“เราจะฟังอย่างไม่ตัดสิน”
ในช่วงไม่กี่สัปดาห์มานี้ Listen with No Judge หรือแปลเป็นไทยได้ดังประโยคเบื้องต้นเป็นเทรนด์บน Tiktok ว่าด้วยการเปิดใจพูดในสิ่งที่กลัวว่าจะถูก “ตัดสิน” จากผู้ฟังว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี แม้เราจะมีเหตุผลของตัวเอง หรือเป็นวีรกรรมวัยเยาว์ที่แอบเก็บเอาไว้ไม่กล้าบอก เช่น ลูกสาวเคยแอบขโมยเงินพ่อไปซื้อขนม พี่ชายเคยทำแจกันแตกแล้วเคยโทษว่าน้องสาวเป็นคนทำ หรือเราเคยแอบขโมยขนมเพื่อน แล้วโกหกว่าไม่รู้เรื่อง
แน่นอนล่ะ เรื่องที่นำมาเล่าในเทรนด์นี้มักเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เมื่อเวลาผ่านไป เราก็จะ “ไม่ถือสา” อะไรกับมันอีก แต่เราเชื่อว่า ยังมีอีกหลายเรื่องใหญ่ในชีวิตที่ต้องการการ “ฟังอย่างไม่ตัดสิน”
ไม่ว่าจะเป็นการเลือกสายการเรียนตอนมัธยมปลายที่อาจไม่ตรงตามค่านิยมของสังคม สิ่งที่เข้ามากระทบจิตใจจากผู้คนรอบตัว หรือแม้กระทั่งเวลาที่เรารู้สึกสับสนกับทางชีวิตที่จะต้องเลือกเดินต่อไป
แล้วทำยังไง เราถึงจะ “ฟังอย่างไม่ตัดสิน” ได้ แม้ในเรื่องที่อาจจะกระทบต่อจิตใจของเราโดยตรงก็ตาม
ตั้งใจฟัง
สนใจ ใส่ใจผู้เล่า มองสบตา ฟังอย่างตั้งใจ
เมื่อเราพร้อมรับฟัง ให้มีสมาธิกับสิ่งที่อีกฝ่ายเล่า ไม่วอกแวก หรืออาจสังเกตสีหน้าท่าทางเวลาอีกฝ่ายเล่าเรื่อง บนความเชื่อว่าอีกฝ่าย “ไว้ใจ” และ “เชื่อใจ” เรามากพอที่จะเล่าเรื่องสำคัญ ๆ ที่มีผลต่อพวกเขาได้
หากยังอยู่ในเวลาที่ไม่พร้อม เช่น กำลังทำงานอยู่ หรือกำลังรอคอยอะไรสักอย่างที่เราไม่สามารถผละความสนใจออกไปได้ ให้บอกกันตรง ๆ เพราะหากฝืนฟังไป ก็อาจเก็บความ หรือเก็บสารได้ไม่ครบ จนอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด และทำให้การรับฟังไม่อาจบรรลุวัตถุประสงค์ไปได้
ทบทวนอีกครั้ง
นอกจากจะสนใจใส่ใจคู่สนทนา การทวนสิ่งที่เขาพูดก็เป็นอีกทางหนึ่งที่จะแสดงให้เห็นถึง “การรับฟัง” ได้ด้วย
โดยการทวนนี้ ถือเป็นเคล็ดลับทำความเข้าใจสถานการณ์ของเหล่านักข่าว นักไกล่เกลี่ย และนักสืบ โดยเราอาจจะไม่ต้องทวนทุกอย่าง แต่ลองใช้คำถามเพื่อทวนความเข้าใจ และสอบถามสิ่งที่ตกหล่นไประหว่างการสนทนา เช่น
“พี่เข้าใจว่า เราอยากเรียนบริหารมากกว่าบัญชี เพราะรู้ตัวว่าสกิล management ของตัวเองเด่นกว่า ถูกต้องมั้ย”
“คือตอนนี้แกกลัวจะไม่ผ่านโปร เพราะรู้สึกว่าการเขียนไม่ใช่ตัวเอง ไม่รู้ฉันเข้าใจถูกมั้ยนะ”
“ตะกี้พี่เล่าว่า พี่รู้สึกเหนื่อย ๆ จากเจ้านายที่จุกจิกเกินไป จนไม่อยากลุกขึ้นไปทำงาน แล้วเพื่อนร่วมงานก็ไม่ค่อยน่ารักด้วย หนูตกหล่นอะไรไปมั้ย”
การถามทวนเช่นนี้เอง นอกจากจะทำให้เราสามารถเข้าใจสารที่อีกฝ่ายอยากสื่อให้ครบถ้วนแล้ว ยังส่งผลให้ผู้เล่ารู้สึกว่า เรา “ตั้งใจ” ฟังจริง ๆ และตั้งใจตอบคำถามจากเราอีกด้วย นี่อาจเป็นเรื่องเล็ก ๆ ที่ส่งผลต่อจิตใจมหาศาลทีเดียว แต่แอบกระซิบนิดนึงว่า ก็อย่าถาม หรือทวนบ่อยจนเกินไป นั่นอาจทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่า ตกลงแล้ว เราตั้งใจฟังจริง ๆ หรือเปล่า
