“นี่ไม่รู้ว่านี่เล่ามากไปมั้ยนะคุณ”
ฉันพิมพ์ข้อความกดส่งท้ายเรื่องหนักอกหนักใจ หลังเพื่อนสาว stand by รับเรื่องร้องทุกข์ทันทีที่เราทักหา
แน่ล่ะ คนเราชอบลงเรื่องสุขใน instagram story แต่ชีวิตคนเราไม่เคยมีด้านเดียวที่เห็นในโซเชียลมีเดียสักหน่อย ดังนั้น ด้านทุกข์เลยต้องมาอยู่ในห้องแชท หรือแปรรูปเป็นการกรอกเสียงไปตามสายโทรศัพท์ หรือหากเดือดเนื้อร้อนใจมาก ๆ ฉากหลังของบทสนทนาก็จะกลายเป็นพื้นที่จริง มีอาหารเครื่องดื่มคอยซับบรรยากาศไว้อีกชั้นหนึ่ง
แม้เราจะรู้ดี ว่าเรื่องที่เล่าอาจจะถูกส่งต่อไปยังคนอื่น ๆ รอบกาย จนสุดท้ายเป็นเรื่องราวแบบ “เพื่อนรู้ โลกรู้” แต่ในโลกโซเชียลมีเดีย เรื่องราวที่ดูส่วนตัวมาก ๆ ก็กลายมาเป็นเธรดแนะนำบนหน้าฟีด แม้ในใจจะขอบคุณที่แจ้งให้ทราบ และแอบเพลิดเพลินจนรู้สึกอินไปบ้าง แต่ทำไมกันนะ ทำไมเราถึงเล่าเรื่องของตัวเองตั้งมากมาย แล้วมาสงสัยทีหลังว่า
มากไปหรือเปล่า?
Oversharing
เล่าแค่ไหน ที่เรียกว่า “มากเกินไป”
“ไม่มากไปเลยคุณ เราเข้าใจ”
เพื่อนสนิทตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว
จริงอยู่ ที่คู่สนทนาเราเป็นเพื่อนสนิท รับรู้เรื่องราวของเราในระดับที่ลึกกว่าคนอื่น ๆ แต่ในใจก็แอบสงสัย ว่าเส้นแบ่งของคำว่า “เล่าได้” กับ “เยอะไป” มันอยู่ตรงไหนกันนะ
งานวิจัยเรื่อง “Front- and backstage in social media” ตีพิมพ์ในวารสาร Language and Society ของมหาวิทยาลัยลุนด์ ประเทศสวีเดน ได้นิยาม Oversharing ว่าเป็นความเผื่อแผ่ที่ “มากเกินไป” ต่อเรื่องชีวิตส่วนตัวของตัว หรือผู้อื่น” ส่วนมหาวิทยาลัยแกรนด์วัลเลย์สเตท สหรัฐอเมริกา ได้นิยามเพิ่มเติมไปอีกว่า นี่คือพฤติกรรมการแบ่งปันเรื่องราวชีวิตส่วนตัวที่มากเกินไป หรือเป็นเรื่องราวที่ไม่เหมาะสมจนเป็นอันตรายต่อตนเองและคนรอบข้าง
ส่วน เอมี่ มอริน (Amy Morin) นักจิตบำบัด อดีตคอลัมนิสต์ของ Forbes ได้ชี้ถึงเส้นแบ่งระหว่าง “ความเป็นตัวเอง” (Being Authentic) กับ Oversharing เมื่อเล่าเรื่องสู่สาธารณะด้วยปัจจัย 3 ข้อ ดังนี้
- แชร์ความพัง เพื่อต้องการความสงสารเห็นใจ
แต่ละมื้อแต่ละเดย์ มีวัน ๆ พันกว่าเรื่องที่ birth but with me (ไทย: เกิดแต่กับกู) จนกลายเป็นคอนเทนต์อุทาหรณ์สอนใจ อย่าพลาดแบบนี้ไม่ว่ากับใครเข้าใจไหม
จริงอยู่ ที่เรามักแชร์เรื่องที่เคยล้ม เรื่องที่เคยพลาดเพื่อไม่ให้ใครพลาดอีก แต่บางครั้ง สิ่งที่เคลือบแฝงมากับอุทาหรณ์แบบเนียน ๆ คือการแชร์ความผิดพลาดเพื่อให้เกิดความสงสารเห็นใจ จนบางครั้งกลายเป็น sadfishing หรือชื่อไทยว่า “โศกาสาไถย” หากเลยมาถึงขั้นนี้แล้ว นี่คือสัญญาณว่า เราอาจจะแชร์เรื่องของเรามากไปซะแล้ว
- พยายามเล่ามากไป เพื่อสร้างความสัมพันธ์ใหม่ให้ตัวเอง
“ถ้าเราสนิทกัน เราจะแลกความลับของกันได้” ซีรีส์หนึ่งในร้อยบอกเราอย่างนั้น
แต่เดี๋ยวก่อน ในซีรีส์อาจจะตัดฉึบฉับ ๆ ปั๊บ ๆ คุณพระเลิกเกลียดขี้หน้าอนงค์แล้ว ส่วนชีวิตจริงไม่ได้มีใครมานั่งมอนิเตอร์และพร้อมตัดต่อเหมือนละครจอแก้ว หากคุณกำลังเล่าเรื่องส่วนตัวของตัวเองกับคนที่เพิ่งรู้จักกันใหม่ ๆ นั่นไม่แปลกอะไร แต่ถ้ารู้สึกว่าต้องพยายามเค้นเรื่องมาเล่า เราจะได้สนิทกันเร็ว ๆ ขอให้หยุดไว้แค่นั้น มันกำลังจะข้ามเส้นไปสู่ overshare แล้วน้าาาา
- เล่าเรื่องเพื่อเยียวยา … แต่มากไป!
