orange peel theory

บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ The Modernist เมื่อ 28 พฤศจิกายน 2566

“ถ้าเขารักเรา เขาจะแกะเปลือกกุ้งให้เราเอง”

ประโยคคลาสสิกของคู่รักที่บ่งบอก “ความใส่ใจ” ในความสัมพันธ์อย่างชัดเจนว่า ถ้าเขารักเรา เขาจะดูแลเราอย่างดี ทำเอาเราสงสัยว่า แล้วในสังคมอื่น ๆ เขาจะมีความคาดหวังกับคนรักแบบนี้บ้างไหม ทันใดนั้นเอง คำว่า “Orange Peel Theory” ก็โผล่เข้ามาในไทม์ไลน์ของเรา

Orange Peel Theory เป็นเทรนด์ฮิตใน Tiktok ต่างประเทศในตอนนี้ ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์และชีวิตคู่
“ทฤษฎี” นี้มีอยู่ว่า ถ้าเขารักเรา เขาจะทำเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างปอกเปลือก “ส้ม” ที่ถึงแม้ว่าเล็บจะจิกเข้าไปถึงเนื้อ แล้วน้ำส้มจะเปรอะนิ้ว หรือแม้กระทั่งเป็นส้มเปลือกแข็งที่ต้องใช้มีดปอก และเสี่ยงที่น้ำส้มจะกระเด็น แต่คนรักก็จะทำสิ่งเล็กน้อยเหล่านี้ให้เราโดยไม่ต้องร้องขอ

อันที่จริง Keyword เกี่ยวกับความสัมพันธ์ถือเป็นท็อปปิกฮิตในโซเชียลมีเดียตลอดมา ก่อนหน้านี้ “Princess Treatment” การดูแลแฟนสาวประหนึ่งเจ้าหญิงก็เป็นเทรนด์ในโลกออนไลน์ว่า นี่คือมาตรฐานที่คู่รักต้องทำให้กัน และสำหรับคนโสด นี่คือมาตรฐานที่พวกเธอไม่อาจยอมลดลงไปได้ ยิ่งส่องแฮชแท็กเหล่านี้ก็ยิ่งเห็นว่าการถูกรักถูกดูแลอย่างนี้ “หวาน” ยิ่งกว่าน้ำตาลทั้งโลก

ภายใต้ความหวานแหววของแนวคิดความรักเหล่านี้ มีอะไรซ่อนอยู่บ้าง

เพราะฉันเหมาะสมกับ “ความรักที่ดี”

“ถ้ามีความรักแล้วไม่ดีกว่าที่อยู่คนเดียว ก็ขอยอมอยู่คนเดียวดีกว่า”

เราเชื่อว่าหลาย ๆ คนคงคิดแบบนี้ เพราะบางครั้งการใช้ชีวิตอยู่คนเดียวก็อาจจะไม่ได้ยากลำบากอะไรนัก แถมในสังคมนี้ความรักยังหายากอีกต่างหาก การมีคนรักเข้ามาเป็นส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่งของชีวิตจึงพ่วงมากับความคาดหวังว่า เมื่อใครอีกคนเข้ามา จะทำให้ชีวิต “เบา” ลงกว่าที่เคย เพราะมีใครอีกคนคอยแชร์สิ่งต่าง ๆ ด้วยกัน

มากไปกว่านั้น ในความสัมพันธ์ก็ยังมีเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะต้องพบเจอในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการกินกุ้งในร้านชาบูปิ้งย่าง ปอกผลไม้ ผูกเชือกรองเท้า หรือความซุ่มซ่ามของคนรัก การเอาใจใส่เรื่องเหล่านี้จึงเป็น extra point ที่ทำให้คนเราประทับใจกัน หรือแม้แต่เป็น “ความพิเศษ” ในความสัมพันธ์ด้วย และเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้อาจนำไปสู่การตัดสินใจในเรื่องใหญ่ ๆ ระหว่างกันได้อีกด้วย

ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อแฮชแท็ก #orangepeeltheory ปรากฏตัวในโลกโซเชียล จึงมีผู้คนออกมา “แชร์” ความใส่ใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ของคนรัก เช่นผู้ใช้ Tiktok คนหนึ่งเล่าว่า เธอมักจะอบเค้กเป็นประจำ และประสบปัญหาเมื่อแยกไข่ขาวออกจากไข่แดง สามีจึง “เซอร์ไพรส์” เธอด้วยการซื้อไข่ขาวสำหรับทำเบเกอรี่ให้ รวมถึงมีการ “เทสต์” ทฤษฎีนี้หลายต่อหลายครั้งจนกลายเป็นไวรัลในแอปพลิเคชันดังกล่าว

คีย์สำคัญของ Orange Peel Theory คือการทำบางสิ่งบางอย่างให้โดย “ไม่ต้องร้องขอ” หรือเมื่อร้องขอแล้วทำตาม ความใส่ใจเหล่านี้เองนำมาซึ่งความประทับใจต่อกัน ไม่เพียงแต่กับคู่รักเท่านั้น แต่ยังหมายรวมกับคนรอบตัวของคุณด้วย ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน หรือครอบครัว แต่อีกด้านหนึ่ง “ทฤษฎีปอกเปลือกส้ม” ก็ทำให้สามารถตระหนักถึง “ปัญหา” ในความสัมพันธ์ได้เช่นกัน

มีผู้ใช้ Reddit คนหนึ่งโพสต์ว่า เธอต้องร้องขอให้คนรักของเธอช่วยมัดผมให้ แต่คนรักไม่ได้ใส่ใจ ทั้ง ๆ ที่เขาก็เคยไว้ผมยาวมาก่อน และรู้วิธีมัดผม หรือแม้กระทั่งขอให้อุ่นผ้าเช็ดตัวเพื่อให้ตัวอุ่นขึ้นหลังจากอาบน้ำ แต่เขาก็ไม่ใส่ใจเช่นกัน จนทำให้เธอตัดสินใจเลิกกับเขาในที่สุด เพราะเธอตระหนักว่าที่ผ่านมา เธออยู่กับผู้ชายที่ขี้เกียจและไม่ใส่ใจอะไรมาโดยตลอด

แง่หนึ่ง ทฤษฎีนี้สอดคล้องกับแนวคิดทางความสัมพันธ์อย่าง “Gottman Method” ซึ่ง John Gottman นักจิตวิทยาความสัมพันธ์ ได้รวบรวมปัญหาจากคู่รักที่เข้ามาทำการปรึกษา จนกลายเป็นแนวทาง 7 ข้อ เพื่อรักษาความสัมพันธ์ โดยหนึ่งในนั้นคือ การตอบสนองต่อ “คำพูด” ของคนรัก เช่น หากคุณชี้ชวนคนรักดูนก คนรักจะมองตาม หรือเมินเฉย ซึ่งคู่รักที่สามารถพัฒนาความสัมพันธ์ไปสู่ระยะยาวจะ “ทำตาม” สิ่งที่คนรักบอก

หากลองย้อนกลับไปดู “Princess Treatment” keyword มาแรงในช่วงก่อนหน้าว่าด้วยการ “ปรนนิบัติ” แฟนสาวราวเจ้าหญิง ซึ่งแง่หนึ่งเป็นเสมือน “ขั้นต่ำที่สุด” ของหลาย ๆ คนที่ต้องการจากคนรักว่าจะดูแลเราเป็นอย่างดี เหมือนเรื่องรักของเราเป็นเทพนิยายที่เราเขียนขึ้นเอง และสอดคล้องกับแนวคิดของ Gottman ที่ยกมา

แต่อีกนัยหนึ่ง Princess Treatment ก็นำไปสู่วิถีชีวิตที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ที่หรูหราไปด้วย ซึ่งหากคู่รักของคุณไม่ได้มีฐานะการเงินที่ดี ก็อาจจะเป็นการ “กดดัน” กันเกินไปหรือเปล่า

และน่าสงสัยว่าเทรนด์จาก keyword ด้านความสัมพันธ์จะทำให้รักที่มีอยู่มันดี (ขึ้น) จริง ๆ หรือ

หรือเรากำลังใช้ “อุดมคติ” สะกดจิตคนข้างตัว?

