11.11 วันนี้มัน “วันคนโสด” นี่นา

จากวันกิจกรรมเพื่อคนโสดในรั้วมหาวิทยาลัยจีน สู่มหกรรมวันช็อปปิ้งที่ใหญ่ที่สุดแห่งปี วันกินขนมเปเปโร่ หรือแม้กระทั่งนัดตี้บะหมี่ดำ “จาจังมยอน” เพื่อแก้ช้ำจากการไม่มีใคร…

จริงอยู่ นี่คือแรงพลังของการตลาด ในวันที่โลกนี้กำลังจะขาดแคลนประชากรวัยเยาว์ การสร้างขนาดการซื้อขายที่เพิ่มสูงขึ้นจากเศรษฐกิจคนโสดนี่มันทรงพลังจริง ๆ เพราะบางที ถึงจะช็อปปิ้งอย่างมีความสุข แต่ยิ่งซื้อก็ยิ่งเหงา

กล่องพัสดุกองเป็นภูเขา แต่ไม่มีคุณเค้ามาช่วยแกะกล่องช่วยใช้ นอยด์อ่าาาาาา

ช้าก่อน! ใช่ว่า “ความโสด” จะมีแต่โทษภัย แม้ว่าประเทศไทยจะเข้าสู่ความเป็นสังคมที่ประชากร 1 ใน 5 จะเป็นคนโสด แต่ไลฟ์สไตล์ของกลุ่มคนเหล่านี้ก็น่าสนใจไม่น้อย และความโสดไม่ได้น่าสิ้นหวังมากเท่าที่คิดซะหน่อย

ไม่ว่าจะเป็นการใช้เงินเต็มที่สไตล์ Single Income, No Kids การมีสัตว์เลี้ยงเป็นเพื่อนคู่ใจ เป็นอาจุมม่าที่เอ็นดูหลาน ๆ (ทั้งลูกเพื่อน ลูกพี่ ลูกน้อง) ไปจนถึง Solo Travel ทริปตัวคนเดียวที่อาจทลายขีดจำกัดมากมาย

เพราะงานวิจัยจาก Survey Center of American Life ระบุว่า 53% ของกลุ่มตัวอย่างคนโสด Gen Z และ 59% ของกลุ่มตัวอย่างคนโสด Gen Y มีแนวโน้มที่จะขออยู่เป็นโสดโดยไม่เดทกับใคร เพราะพึงพอใจในสเตตัส Single ของตัวเองมากกว่า ส่วนอัตราการเลิกราก็เพิ่มสูงไม่น้อย จาก “Grey Divorce” การหย่าร้างในวัยชรา สวนทางกับอัตราการแต่งงานที่ลดลงทั่วโลก ทำให้ครัวเรือนของคนโสดมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นไปโดยปริยาย

แม้จะมีความน่าเป็นห่วงในเชิงประชากรอยู่บ้าง หรือในทางนโยบายก็มีหลากมาตรการที่ส่งเสริมให้ประชากรแต่งงาน มีลูก ซึ่งเกิดขึ้นทั่วโลก แต่ความน่าสนใจอยู่ที่ การแต่งงานหรือมีลูกไม่ได้นำมาซึ่ง “ความสุข” ในชีวิต เมื่อเทียบกับความโสด ที่ฟังดูเป็นภัยต่อการใช้ชีวิตในวันข้างหน้ามากกว่า

มากไปกว่านั้น Dr. Bella DePaulo ผู้เชี่ยวชาญด้านความโสด ได้ทำการสำรวจผู้คนกว่า 20,000 คนใน 100 กว่าประเทศ พบว่า ชีวิตโสดของผู้คนเหล่านี้ มีความสุขมากกว่าที่คิด ด้วยเป็น “อิสระ” จากพันธะรอบตัว และมีเวลาได้ทำในสิ่งที่รักมากมาย จนกลายมาเป็น “Single at Heart” หนังสือที่สร้างชื่อเสียงให้เธอในที่สุด

หากการอยู่คนเดียว เที่ยวคนเดียวที่ยกมานี้เป็นไอเดียที่น่าสนใจ แต่ไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี หรือติข้อจำกัดทั้งเรื่องเวลา เงินทอง สถานที่

เราขอนำเสนอ “ME Time” แนวคิดที่อยากให้เราลองจัดเวลาเพื่อดูแลตัวเรา ด้วยการอยู่กับตัวเอง “จริง ๆ”​ ปลีกตัวออกห่างจากเวลาชีวิตอันเร่งรีบและผู้คนรอบกายไปชั่วขณะเพื่อสำรวจจิตใจ แบบที่เราได้ “เลือกด้วยตัวเอง” ในทุก ๆ สเต็ป

