ช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอีกครั้ง
เลขศักราชเปลี่ยน อายุเพิ่มขึ้น ทำงานมานานขึ้นอีกปี
แน่นอนว่าสถานการณ์ต่าง ๆ ไม่คงที่เหมือนอย่างเคย ไม่ว่าจะเป็นละแวกบ้านที่อาศัย ตำแหน่งงานที่ผลัดเปลี่ยนโยกย้าย เช่นเดียวกับสถานการณ์ทาง “ใจ” ที่ความรู้สึกเป็นเหมือนกระแสคลื่น อารมณ์หนึ่งผ่านไป อีกอารมณ์ก็ซัดเข้ามาทบแทนที่ เช่นกันกับผู้คนที่เข้ามา และจากไป ไม่ว่าจะใกล้ ชิด หรือไกลกันแค่ไหนก็ตาม
แม้คนเราจะต้อง “ตามความคิดสติเราให้ทัน” แต่ในชีวิตจริง กระแสอารมณ์ผันเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วเหมือนขวบปีที่ทำให้เราไม่รู้สึกตัวอย่างเคย
Re-Mind ส่งท้ายปีนี้ ขอแนะนำให้คุณรู้จัก “Emotional Agility” ความคล่องแคล่วทางอารมณ์ ที่จะช่วยให้ชีวิตของเรารับมือไหวทุกการเปลี่ยนแปลง
Emotional Agility คืออะไร
นายแพทย์ Aseem D. Desai นายแพทย์ด้านหทัยวิทยา จากมหาวิทยาลัยนอร์ธเวสเทิร์น แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ได้นิยาม “ความคล่องแคล่วทางอารมณ์” (Emotional Agility) ว่า เป็นความสามารถที่จะ “นำทาง” อารมณ์และความรู้สึก ด้วยการตระหนักรู้ว่ากำลังรู้สึกอะไร และจะตอบสนองต่ออารมณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไรบ้าง ด้วยปัจจัยสำคัญคือ “ความเข้าใจ” และ “ความยืดหยุ่น” ต่อตัวเราเอง
ในกรณีนี้ มีอีกคำหนึ่งในเชิงจิตวิทยาที่คล้ายคลึงกันคือ “Resilience” หรือความยืดหยุ่น โดยเป็นการรับมือต่อความเครียดและความรู้สึกที่เกี่ยวข้อง เช่น เมื่อรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะ “หมดไฟ” การยืดหยุ่นเชิงอารมณ์จะเข้ามาช่วยให้เราผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้าทางการงาน และพร้อมกลับสู่สภาพปกติได้
นายแพทย์ Desai ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า ความคล่องแคล่วทางอารมณ์ยังมีความสัมพันธ์กับอัตราการเต้นของหัวใจ รวมถึงสัมพันธ์กับสมองด้วย โดยเขาได้ทำการศึกษาผู้ป่วยโรคอารมณ์สองขั้ว (Bipolar Disorder) ว่าด้วยอัตราการเต้นของหัวใจ และอารมณ์ความรู้สึกของพวกเขา โดยพบว่า ความยืดหยุ่นทางใจและคล่องแคล่วทางอารมณ์เป็นปัจจัยสำคัญ
แล้วสถานการณ์ไหนบ้างที่เราต้องใช้สกิลนี้?
หากตอบให้ “กำปั้นทุบดิน” ที่สุด – ทุก ๆ สถานการณ์ จำเป็นต้องใช้ ความคล่องแคล่วทางอารมณ์
แต่หากต้องกล่าวโดยเฉพาะเจาะจง ในสังคมที่เราต้องดีลกับปัญหาทางใจ การฝึกตัวเองให้ยอมรับอารมณ์ให้เร็ว จะช่วยให้เราสามารถฝ่าฟันสถานการณ์ที่ยากลำบากทางใจไปได้ ไม่ว่าจะเป็นความเครียดในออฟฟิศ เรื่องราวหนัก ๆ ในครอบครัว การทะเลาะกับเพื่อนสนิทหรือคนรัก หรือแม้กระทั่งโมเมนต์ที่เรารู้สึงสงสัยในตัวเองอย่างที่สุดก็ตาม
ไม่เพียงเท่านั้น ความรู้สึกเชิงบวกก็เป็นสถานการณ์ที่ทำให้เราต้อง “คล่องแคล่ว” ทางจิตใจด้วย เช่น การถูกเซอร์ไพรส์ โมเมนต์แห่งความภาคภูมิใจ การกดบัตรคอนสำเร็จ หรือแม้กระทั่ง small win ที่มาโดยไม่ทันตั้งตัว ก็ทำให้เราต้องรู้ตัวรู้ตนเช่นเดียวกัน