วันแรกที่ตกหลุมรักกัน คุณกับคนรักอาจจะรู้สึกตรงกันว่าเราต่างรักกันมากมาย แต่เวลาผ่านไป เราอาจต้องการคำยืนยันว่ารักของ “เรา” ยังเหมือนเดิม การดูแลกันอย่างดีก็คงเป็นคำตอบหนึ่งที่ช่วยยืนยันความรักได้

แต่หากวันหนึ่งวันใดเราเริ่มไม่มั่นใจในตัวเองแล้วว่า เราอาจจะคิดมากไป สูญเสียความมั่นใจในความสัมพันธ์ เมื่อนั่นแหละ เราอาจต้องตั้งคำถามแล้วว่า “มาตรฐาน” ที่อีกฝ่ายร้องขอ “ควบคุม” เราหรือเปล่า

เราอาจคุ้นเคยกับคำว่า “Gaslighting” ทริคทางจิตวิทยาที่ “ปั่นหัว” ให้อีกฝ่ายตั้งคำถาม สงสัยในตัวเอง จนถึงสูญเสียความเป็นตัวเองไปในความสัมพันธ์ ซึ่งเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้กับทุกความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่กับลูก เจ้านายกับลูกน้อง หรือที่ได้ยินบ่อยครั้งที่สุดคือ ระหว่างคนรัก

บางครั้ง การสร้างเงื่อนไขให้กับความรักความสัมพันธ์อาจนำไปสู่การ gaslight ได้ ด้วยวิธีการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการละเลย ไม่ให้ความสำคัญ หรือแม้กระทั่งบิดเบือนความจริงแล้วโยนความผิดไปให้อีกฝ่ายแทนว่า เธอนั่นแหละผิด (จากการตั้งคำถาม) ความรู้สึกเหล่านี้เองที่บั่นทอนความมั่นใจในความสัมพันธ์ และนำไปสู่การถูกควบคุมในความสัมพันธ์จนสูญเสียตัวตนในที่สุด

อนึ่ง ภาพอุดมคติที่เกิดขึ้นจากเทรนด์ในโลกออนไลน์ก็ไม่อาจบอกได้ว่า ความสัมพันธ์ของคนที่เรากำลังส่องและนำมาเป็นแบบอย่างจะไม่มีปัญหา หรือการทำตามเทรนด์เหล่านั้นจะใช้ได้กับทุกคู่เสมอไป ไม่แปลกที่เราจะมีความคาดหวังว่าความสัมพันธ์จะสวยงาม แต่อย่าปล่อยให้ภาพฝัน “กัดกิน” ชีวิตจริง

หากคุณกำลังเจอสถานการณ์ของการ gaslight เราอยากให้คุณค่อย ๆ ถอยออกมาจากสิ่งเหล่านี้ แล้วค่อย ๆ คิดว่าตกลงเรา “ผิด” จริงหรือเปล่า ถ้าคำตอบออกมาว่าเราไม่ผิด สิ่งที่เราทำมันเป็นความจริง โปรดก้าวออกมาจากความสัมพันธ์เสีย ส่วนใครที่อาจจะมีความคาดหวังต่อคนรัก แต่ความคาดหวังนั้นไม่สัมพันธ์กับชีวิตจริง การพูดคุยกันเพื่อหา “จุดกึ่งกลาง” เป็นสิ่งที่เราอยากแนะนำ เพราะความคาดหวังที่มากเกินไปอาจกดดัน ทำให้รู้สึกผิด และรู้สึกถูกด้อยค่าในความสัมพันธ์จนไร้ความเป็นตัวเอง

เพราะแค่ปอกเปลือกส้มอาจไม่ได้พิสูจน์รักแท้ การ “แคร์” กันอย่างจริงใจต่างหากที่เป็นเครื่องพิสูจน์

อ้างอิงจาก

Independent / New York Post / Reddit / National Library of Medicine / The Gottman Institute / Dailymail / Medium / Faculty of Psychology / Chulalongkorn University / Mission to the Moon

ผู้เขียน

  • เกวลิน ถนอมทอง

    นักเขียนและ NGO ที่สนใจการเมือง รัฐธรรมนูญ และวิถีของผู้คน ใฝ่ฝันถึงเมืองที่เดินดี สังคมที่เห็นหัวทุกชีวิต และคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า

    View all posts