อย่าลืมเป้าหมายของการสนทนา
บางครั้ง เราอาจจะเผลอนำเอาสิ่งที่ผู้เล่าต้องการสื่อสาร “เข้าตัว” จนเกินไป และอาจก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาท ความเข้าใจผิด หรือการเล่าเรื่องของฝ่ายคนฟังมากจนเกินไปได้
การย้ำเตือนตัวเองว่า “เราจะฟังอย่างไม่ตัดสิน” พร้อมถึงย้ำเตือนเป้าหมายของการสนทนาครั้งนี้ว่า เราจะหาคำตอบให้กับปัญหาของผู้เล่า ให้ความสบายใจกับเขา ก็จะช่วยให้การสื่อสารสองทางนี้สัมฤทธิ์ผลไปด้วย
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากคุณเป็นคนที่ “สำคัญ” กับจิตใจ หรือสถานะของผู้เล่า ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ พี่น้อง เพื่อนสนิท คนรัก หรือแม้กระทั่งเป็นหัวหน้างาน บางครั้ง เราอาจไม่ต้องหาคำตอบให้กับคำถาม หรือข้อข้องใจของผู้เล่า เพียงแต่รับฟังอย่างไม่ลืมเป้าหมาย ไม่คิดว่าเขากำลังตำหนิติเตียนคุณอยู่ และลองถามกลับอีกฝ่ายไปด้วยก็ได้
นัยหนึ่ง การถามกลับก็อาจจะเป็นการ “สะท้อน” ความคิดของเขาออกมา เรียบเรียงให้เห็นภาพชัดขึ้นกว่าที่ประสบอยู่ด้วย เพื่อที่ผู้เล่าพอจะมองเห็นว่า ความรู้สึก หรือสถานการณ์ที่ยุ่งเหยิงเหมือนก้อนไหมพรมนี้ มีทางที่จะจัดระเบียบมันใหม่ได้ ก่อนจะพูดคุยกันต่อไป
เพราะปลายทางของการสนทนา คือการทำให้อีกฝ่ายได้เห็น “แสงสว่าง” ที่ปลายอุโมงค์ หรืออย่างน้อย ก็ทำให้เมฆหมอกในใจค่อย ๆ คลายไป
ประเมินบทสนทนา
ทันทีที่เมฆหมอกความยุ่งเหยิงหลักคลี่คลายลง เราก็มักจะนึกว่า บทสนทนานี้ได้บรรลุเป้าหมายไปแล้ว
แต่ลองนึก ๆ ดูอีกที ก็มีบางสิ่งที่ยังตกค้างอยู่ก็ได้ อาจเป็นตะกอนความไม่พอใจ หรือความคลุมเครือบางประการที่ไม่สลักสำคัญในวันนี้ แต่อาจกลายไปเป็นเชื้อไฟแห่งความขัดแย้ง หรือความไม่สบายใจใหญ่ ๆ ในวันหน้าได้
เมื่อจบบทสนทนาแล้ว ลองถามรีเช็กกันและกันอีกที ว่ายังมีเรื่องใดที่คาใจ ติดค้าง หรือรู้สึกไม่พอใจบ้างไหม หรือเมื่อแยกย้ายกันแล้ว ลองถามใจตัวเองดูว่า เราเอง (ในฐานะผู้ฟัง) ได้เรียนรู้อะไรจากบทสนทนานี้บ้าง ได้เห็นอกเห็นใจ และเข้าอกเข้าใจคู่สนทนามากพอหรือยัง
เพราะแง่หนึ่ง การฟังโดยไม่ตัดสินถือเป็นอีกหนึ่งกระบวนการการเรียนรู้ที่ได้จากบทสนทนาและผู้คนรอบตัว ที่ทำให้เราได้พัฒนา Empathy ของเราได้มากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งสำคัญที่สุดในการสนทนา คือการ “เปิดใจ”รับฟังกันและกัน เอาใจเขามาใส่ใจเรา เพื่อให้การฟังอย่างไม่ตัดสินครั้งนี้สัมฤทธิ์ผลที่สุด ทั้งเรื่องเล็ก เรื่องใหญ่
เพราะในโลกแห่งความขัดแย้ง การรับฟังกันนี่แหละที่จะเป็นทางออกสู่สันติภาพได้ดีที่สุด
อ้างอิงจาก
