ถ้าจะให้พูดถึงแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เก๋ที่สุด ก็คงหนีไม่พ้น “smeg” ที่มักปรากฏตัวอยู่ในภาพยนตร์ หรือ reference แต่งบ้านอยู่เสมอ ๆ โดยเฉพาะเจ้าตู้เย็น FAB รูปทรงสวย สีสดใส จนกลายเป็นภาพจำที่ว่า เป็น “เทคโนโลยีที่สวยที่สุด”

คำ ๆ นี้เองทำให้เราสงสัยต่อไปว่า นอกจากเรื่องรูปลักษณ์ที่เข้ามาปิด Pain Point ว่าเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า อาจจะไม่นับรวมเป็นส่วนหนึ่งของการแต่งบ้านได้ แล้วเจ้าตู้เย็นจากอิตาลีแบรนด์นี้ ยังสามารถปิด Pain Point อะไรของผู้อยู่อาศัย ใช้ตู้เย็นเก็บของกินกันบ้าง 

ตามเรามาเปิดตู้เย็น ค้นความลับของแบรนด์นี้เลยดีกว่า

ปิดความไม่แข็งแรง จากความเป็น “โรงเหล็ก”

ก่อนจะเป็นแบรนด์ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า แบรนด์นี้มีที่มาจาก “โรงเคลือบเหล็ก” แห่งเมือง Guastalla ทางตอนเหนือของอิตาลี โดย วิตตอริโอ เบอร์ทัสโซนี (Vittorio Bertazzoni) ทายาทตระกูลโรงเคลือบเหล็กนี้ต้องการต่อยอดศาสตร์การตีเหล็กและเคลือบสี ซึ่งเป็นจุดเด่นของกิจการ จึงตัดสินใจตั้งธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนขึ้นมาในปี 1948

นี่จึงเป็นที่มาของชื่อ จากตัวย่อของ Smalterie Metallurgiche Emiliane Guastalla โดยมีไลน์สินค้าแรกคือ “Elisabeth” เตาอบที่มีความพิเศษคือ ด้านบนเป็นเตาแก๊ส ตอบโจทย์ครัวเรือนยุคหลังสงคราม คือทั้งกะทัดรัด และตอบโจทย์การเติบโตทางเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อิตาลีบอบช้ำจากความพ่ายแพ้สงคราม การฟื้นตัวจากสนธิสัญญาสันติภาพ และการก่อร่างสร้างสาธารณรัฐที่ 1 นี่จึงเป็นเสมือนการเกิดใหม่อีกครั้งของอิตาลีในเวทีเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง

ต่อจากนั้น ในปี 1963 ก็ออกไลน์สินค้าใหม่ ๆ อย่าง LEDA เครื่องซักผ้าดีไซน์เก๋ หรือ Niagara เครื่องล้างจานที่สามารถจุเครื่องครัวได้มากถึง 14 ชิ้น ซึ่งถือว่ามากที่สุดในโลกขณะนั้นแล้ว ทั้งหมดนี้ เกิดจากกำลังการผลิตที่เพิ่มมากขึ้นของแบรนด์ และปัจจัยอื่น ๆ ที่สำคัญไม่แพ้กัน จนทำให้กลายเป็นแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าบิลด์อินที่เป็นที่นิยมสุด ๆ 

แน่นอนว่า คำถามที่ตามมาเสมอ คือ ทำไมเครื่องครัวของ smeg จึงมีราคาแพง ซึ่งคำตอบคือ “คุณภาพ” ของสินค้าทุกชิ้นเข้าขั้นระดับสูง ทนทาน ตลอดจนการสำรวจตลาดให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจอย่างสูงสุด ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากความเชี่ยวชาญด้านวัสดุของโรงงานเอง รวมไปถึงอัตราค่าแรงของอิตาลีที่ขึ้นชื่อว่า “สูง” เมื่อเทียบกับหลายประเทศในสหภาพยุโรป

ปิด Pain Point เครื่องครัว ด้วย “ดีไซน์”

นอกจากความแข็งแรงและประสิทธิภาพการทำงานแล้ว อีกหนึ่งจุดเด่นของ smeg คือ “ดีไซน์” ที่ทำให้แบรนด์เป็นที่จดจำในฐานะ “เทคโนโลยีที่สวยที่สุด”

เริ่มต้นจากโลโก้แบรนด์ในปัจจุบัน ที่ได้รับการดีไซน์จาก ฟรังโก มาเรีย ริซซี เมื่อปี 1977 จนกลายเป็นที่จดจำ จากวงกลมที่มาจากวาล์วเปิดเตาแก๊ส และปุ่มปรับเวลาและอุณหภูมิของเตาอบ 