เริ่มต้นจากปลีกเวลาจากความวุ่นวายรอบตัว หันมาดูแลตัวเองด้วยสิ่งที่เรารัก สกินแคร์เต็มคอร์ส ย้อมผมสีใหม่ หรือแม้กระทั่งนอนดูซีรีส์เรื่องโปรดกับขนมแสนอร่อย สปอยล์ตัวเองด้วยเวลาที่เราได้ควบคุมทุกสิ่งดังใจ

นอกจากจะได้ “พัก” กาย “พัก” ใจ จากสารพัดความรับผิดชอบรอบตัว แต่การได้ปลีกเวลาอยู่กับตัวเองก็มีประโยชน์ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มความมั่นใจในตัวเองให้มากขึ้น เข้าอกเข้าใจตัวเองและสภาวะรอบตัวได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เราสามารถรับมือกับปัญหาได้ดียิ่งกว่าเดิม มากไปกว่านั้น นี่ยังเป็นแรงผลักดันให้เรากลับไปสู้งานได้ดีขึ้นกว่าเดิม (เพื่อเอาเวลามาพักผ่อนให้มากขึ้นยังไงล่ะ!)

เพราะจริงอยู่ ที่การอยู่คนเดียวอาจจะเงียบเหงาไปบ้าง หรือขาดใครสักคนที่จะแชร์ทุกข์สุขด้วยในบางที แต่อีกแง่หนึ่ง การได้ใช้ชีวิตอย่างที่ไม่ต้อง “รองรับ” อารมณ์ของใคร ไม่ต้องกดดันจากเรื่องราวมากมายรอบตัว ก็เป็นเรื่องที่ดีไม่น้อย หรือหากกำลังรู้สึกกดดันจากคุณค่าทางสังคม 25 ต้องมีไอ้นั้น 30 ต้องมีไอ้นี่ การโยนแนวคิดเหล่านี้ทิ้งไปทำให้เราได้ใช้ชีวิตอย่างที่มีความสุขกับสิ่งที่เป็นจริง ๆ ไปด้วย

สำหรับใครที่มีคนข้างเคียง แล้วอยากลองใช้เวลาส่วนตัวลำพัง อาจต้องพูดคุยกับเขา(เหล่านั้น)สักนิด เพราะ ME Time ใช่ว่าจะไม่สนใจ หรือเป็นเรื่องเอาแต่ใจ แต่การได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเองก็อาจทำให้เราจัดการชีวิตได้ดีขึ้นกว่าเดิม โดยไม่สูญเสียสมดุลในความสัมพันธ์ 

Jodie Eisner นักจิตวิทยาคลินิก ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาครอบครัวระบุว่า การมีอิสระบ้างในความสัมพันธ์แบบคู่รัก ช่วยให้เราเข้าถึงความต้องการเบื้องลึกของตนได้ดียิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ก็ทำให้เราสามารถตระหนักถึงความสามารถของตัวเอง ท่ามกลางข้อจำกัดของสังคม ซึ่งความต้องการและความสามารถเหล่านี้แตกต่างกันออกไป และในฐานะคู่รัก การเข้าใจและซัพพอร์ตความต้องการของกันและกันก็ยิ่งช่วยให้ความสัมพันธ์ healthy มากขึ้นอีกต่างหาก

ส่วนใครที่ชินกับการใช้ชีวิตคนเดียว การให้เวลากับตัวเองถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าไม่น้อย เพราะการได้รู้จักตัวเองมากขึ้น เป็นสิ่งที่ทำให้เรา “รัก” ตัวเราได้มากกว่าที่เคย

ลองเริ่มต้นจากการกลับไปทำสิ่งที่รักที่สุด สิ่งที่อาจจะห่างหายจากชีวิตคุณไปนานแสนนาน ด้วยความตั้งใจเต็มเปี่ยม เพื่อเติมเต็มความสุขในตัวคุณเอง ด้วยตัวคุณเอง เพื่อตัวคุณเอง

แล้วคุณจะตกหลุมรักการมีเวลาให้ ME Time ขึ้นเป็นกอง 🙂

อ้างอิงจาก

theguardian.com

workpointtoday.com

becommon.co

psychologytoday.com

nytimes.com

ผู้เขียน

  • เกวลิน ถนอมทอง

    นักเขียนและ NGO ที่สนใจการเมือง รัฐธรรมนูญ และวิถีของผู้คน ใฝ่ฝันถึงเมืองที่เดินดี สังคมที่เห็นหัวทุกชีวิต และคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า

    View all posts