เมื่อเกิดสถานการณ์ร้าย ๆ ขึ้นกับตัวเอง แต่ละคนก็มีวิธีรับมือที่แตกต่างกัน
บ้างก็ปล่อยโฮร้องไห้ก่อนจะค่อย ๆ ตั้งสติ บ้างก็เลือกจะอดทนเก็บงำไว้ ค่อย ๆ จัดการปัญหาไปก่อน หรือบางคนก็เลือกที่จะเล่าปัญหาคร่าว ๆ ให้คนสนิทฟัง เพื่อเรียบเรียงปัญหาออกมาเป็นคำพูด
แต่หากวิธีรับมือของคุณ คือการเล่าปัญหาทั้งหมดออกมา แม้กระทั่งต่อสาธารณะ นี่อาจจะเข้าข่าย overshare เพราะจริงอยู่ที่คุณอาจรู้สึกเหมือนโลกทั้งโลกถล่มลงมา แต่ปัญหาใหญ่ของเรา อาจเป็นเรื่องเล็กสำหรับอีกคนก็ได้ หรือไม่ ก็อาจไปกระตุ้นต่อมกังวลของอีกคนขึ้นมาได้เช่นกัน
อนึ่ง เส้นแบ่งของมอรินถือเป็นตัวอย่างหนึ่งที่เราจะกำหนดว่าเรื่องไหน “มากเกินไป” อีกสิ่งที่เราควรให้ความสำคัญคือ “ความรู้สึก” ของเราเองขณะรับฟังคู่สนทนา หรือกำลังกรองสารเพื่อจะเล่าให้ใครสักคนฟังด้วย
เล่าเยอะไป…ทำไม?
จริงอยู่ ที่บางความทุกข์จะเบาลงเมื่อเราได้บอกเล่า หรือแบ่งเบาให้ใครสักคน แต่บางครั้ง เมื่อขุดลึกลงไปในเชิงจิตวิทยา เราอาจรู้สาเหตุได้ว่า ทำไมเราถึงชอบเล่าเรื่องตัวเอง (มากเกินไป)
มอรินกล่าวว่า แง่หนึ่ง มันอาจเป็นเพราะ “ความใกล้ชิด” ที่ผิดคอนเซปต์ไปหน่อย หรืออาจเคยสังเกตว่า เราอาจจะชอบเม้าท์มอยเรื่องส่วนตัวในร้านเสริมสวย อาทิ ร้านทำผม ทำเล็บ หรือสปา นั่นเป็นเพราะว่าในพื้นที่เหล่านี้ เกิดการสัมผัสร่างกาย (Physical Touch) ในพื้นที่ที่ปกติเราไม่อนุญาตให้สัมผัส เช่น ผม แบบเดียวกับที่เพื่อนสนิท ครอบครัว หรือคนรักสัมผัส
เหตุการณ์ทำนองนี้อาจจะเกิดขึ้นระหว่างรอขึ้นเครื่องบิน คุยกับโชเฟอร์รถแท็กซี่ หรือขณะรอรับยาที่โรงพยาบาลได้เช่นกัน นั่นเป็นเพราะ เราเข้าใจว่า คนแปลกหน้าจะไม่ตัดสินเรา อย่างน้อยเราก็มั่นใจได้ว่า เราคงจะไม่เจอหน้าเขาอีกหลังจากนี้ หรือแม้กระทั่งเป็นการเยียวยาจิตใจตัวเองไปด้วย
มากไปกว่านั้น มอรินยังระบุอีกว่า การเล่าเรื่องส่วนตัวมากเกินไปอาจเกิดจากการเร่งสร้างความสัมพันธ์กับคนใหม่ ๆ ไปจนถึง ขอบเขตเรื่องส่วนตัว (Boundaries) ที่ต่ำเกินไป ซึ่งอาจจะมาจากการขาดความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันจริง ๆ ได้ และอาจเกินเลยไปถึงความพยายามทำให้คนอื่นรู้สึกสบายใจมากเกินไป
แม้เราจะรู้สาเหตุแล้ว แต่ผลกระทบของ Oversharing อาจร้ายแรงมากกว่าที่คิด
ในด้านลบ Oversharing อาจส่งผลให้เกิดความวิตกกังวลอันเนื่องมาจากการเสพติดโซเชียลมีเดียเพื่อเล่าเรื่องส่วนตัว ตลอดจนทำให้ความสามารถในการแยกแยะว่าเรื่องไหนควรเล่า หรือไม่ควรเล่า ลดลง ขณะเดียวกัน การเล่าเรื่องส่วนตัวมากเกินไปอาจกลายเป็นเป้าของอาชญากรรมออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น Social Bullying, ความปลอดภัยทางไซเบอร์ รวมถึงการขโมยตัวตนบนโลกออนไลน์ไปด้วย