หรือแม้กระทั่งสินค้าที่เป็นที่จดจำอย่าง ซีรีส์ตู้เย็น FAB ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อปี 1997 จากเหล่าดีไซเนอร์ของแบรนด์ ได้เปลี่ยนภาพจำของตู้เย็นสี่เหลี่ยมทื่อ ๆ ให้มีความโค้งมน สีสันจากเฉดสดสะดุดตา หรือสีของโลหะได้กลายมาเป็นสีพาสเทลที่เป็นที่จดจำ หรือแม้กระทั่ง Collaboration อย่าง FAB28 in Jean ที่ร่วมกับ Italia Independent จนกลายมาเป็นหนึ่งใน signature ของแบรนด์

ทั้งหมดนี้เกิดจาก Insight เมื่อปี 1985 ที่พบว่า ลูกค้าไม่เพียงแต่ชอบเครื่องครัวที่มีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ยังชอบดีไซน์ที่แตกต่าง และสามารถแต่งบ้านได้เช่นกัน เหตุนี้เอง จึงได้จ้างดีไซเนอร์เข้ามาปรับดีไซน์ผลิตภัณฑ์ เริ่มจาก Guido Canali สถาปนิกชาวอิตาเลียน ผู้พางานออกแบบของแบรนด์นี้ไปแสดงที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย (MoMA) ที่สหรัฐอเมริกา หรือ Renzo Piano ผู้ออกแบบอาคาร Pompidou ที่ปารีส

มากไปกว่านั้น ความเป็นอมตะของดีไซน์ในเครื่องใช้ไฟฟ้า ยังทำให้แบรนด์ครองพื้นที่ในสื่อต่าง ๆ มากมาย และสะท้อนความเป็น “อิตาลี” ที่ให้ความสำคัญกับ Craftsmanship หรือ “งานฝีมือ” สมกับเป็นเมืองศิลปะของโลก

ปิด Pain Point เรื่องโลก ด้วย “จุดยืน” รักษาสิ่งแวดล้อม

ขึ้นชื่อว่าเป็นแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องครัวแล้ว อีกสิ่งที่เหล่าแม่บ้านมักจะคิดถึง คือ การประหยัดพลังงาน ยิ่งยุคค่าไฟแพง ค่าแรงถูก ก็ยิ่งทำให้เหล่าแม่บ้านกุมขมับแน่น

smeg เองขึ้นชื่อว่า เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่มีจุดยืนรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มแข็ง โดยเริ่มจากการให้ความสำคัญกับ “คนทำงาน” ด้วยการให้ work-life balance ตลอดจนความร่วมมือกับองค์กรระดับชาติในการอบรมและดูแลความปลอดภัยพนักงาน

มากไปกว่านั้น นโยบายสำคัญ คือการใช้พลังงานให้น้อยที่สุดในการผลิตสินค้าแต่ละชิ้น โดยการใช้พลังงานจากธรรมชาติในการผลิต ไปจนถึงการเลือกวัสดุจากทรัพยากรธรรมชาติ อย่างเหล็กกล้า หรือกระจก หรือแม้กระทั่งบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากวัสดุย่อยสลายง่าย ลดการใช้พลาสติกในการหีบห่อ

เราจึงพอจะมั่นใจได้ว่า การสร้างแบรนด์สักแบรนด์หนึ่ง ไม่เพียงแต่จะคิดถึง “สิ่งที่อยากขาย” เท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงความเชี่ยวชาญ หรือต้นทุนที่สะสมสืบเนื่องกันมา ความแตกต่างจากคู่แข่งในตลาด ไปจนถึงคุณค่าที่สังคมยึดถือ 

ไม่ว่าจะเป็นความสวยงาม หรืออรรถประโยชน์ ที่ทำให้ผู้คนตัดสินใจจะ “เลือกใช้” และสร้างความ “มั่นใจ” ต่อแบรนด์ได้

อ้างอิงจาก

smeg.com 1

www.smeg.co.th

designwanted.com

www.irishtimes.com

readthecloud.co

ผู้เขียน

  • เกวลิน ถนอมทอง

    นักเขียนและ NGO ที่สนใจการเมือง รัฐธรรมนูญ และวิถีของผู้คน ใฝ่ฝันถึงเมืองที่เดินดี สังคมที่เห็นหัวทุกชีวิต และคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า

    View all posts