ่านความสูญเสียมาไม่มาก แต่เรา “รู้สึก” ทุกครั้งที่ได้รู้ว่าใครสักคนจากไป
และยิ่งรู้สึกมากกว่าปกติ ถ้าคน ๆ นั้นสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเรา
2
ผู้เขียนไปงานศพมาหลายครั้ง เป็นคณะเจ้าภาพงานศพอย่างน้อยสองครั้ง เห็นวิธีการก้าวข้ามความสูญเสียมากมาย
ทุกครั้งที่ต้องไปร่วมงานสวดพระอภิธรรม หรือรับรู้ข่าวการเสียชีวิตของใครสักคน สิ่งที่จะไม่ทำไม่ได้ คือการส่งกำลังใจแก่ญาติและผู้ใกล้ชิดที่ยังอยู่ข้างหลัง
เพราะรู้ดีแก่ใจ เราจะรู้ซึ้งถึงความตาย เมื่อคนที่เรารักตาย
ไม่เพียงแต่ตัวบุคคลที่หมดลมหายใจไปเท่านั้น แต่
คนที่เคยเมตตา ทะเลาะเบาะแว้ง ประกอบสร้างความทรงจำ
คนที่ทำให้เรานึกถึงเมื่อเจอสิ่งที่เขารักหรือเกลียด
คนที่มีผลต่อชีวิต จิตใจ และมีส่วนทำให้เราเป็นเรา
ต่อแต่นี้ ไม่มีแล้ว
Death Awareness มันมาได้ใกล้เราถึงเพียงนี้ เมื่อเราพบความจากพราก เมื่อคนที่เราเคยใกล้ชิดค่อย ๆ จากไป
แม้ความตายจะเงียบเชียบ กู่ตะโกน คร่ำครวญร้องไห้หรือยินดีปรีดา หนึ่งสิ่งที่จริงแท้เกี่ยวกับมันก็คือ
“สักวัน ความตายจะต้องมาถึง”
3
มีใครสักคนเคยบอกไว้ ว่างานศพคือการก้าวข้ามความสูญเสียที่ได้ผลชงัดนัก
เราคงไม่อาจหาญที่จะบอกได้ว่าความตายสวยงาม หรือเศร้าโศกเสียทีเดียว
แต่สิ่งที่พูดได้เต็มปาก คือระหว่างทางของการจัดงานศพนี่มัน “วุ่น” และ “ยุ่ง” จับใจ
เริ่มตั้งแต่ทำเรื่องเอกสารทั้งทางการรักษา และทางกฎหมายบ้านเมือง แจ้งวัดหรือศาสนสถาน ติดต่อร้านโลงศพ การเตรียมตัวประกอบพิธี อัดรูปผู้วายชนม์ เตรียมกำหนดการ สั่ง snack box (หรืออาหาร ในกรณีจัดเลี้ยง) ทำตารางบันทึกชื่อคนที่ให้ซองมา พร้อมจำนวนเงิน ทำ Artwork ส่งข่าว วางแผนทำบุญ และอีกสารพัดที่จะต้องดีล
ผู้ตายสั่งเสียอะไรบ้าง อัฐิไว้ไหน จัดการอังคารยังไง ลอยอังคารที่ไหน สิ่งเหล่านี้ต้องคำนึงถึงทั้งสิ้น
นี่ยังไม่รวมการติดต่อรับเงินฌาปนกิจสงเคราะห์ที่ท้องที่ของตัวเอง (อันเป็นสิทธิที่พึงได้) การขอรับเงินประกันสังคมที่ผู้ตายเคยส่ง การบอกเลิกสิทธิต่าง ๆ ที่ผู้วายชนม์เคยได้ หรือเรื่องใหญ่อย่างการจัดการมรดก
ความตายเป็นเรื่องใหญ่ แต่การจัดการหลังความตายของคนที่อยู่ข้างหลังก็ใหญ่เหมือนกัน
ว่ากันว่า หนึ่งในคำเทศนาที่ผ่านหูบ่อยที่สุดในงานศพ คือใจความว่า อยู่ให้คนรัก จากให้คนคิดถึง
แน่ล่ะ ความคิดถึงน่ะ เป็นสิ่งที่เราจะมีถึงคนที่เรารักอยู่แล้ว ทั้งอยู่ใกล้ไกล จากเป็นหรือจากตาย
แต่หนึ่งสิ่งที่ตามหลังความคิดถึงผู้เดินทางไกลไปก่อนเรา และกระทบให้รู้สึกใจหายที่สุด
คือการรับรู้ว่า เขาไม่อยู่กับเราอีกต่อไปแล้ว
4
ไม่มีอะไรอยู่กับเราตลอดกาล แม้กระทั่งตัวเรา
แม้เราจะรู้จักคำว่า “เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย” กันมาแต่เด็ก ๆ
แต่ความตายไม่เล่นตามเกม มันอาจปรากฏขึ้นทันที ต่อหน้าเรา ต่อหน้าคนที่เรารัก ต่อหน้าสรรพสิ่งได้เลย
สำหรับความคิดถึง แน่นอนว่ามันจะคงอยู่ อารมณ์คล้ายคำฝรั่งว่า You’ve gonna live forever in me.
ความเศร้าโศก ห่วงหาอาลัย แม้จะยากทำใจในตอนแรก แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราจะปล่อยมือได้
ขอเพียงให้เวลาตัวเองในการทำใจ และเยียวยาใจ
อีกส่วนหนึ่งที่น่าคิดตามต่อไปไม่น้อย คือ สักวันมันก็คงถึงทีเราบ้าง และเราไม่อาจรู้ได้เลยว่า เมื่อไหร่
มันปรากฏตัวได้ทุกเมื่อ ไม่มีสิ่งใดเที่ยงแท้ อย่างคำพระว่า “อนิจจลักษณะ” (ลักษณะที่ไม่เที่ยง)
และนี่คือเหตุผล ที่ทำให้ Death Awareness หรือการรับรู้ถึงความตาย คือหนึ่งเรื่องที่น่าเตรียมตัวไม่น้อย
คติ YOLO (You only live once) หรือ คนเราเกิดครั้งเดียว ตายครั้งเดียว เลยดูจะสมเหตุสมผลหากจะนำมาพูดถึงในคราวนี้ โดยเฉพาะประเด็นการตระหนักรู้ถึงความตาย
ก็คนเรามันตายเมื่อไรก็ได้นี่นา ทำทุกโมเมนต์ให้ไม่น่าเสียดาย น่าจะเป็นสิ่งที่เตือนใจได้ดีที่สุด
หรือต่อให้มันจะผิดพลาดไปบ้าง อนุญาตให้ตัวเองเสียใจได้หน่อย จมดิ่งได้สักนิด
ก่อนจะมูฟออนและโอบรับมันเข้ามา
อยากทำอะไร ทำ อยากไม่ทำอะไร ก็ไม่ทำ ใช้ชีวิตในแบบที่เราจะชอบ และไม่เสียอกเสียใจ
ตอบตัวเองได้ว่า “มีชีวิตอยู่เพื่ออะไร”
เพื่อที่วันหนึ่ง ก่อนจะจากไป ก็ยังพอจะมีสติรู้ตัวว่า
สิ่งที่เราพึงกระทำ ได้สำเร็จลุล่วงแล้ว
And That’s it