มากไปกว่านั้น การแสดงออกในโลกโซเชียลที่มากเกินไป ตั้งแต่อาหารที่กินไปจนถึง “จุดยืนทางการเมือง” ต่อประเด็นต่าง ๆ ทำให้การเลือก “เงียบ” ท่ามกลางเสียงที่ดังอาจกลายเป็นเรื่องผิดบาป ทัวร์ลง และถูกตราหน้าไปในที่สุดเสียอย่างนั้น
แล้วเล่าแค่ไหนถึงจะ “พอดี”
ในยุคที่โซเชียลมีเดียทำให้เราสะดวกที่จะแชร์เรื่องราวได้มากขึ้นกว่าเดิมเป็นร้อยเท่า เรื่องของเราอาจแพร่กระจายให้โลกรู้ได้ในเวลาไม่นาน แล้วเราจะทำยังไง ให้เรื่องที่เล่าไม่ “มากเกินไป”
- ตั้งขอบเขต “เรื่องส่วนตัว”
อาหารที่กิน เดตกับแฟน สตอรี่ความรัก พอดแคสต์ที่ชอบฟัง … เรื่องราวเหล่านี้ เราสามารถเล่าให้โลกฟังได้อย่างเต็มที่ แต่สำหรับเรื่องที่ส่วนตัวมาก ๆ เช่น ปัญหาการเงิน ปัญหาสุขภาพ หรือเรื่องทะเลาะกับคนที่เราแคร์ เราคงต้องกรองเรื่องมากขึ้นอีกสักหน่อย อาจไม่ต้องเผยแพร่ออกไปนอกวงสังคมคนสนิท
- เงียบบ้างก็ได้ ให้ใจได้พัก
บางเรื่อง ไม่เล่าไม่ได้ แต่บางเรื่อง ไม่เล่าก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร การปล่อยให้ตัวเอง “เงียบ” ทั้งในชีวิตจริงและโซเชียลมีเดียอาจช่วยให้เราได้พัก ได้เรียบเรียงสิ่งที่คิดและเผชิญหน้าได้มากขึ้น ไม่แน่ว่า นี่อาจจะทำให้สุขภาพจิตของคุณดีขึ้น ตัดสินใจได้ดีขึ้นกว่าเดิมได้
- หากเงียบยังไม่พอ … ลองเขียนออกมา
หากความเงียบไม่ช่วยอะไร การถ่ายทอดออกมาในพื้นที่ส่วนตัวอย่าง “การเขียน” อาจช่วยให้เราสามารถระบายความรู้สึกที่อัดอั้นได้เช่นกัน โดยมีผู้อ่านคือ “ตัวเราเอง” ให้ทำความเข้าใจตัวเองมากขึ้น หากไม่ถนัดการเขียนลงกระดาษ ก็อาจจะดราฟต์ไว้ในโน้ตของโทรศัพท์ก็ได้
- เล่าให้คนที่ไว้ใจได้ฟัง
หากเรื่องที่กำลังเผชิญอยู่มันหนักหนา แล้วการเงียบ หรือการเขียนยังไม่ช่วยอะไรอีก การเลือกเล่าให้คนที่ไว้ใจได้ฟังก็ช่วยให้สามารถเยียวยาใจได้จริง ๆ ซึ่งคน ๆ นั้นอาจเป็นเพื่อนสนิทที่รับรู้พ้นฐานทุกข์สุขของเรามานาน สมาชิกครอบครัวที่ไว้ใจได้ว่าจะไม่ต่อว่าเรา หรือแม้กระทั่งคนรักที่พร้อมจะไม่ตัดสิน ทั้งนี้ทั้งนั้น การเล่าเรื่องบางเรื่องออกมาอาจต้องมีกระดาษกรองสักนิด ว่าข้อมูลที่ให้จะไม่ too much information เช่นลงรายละเอียดมากเกินไป เอาแค่ที่สำคัญ และคนรอบตัวจำเป็นต้องรู้ก็พอ
สุดท้ายแล้ว มันดีกว่า ถ้าเราจะได้เล่าเรื่องหนักอกหนักใจ ไม่ต้องแบกเอาไว้เพียงคนเดียว แต่การระมัดระวังถึงความปลอดภัยในโลกดิจิทัล ก็จะยิ่งทำให้อุ่นใจได้มากขึ้นอีกว่า เรื่องราวที่เราเล่าออกมา จะทำให้เราปลอดภัยทางใจกาย รวมถึงทรัพย์สินจริง ๆ
อ้างอิงจาก