แล้วทำยังไง เราถึงจะสร้าง Emotional Agility ได้
บทความของ Susan David ที่กล่าวถึง Emotional Agility ใน Harvard Business Review เมื่อปี 2013 กลายเป็นบทความสุดป๊อบปูลาร์ และต่อยอดมาเป็นหนังสือชื่อเดียวกัน ได้เสนอขั้นตอนสร้างสกิลนี้ขึ้นมา 4 อย่าง คือ
1. เผชิญหน้า
แม้สถานการณ์ต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดความรู้สึกเชิงลบ จะเป็นสถานการณ์ที่เราไม่พึงใจจะพบเจอสักเท่าไร แต่ในความเป็นจริง ก็ไม่ใช่ทุกสถานการณ์ที่เราจะหลบเลี่ยง หรือหลีกหนีได้
การเผชิญหน้ากับสถานการณ์นั้น ๆ จะทำให้เรารู้จักขีดจำกัดของตัวเองมากขึ้น เมตตาต่อตนเอง และเลือกกระทำในสิ่งที่เราเต็มใจที่จะเลือกมันได้มากขึ้น
2. ก้าวออกมา
เมื่อเราเผชิญหน้ากับสถานการณ์อันไม่พึงใจ จนเราสามารถเรียนรู้ตัวเองได้แล้ว ขั้นตอนต่อมา คือการ “โปรเจกต์” ตัวเองออกมาจากหลุมอารมณ์เหล่านั้น
ไม่ว่าจะเป็นการมองหาความขัดแย้งในสถานการณ์ดังกล่าว มองเรื่องราวเหล่านั้นด้วยมุมมองบุคคลที่สาม (ที่อยู่ห่างไกลจากสถานการณ์นั้น และตัดอคติออกไป) หรือแม้กระทั่งเอ่ยปากบอกเล่าเหตุการณ์ทั้งหมด เพื่อทบทวนเรื่องราวให้เห็นชัดยิ่งขึ้น แล้วสามารถตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้นในขั้นตอนต่อไป
3. ทำสิ่งที่เชื่อมั่น
ในสถานการณ์ที่สับสนวุ่นวาย เราอาจหลงลืม “จุดยืน” ของตัวเอง แล้วโอนเอนไปตามแรงสั่นไหวของหัวใจ
เมื่อเราเผชิญหน้า และอ่านสถานการณ์ออกแล้ว ลองกลับมาทบทวนจุดยืนตัวเองว่า “เรา ทำสิ่งนี้ ไปทำไม” คุณค่าที่เรายึดถือคืออะไร สิ่งที่หัวใจเราต้องการ “จริง ๆ” คืออะไรกันแน่นะ
สำหรับใครที่มองปัญหาออกแล้วรู้สึกว่า มันมืดไปหมดเลย ลองสูดหายใจเข้าลึก ๆ ค่อย ๆ ตั้งสติ แล้วทบทวนตัวเองว่า ที่ผ่านมา เรามีความสุขหรือเปล่า เป้าหมายทางใจของเราคืออะไรกันนะ แล้วทำอย่างไรเราจะมีความสุขได้อย่างใจล่ะ
ทั้งนี้ทั้งนั้น พึงระวังว่า การทำในสิ่งที่เชื่อมั่น จะต้องไม่ทำให้ใครที่เราแคร์รู้สึกเดือดร้อนไปด้วย เราจะได้มีความสุขได้อย่างยั่งยืนเช่นกัน
4. มูฟออน
แน่นอนว่า เราจะเจอปัญหาแบบเดิม ๆ ซ้ำ ๆ อยู่ร่ำไป ลองเปลี่ยนมุมกลับ ปรับมุมมองต่อสถานการณ์นั้น ๆ ดูในมุมที่บวกขึ้น เสริมแรงให้ใจเรามากขึ้นกว่าเดิม เดินหน้าต่อไปด้วยการรู้ตัว ตามแพทเทิร์นทั้ง 3 ข้อที่เราได้กล่าวมาเบื้องต้น
เหนือสิ่งอื่นใด การกระทำทั้ง 4 สเต็ปนี้ จะต้องอยู่บนพื้นฐานของ “ความซื่อสัตย์” ต่อใจตัวเอง รู้ตัวว่าเรากำลัง “รู้สึก” อย่างไรจริง ๆ และสัมผัสให้ถึงความต้องการก้นบึ้งของหัวใจไปด้วย โดยไม่บั่นทอนตัวเอง ไม่หลอกตัวเอง และวางใจให้เป็นกลางอยู่เสมอ
ใน 52 สัปดาห์ของปี ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะด้านดีหรือไม่ก็ตาม elementsth ขออวยพรให้เพื่อน ๆ มีความคล่องตัว ทั้งร่างกายและจิตใจ เพื่อก้าวไปอย่างมั่นคงในทุก ๆ เสี้ยววินาทีของศกหน้าไปด้วยกัน
อ้างอิงจาก
